บทที่ 33 หลินสวิ่นเฟิงผู้พิสดาร
หน้าซุ้มประตูสำนักชิงเซียว ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งยืนเคียงข้างกัน ทั้งคู่ดูอายุยังไม่มากนัก
ฝ่ายชายมีรูปลักษณ์หล่อเหลาคมคาย สวมชุดสีน้ำเงินรัดกุม รวบผมสูงดูสง่างาม ในมือถือทวนยาวหนึ่งเล่ม แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความฮึกเหิมของขุนพลหนุ่มออกมาอย่างเปี่ยมล้น
ฝ่ายหญิงมีใบหน้าหมดจดงดงาม สวมชุดกระโปรงยาวสีเขียว อ่อนหวานปานสายน้ำ นางสะพายห่อสัมภาระพลางจ้องมองชายหนุ่มชุดน้ำเงินข้างกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินคือจอหงวนบู๊ หลี่อาง ส่วนหญิงสาวชุดเขียวคือลูกพี่ลูกน้องของเขา จ้าวหลิงหลง
“พี่อาง พวกเราเพิ่งมาถึงก็ะโท้าทายเช่นนี้จะดีหรือเ้าคะ พวกสำนักใหญ่ที่มีศักดิ์ศรีก็ว่าไปอย่าง ทว่าสำนักชิงเซียวนี้ยามไร้หลินสวิ่นเฟิงแล้ว ศิษย์ที่เหลือล้วนเยาว์วัยนัก เกรงว่าพวกเขาจะถูกชื่อเสียงของท่านข่มขวัญจนมิกล้ารับคำท้าเสียมากกว่า”
จ้าวหลิงหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟังยิ่งนัก
หลี่อางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ผู้ฝึกยุทธย่อมเลี่ยงการชิงดีชิงเด่นมิพ้น ข้ากล่าววาจาถึงเพียงนี้ หากสำนักชิงเซียวพอจะมีชายชาตรีอยู่บ้างย่อมมิหลบเลี่ยง อีกอย่าง ข้ามาเพียงเพื่อแลกเปลี่ยนวรยุทธ มิได้มาตัดสินเป็ตาย”
มือขวาของเขาขยับเล็กน้อย ทวนยาวสีเงินในมือส่องประกายเย็นเยียบวับวาวภายใต้แสงแดด
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนา ก็เห็นกลุ่มคนจำนวนมากหลั่งไหลออกมาจากทางโค้งของถนนูเา เมื่อเห็นดังนั้น หลี่อางก็ยกยิ้มมุมปาก ใบหน้าอันหล่อเหลาฉายแววตื่นเต้นยินดี
หยางเจวี๋ยติ่งเดินนำขบวนมาหยุดที่หน้าซุ้มประตู สายตาจับจ้องพินิจหลี่อางั้แ่หัวจรดเท้า
“เ้าแซ่หลี่ ทั้งยังเป็จอหงวนบู๊ เ้ามาจากตระกูลหลี่แห่งหนใด?” หยางเจวี๋ยติ่งถามขึ้น
ราชวงศ์ต้าหลีให้ความสำคัญกับวรยุทธ การจะก้าวขึ้นเป็จอหงวนบู๊ได้นั้น นอกจากพร์ต้องเลิศล้ำแล้ว ยังต้องอาศัยทรัพยากรมหาศาลในการเกื้อหนุน จอหงวนบู๊จึงมิเคยมีใครมาจากตระกูลยากไร้เลย
หลี่อางเชิดหน้าตอบอย่างทระนง “ตระกูลหลี่แห่งหลินชวน”
หยางเจวี๋ยติ่งพยักหน้าเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็ลูกหลานของเสนาบดีกรมกลาโหม หากพวกเราเผลอซัดเ้าจนร้องไห้ขึ้นมา ไม่รู้ว่าเ้าจะไปฟ้องผู้ใหญ่ที่บ้านรึเปล่านะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มของหลี่อางพลันเลือนหาย แววตาแปรเปลี่ยนเป็เ็า “ข้าตีไล่ลงมาจากทางเหนือจนถึงหลินชวน ท้าประลองมาแล้วสิบเอ็ดสำนัก ยังมิเคยมีใครทำให้ข้าต้องเสียน้ำตาได้ หากพวกเ้าสามารถเอาชนะข้าได้ ข้าจะไม่เอาความแม้แต่น้อย ทั้งยังจะตบรางวัลให้อย่างงามเพื่อช่วยพวกเ้าซ่อมแซมซุ้มประตูสำนักที่ดูซอมซ่อนี่ด้วย”
“ตกลง เ้าพูดเองนะ! หมานเอ๋อร์ เ้าออกไป!”
หยางเจวี๋ยติ่งรับคำทันทีพลางเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง
อู๋หมานเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าทันที
ทันทีที่เขายืนตระหง่านออกมา จ้าวหลิงหลงก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น
ส่วนหลี่อางดวงตาเป็ประกายวับ เอ่ยถามว่า “เ้าตัวโต สนใจจะไปเข้าร่วมกองทัพกับข้าเพื่อสร้างชื่อเสียงให้คนนับหมื่นสรรเสริญหรือไม่?”
อู๋หมานเอ๋อร์เกาหัวตอบ “ข้าไม่ไปกองทัพ ข้าจะอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่ตลอดไป”
หลี่อางยกยิ้มพลางหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นก็มาสู้กันก่อนเถอะ!”
อู๋หมานเอ๋อร์พยักหน้า แล้วเดินตรงเข้าหาหลี่อางต่อไป
เมื่อเห็นอู๋หมานเอ๋อร์เดินเข้ามาอย่างมิเกรงกลัว หลี่อางก็ฉายแววไม่พอใจในดวงตา เขาคร้านจะกล่าววาจาไร้สาระอีก จึงพุ่งทะยานเข้าหาอู๋หมานเอ๋อร์ในอึดใจเดียว ทวนเงินในมือตวัดกวาดออกไปหมายโจมตีที่เอว เสียงทวนแหวกอากาศดังสนั่น
เปรี้ยง!
อู๋หมานเอ๋อร์ยกมือขึ้นคว้าจับทวนเงินของเขาไว้ได้หมั้น ทำเอาหลี่อางสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ทว่ายังมิทันได้คิดสิ่งใดต่อ พละกำลังมหาศาลก็จู่โจมเข้ามาจนเขาสูญเสียการทรงตัว ร่างถลาไปข้างหน้า
หลี่อางเห็นอู๋หมานเอ๋อร์กำลังจะเงื้อมืออีกข้างขึ้น เขาจึงรีบปล่อยมือจากทวนแล้วถีบตัวทะยานถอยหลังประดุจนกนางแอ่น ร่อนลงไปหยุดอยู่ด้านหลังจ้าวหลิงหลง เกือบจะตกบันไดหินไปเสียแล้ว
เมื่อตั้งหลักได้ หลี่อางมองอู๋หมานเอ๋อร์ด้วยความหวาดหวั่น พละกำลังของชายผู้นี้เหนือล้ำกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก เขาไม่เคยเจอใครที่มีแรงมหาศาลปานนี้มาก่อน
“เ้าชื่ออะไร?” หลี่อางถามเสียงเข้ม มิกล้าประมาทอีกต่อไป
อู๋หมานเอ๋อร์ยิ้มซื่อๆ ตอบว่า “ข้าชื่ออู๋หมานเอ๋อร์”
“แซ่อู๋รึ? หรือว่าจะเป็...”
หลี่อางดูเหมือนจะนึกอะไรออก สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขากำลังจะอ้าปากกล่าว ทว่าอู๋หมานเอ๋อร์กลับโยนทวนเงินคืนกลับมาให้เขาเสียก่อน
เขายกมือขึ้นรับทวน ทว่ากลับรู้สึกเจ็บแปลบไปถึงง่ามมือ
พละกำลังปานสัตว์ประหลาดนี้ทำให้เขาเริ่มมั่นใจในสิ่งที่ตนสงสัยมากขึ้น
ในตอนนั้นเอง อู๋หมานเอ๋อร์พลันแยกขาออก ย่อตัวลงเล็กน้อย หมัดขวาเก็บไว้ที่ข้างเอว ปรากฏกระแสปราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหมุนวนรอบกาย แววตาและท่าทางของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนกับเมื่อครู่
หลี่อางััได้ถึงรัศมีพลังที่เปลี่ยนไป ทว่าเขามิได้ขลาดกลัว กลับกันเขากระชับทวนด้วยสองมือ เตรียมพร้อมรับศึกอย่างเต็มกำลัง
เบื้องล่างบันไดหิน เหล่าศิษย์ในลานเรือนใหม่ต่างเฝ้าดูการประลองด้วยความระทึกใจ พวกเขามองดูอู๋หมานเอ๋อร์ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องบนด้วยความทึ่ง เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เห็นอาซู่อู๋สำแดงท่าทีเช่นนี้ออกมา
หลี่อางคำรามก้อง โผนทะยานขึ้นสูงนับจาง บดบังแสงอาทิตย์เื้ั ลมปราณของเขาห่อหุ้มร่างกายและทวนเงินจนดูประดุจประกายแสงเย็นเยียบที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ทำเอาเหล่าศิษย์เื้ัอู๋หมานเอ๋อร์ต้องหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ
ในชั่วพริบตานั้นเอง อู๋หมานเอ๋อร์ก็ฟาดฝ่ามือออกไป
ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า!
เหล่าศิษย์รู้สึกราวกับมีเสียงะเิดังขึ้นข้างหู ประหนึ่งเสียงพยัคฆ์คำรามจนแก้วหูแทบแตก กระแสปราณอันรุนแรงพุ่งเข้าปะทะหน้าจนทุกคนต้องถอยร่นไปตามๆ กัน
เฉิงชางไห่หรี่ตามอง เห็นภาพหลี่อางถูกฝ่ามือของอู๋หมานเอ๋อร์ซัดกระเด็นหายไปในพริบตา
ร่างของหลี่อางกระอักเืออกมาเป็สาย ปลิวว่อนไปดุจว่าวสายป่านขาด ก่อนจะพุ่งเข้าชนห้องพักห้องหนึ่งในลานเรือนใหม่จนชายคาพังครืน ฝุ่นตลบอบอวล ศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ ต่างพากันใสุดขีด
กระบวนท่าเดียวตัดสินผล!
ต่อให้เป็คนสำนักเดียวกัน เหล่าศิษย์ก็ยังตกตะลึงในความแข็งแกร่งของอู๋หมานเอ๋อร์ รวมถึงหยางเจวี๋ยติ่งด้วย
หยางเจวี๋ยติ่งลอบปาดเหงื่อในใจพลางนึกขอบคุณหลี่ชิงชิวที่สั่งหยุดการประลองเมื่อครู่ หากเ้าเด็กซื่อบื้อนี่ใช้ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้าใส่เขา ตัวเขาเองก็คงต้านทานลำบาก าเ็น่ะเื่เล็ก ทว่าเสียหน้านี่สิเื่ใหญ่
“พี่อาง!”
จ้าวหลิงหลงกรีดร้องด้วยความใ นางรีบถลกชายกระโปรงวิ่งลงบันไดไปหาเขาอย่างรวดเร็ว
อู๋หมานเอ๋อร์ชักมือกลับ ปราณไหลย้อนคืนสู่ร่าง กระแสลมที่วนเวียนทำเอาชายเสื้อเขาสะบัดอย่างรุนแรง แผ่นหลังของเขาในยามนี้ทำให้เหล่าศิษย์ััได้ถึงกลิ่นอายของปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
“นี่น่ะหรือวรยุทธชั้นสูง ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
จางอวี้ยืนอยู่ด้านหลังเหล่าศิษย์ เดาะลิ้นชมด้วยความทึ่ง ในใจเขาพลันบังเกิดความอยากฝึกยุทธขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าเขาก็รีบกดความคิดนั้นลงไปทันที
อู๋หมานเอ๋อร์ก้มมองดูฝุ่นควันที่คละคลุ้งเบื้องล่าง สีหน้าเ็าประดุจูเาน้ำแข็งละลายหายไป เขามองไปทางหยางเจวี๋ยติ่งแล้วถามอย่างกังวลว่า “ข้า... ลงมือหนักไปรึเปล่าขอรับ?”
หยางเจวี๋ยติ่งเพิ่งได้สติ ในใจพลันนึกหวั่น หากจอหงวนบู๊มาตายที่นี่ล่ะก็ เื่ใหญ่แน่!
เขารีบวิ่งลงเขาไปดูอาการทันที ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันเข้าไปรุมล้อมอู๋หมานเอ๋อร์ด้วยความเลื่อมใส
ภายในลานเรือน หลีตงเยว่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าศิษย์ข้างนอก นางมีสีหน้ากังวลพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ หมานเอ๋อร์จิตใจซื่อตรงเกินไป ลงมือหนักเบาไม่เป็ วันหน้าท่านอย่าให้เขาออกไปสู้กับใครส่งเดชเลยนะเ้าคะ”
หลี่ชิงชิวพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าเขามิได้กังวลมากนัก เพราะเขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของหลี่อาง แม้จะถี่รัวทว่าก็ยังคงมีชีวิตอยู่
“เ้าออกไปช่วยรักษาเขาหน่อยเถอะ”
หลี่ชิงชิวกล่าว หลีตงเยว่รีบลุกขึ้นส่งหยวนหลี่น้อยให้เขาอุ้มแทน แล้วนางก็รีบเดินออกไปจากลานเรือนทันที
หลี่อางตกอยู่ในห้วงความฝัน เขาฝันว่าตนเองกำลังเข่นฆ่าสังหารอยู่ในสมรภูมิ บุกฝ่าทัพนับหมื่นไร้ผู้ต้าน ทว่าทันใดนั้นเบื้องหน้ากลับปรากฏั์ใหญ่ตนหนึ่ง ฟาดฝ่ามือเข้าใส่เขาจนเขาไร้ทางต้านทาน
ในวินาทีที่เขากำลังจะถูกตีตาย เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา
เขาลืมตาขึ้น หอบหายใจอย่างหนัก พยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นทว่าความเ็ปราวกับร่างกายจะแตกเป็เสี่ยงๆ ทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างทรมานจนมิอาจขยับเขยื้อนได้
“พี่อาง! ท่านฟื้นแล้ว!”
เสียงอันยินดีของจ้าวหลิงหลงดังมาจากข้างกาย หลี่อางเหลือบมองเห็นนางนั่งอยู่ข้างเตียง เื้ัหน้าต่างปรากฏแสงยามอัสดงพาดผ่าน
ยามนี้จวนเจียนจะโพล้เพล้แล้ว
หลี่อางกัดฟันถาม “ที่นี่... ที่ไหน?”
“ในสำนักชิงเซียวเ้าค่ะ มีแม่นางคนหนึ่งชื่อหลีตงเยว่เป็คนฝังเข็มรักษาท่าน” จ้าวหลิงหลงตอบ นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเขาได้สติ
นางกล่าวอย่างน้อยใจว่า “พี่อาง วันหน้าท่านอย่าได้ประมาทเช่นนี้อีกนะเ้าคะ ยังดีที่คนสำนักชิงเซียวมีเมตตา หากเป็สำนักอื่นเขาอาจจะไม่รักษาท่านก็ได้”
การที่หลี่อางาเ็มิได้ทำให้นางเคียดแค้นสำนักชิงเซียว กลับกันนางกลับซาบซึ้งใจที่หลีตงเยว่ช่วยยื้อชีวิตเขาไว้
หลี่อางยิ้มขมขื่น “ข้ามิได้ประมาทเลย... ทว่าเ้านั่นมันน่ากลัวเกินไป ดูมิใช่คนเลยสักนิด เล่าลือกันว่าตระกูลอู๋แห่งเขาหลีซานใช้เวลานับร้อยปีวิจัยการสร้าง ‘มนุษย์ศึก’ โดยให้ทารกแรกเกิดแช่ในตัวยาที่ร้อนแรงดุจสุริยันเพื่อขัดเกลากายา ดูท่าพวกเขาจะทำสำเร็จแล้วจริงๆ”
“ตระกูลอู๋แห่งเขาหลีซานรึ? เมื่อสิบสามปีก่อนมิใช่ถูกฆ่าล้างตระกูลไปหมดแล้วรึเ้าคะ ไฉนท่านถึงมั่นใจว่าอู๋หมานเอ๋อร์คือทายาทตระกูลอู๋?” จ้าวหลิงหลงถามด้วยความสงสัย
หลี่อางซี้ดปากด้วยความเ็ป รู้สึกเหมือนกระดูกจะหลุดออกจากกัน เขาพยายามฝืนยิ้มกล่าวว่า “เพราะหลินสวิ่นเฟิงน่ะสิ ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า หลินสวิ่นเฟิงน่ะชอบสอดเื่ชาวบ้านไปทั่ว เขามีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลอู๋ พอได้ข่าวว่าตระกูลอู๋ถูกถล่ม หลินสวิ่นเฟิงก็รุดไปที่นั่นทันที บางทีเขาอาจจะไปพบอู๋หมานเอ๋อร์ที่ไหนสักแห่งแล้วพากลับมา”
จ้าวหลิงหลงพยักหน้าเข้าใจพลางอุทานว่า “หลินสวิ่นเฟิงผู้นี้เป็คนพิสดารจริงๆ ว่ากันว่ายามเขาเข้าสู่ยุทธภพใหม่ๆ ก็ได้รู้จักกับฮ่องเต้ที่เสด็จประพาสลับๆ ทั้งยังเป็ที่โปรดปรานยิ่งนัก หากเขาตอบตกลง ป่านนี้คงได้เป็ขุนนางใหญ่โตไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาใจรักเพียงชีวิตนักเลงในยุทธภพ”
“พิสดารจริงๆ นั่นแหละ จะว่าไป... ตระกูลหลี่ของข้ากับเขาก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอยู่บ้าง...”
หลี่อางนึกถึงบางอย่าง แววตาแปรเปลี่ยนเป็ซับซ้อน
“ความสัมพันธ์แบบไหนรึเ้าคะ?” จ้าวหลิงหลงถามอย่างใคร่รู้
หลี่อางส่ายหน้าเบาๆ ทว่าไม่ยอมปริปากบอก
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วมา “นี่... ท่านเป็จอหงวนบู๊จริงๆ รึ? จอหงวนบู๊ต้องเรียนหนังสือด้วยรึเปล่า?”
หลี่อางและจ้าวหลิงหลงหันไปมอง เห็นเด็กหญิงสองคนเกาะหน้าต่างมองดูพวกเขาอยู่ ซึ่งก็คือหลี่สื่อจิ่นและสวี่หนิง คนที่พูดคือหลี่สื่อจิ่นซึ่งกำลังจ้องมองหลี่อางด้วยความสงสัย
หลี่อางฝืนยิ้มตอบว่า “ย่อมต้องเรียน จอหงวนบู๊ก็ต้องผ่านการสอบข้อเขียนด้วย เพียงแต่ความยากไม่เท่าจอหงวนบุ๋น ข้าั้แ่เด็กนอกจากฝึกยุทธก็ต้องอ่านตำรา มิได้อิสระวิ่งเล่นตามป่าเขาเหมือนพวกเ้าหรอก”
ยามที่ขึ้นเขามาวันนี้ เขาเคยเจอหลี่สื่อจิ่นทั้งสองคน และยังเคยถามทางพวกนางด้วย
หลี่สื่อจิ่นถามต่อ “พี่ชายจอหงวน วรยุทธของท่านในยุทธภพเนี่ย ถือว่าเป็ฝีมือระดับกี่รึเ้าคะ?”
หลี่อางตอบ “ยอดฝีมือชั้นหนึ่งหลายคนพ่ายแพ้ข้าได้โดยง่าย ทว่าข้ายังห่างไกลจากคำว่ายอดฝีมือเหนือโลก อีกมากนัก”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ศิษย์พี่ห้าของข้าเป็ยอดฝีมือเหนือโลกเลยรึเ้าคะ?” หลี่สื่อจิ่นถามด้วยความยินดี
หลี่อางพยักหน้าเบาๆ ถามด้วยความสงสัยว่า “ศิษย์พี่ห้าของเ้าปีนี้อายุเท่าไหร่รึ?”
เขานึกถึงเสียงของอู๋หมานเอ๋อร์ที่ยังแฝงแววเยาว์วัยอยู่
“เพิ่งจะครบสิบห้าปีเ้าค่ะ” หลี่สื่อจิ่นกะพริบตาตอบ
มุมปากของหลี่อางกระตุกวูบ จ้าวหลิงหลงเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างลืมตัว
หลี่สื่อจิ่นที่ดูไร้เดียงสา แท้จริงแล้วในใจกำลังแอบยิ้มสะใจ
สวี่หนิงเห็นนางเริ่มใช้แผนเดิม (แสร้งทำตัวใสซื่อข่มขวัญคน) ก็เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความเหนื่อยหน่าย
หลี่อางที่นอนอยู่บนเตียงหลับตาลง พลางทอดถอนใจอย่างหดหู่ “ข้าได้ทำให้ชื่อจอหงวนบู๊ต้องมัวหมองเสียแล้ว...”
