วันรุ่งขึ้น ค่ายทหารใหญ่ก็มีรายงานสถานการณ์ฉุกเฉินเข้ามา
ฟู่ถิงเย่รีบกลับไปที่ค่ายชิงโจว จึงไม่ได้ไปทดสอบอาวุธกับหวาชิงเสวี่ยและหลี่จิ่งหนาน
สถานที่ที่ต้องไปในครั้งนี้เป็ที่รกร้าง ฟู่ถิงเย่กำชับหวาชิงเสวี่ยก่อนจะออกเดินทางว่าให้นำทหารองครักษ์ทั้งหมดไปคุ้มกันด้วย
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ หลี่จิ่งหนานนั่งอยู่ในรถม้า พลางเล่นลูกเหล็กในมือด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาสลับจากมือซ้ายไปมือขวาแล้วชั่งน้ำหนักดู ก่อนจะถามขึ้นว่า “สิ่งนี้เรียกว่าะเิอสนีบาตหรือ? มันจะรุนแรงเหมือนฟ้าร้องเลยหรือไม่?”
“อืม...จะว่าอย่างนั้นก็ได้” หวาชิงเสวี่ยตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
นางยังไม่เคยทดสอบอานุภาพของอาวุธ ดังนั้นมันจะรุนแรงเหมือนฟ้าร้องหรือไม่ ยังไม่อาจสรุปได้
ต้องรอจนกว่าจะได้ลองทดสอบ นางถึงจะรู้ว่าสัดส่วนของดินปืนที่ผสมนั้นต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ รวมถึงความยาวของสายชนวน ความหนาของเปลือกนอก สิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีกในระหว่างการทดสอบ
ที่จริงแล้ว ะเิอสนีบาตเป็อาวุธดินปืนชนิดหนึ่งที่ปรากฏใน่ปลายของยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ มีลักษณะเป็ทรงกลมขนาดใหญ่ ภายในบรรจุดินปืนเอาไว้จนเต็ม ภายนอกห่อหุ้มด้วยเหล็กดิบ เมื่อจุดชนวนแล้วเปลือกเหล็กดิบก็จะะเิออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
ถึงแม้จะดูหยาบๆ เหมือนเป็แค่ลูกเหล็ก แต่ผลลัพธ์ก็แทบจะเทียบเท่ากับะเิมือในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว!
หวาชิงเสวี่ยรู้สัดส่วนที่เหมาะสมที่สุด แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการสกัดสารแต่ละอย่างไม่ดีเท่าในยุคปัจจุบัน เพราะความบริสุทธิ์ไม่เหมือนกัน ทำให้สัดส่วนไม่แม่นยำและละเอียดเท่าที่ควร นางทำได้เพียงกะประมาณและลองปรับสัดส่วนในแบบต่างๆ เพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากความบริสุทธิ์ที่แตกต่างกัน
กลุ่มทหารองครักษ์คุ้มกันรถม้าจนมาถึงตีนเขา
หวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานขึ้นเขาไปก่อน จากนั้นปีนขึ้นไปบนเนินสูงเพื่อที่จะได้ชมผลของการะเิได้สะดวก
ทหารองครักษ์นำะเิอสนีบาตที่มีสัดส่วนแตกต่างกันไปยังจุดที่กำหนด แต่ละจุดห่างกันประมาณสามสิบเมตร จากนั้นนำหุ่นไม้ที่สวมเกราะเหล็กสามตัวไปวางไว้ใกล้กับะเิอสนีบาต
หวาชิงเสวี่ยถือกระดาษและพู่กัน คอยทำเครื่องหมายลำดับของะเิอสนีบาตแต่ละลูกที่อยู่บนกระดาษ จดสัดส่วนไว้ แล้วส่งสัญญาณบอกทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกายให้เริ่มจุดชนวนได้
เตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว
ทหารองครักษ์บนเนินเขายกธงสีแดงขึ้นสูง คนที่อยู่ตีนเขาก็เริ่มลงมือทันที จุดชนวนแล้วรีบหลบออกมา!
หลี่จิ่งหนานกำหมัดแน่น หัวใจแทบจะหลุดออกมาจากอก!
หวาชิงเสวี่ยก็มีสีหน้าจริงจังเช่นกัน
นางถนัดแต่การวางแผนบนกระดาษ จะอย่างไรแผนการบนกระดาษก็ยังเป็เพียงทฤษฎีเท่านั้น การปฏิบัติจริงจะต้องพบเจอกับสถานการณ์ต่างๆ มากมาย...
ตูม! ตูม ตูม ตูม ตูม! ...
เสียงะเิดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง! กึกก้องกัมปนาท!
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างในชั่วพริบตา จดหมายเลขของะเิอสนีบาตที่เกิดแสงไฟสว่างมากที่สุด
คนอื่นๆ ต่างตกตะลึงจนหน้าเหวอ แม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้วก็จริง แต่คิดไม่ถึงว่าอานุภาพของสิ่งนี้จะรุนแรงถึงเพียงนี้!
หลี่จิ่งหนานตื่นเต้นจนหน้าแดง คว้ามือของหวาชิงเสวี่ยแล้วร้องขึ้นว่า “มันคือะเิอสนีบาตจริงด้วย! มันคือะเิอสนีบาตจริงๆ! เหมือนกับว่าูเาทั้งลูกกำลังสั่นะเืเลย!”
หวาชิงเสวี่ยแย้มยิ้ม กล่าวกับทหารองครักษ์ที่กำลังงุนงงอยู่ข้างๆ ว่า “ให้คนข้างล่างไปตรวจสอบดูว่าะเิหมดหรือยัง มีลูกด้านหรือไม่ หากไม่มี ให้เริ่มวัดระยะได้เลย เริ่มวัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบเขตการทำลายล้างโดยมีะเิอสนีบาตเป็จุดศูนย์กลาง”
“ขอรับ!” ทหารองครักษ์หมุนตัวเดินออกไป แล้วลงเขาเพื่อส่งต่องาน
หลี่จิ่งหนานยังคงตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ถึงกับคว้าตัวเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ด้านหลังมา “เสี่ยวโต้วจื่อ! เ้าเห็นหรือไม่?! มันคือะเิอสนีบาตจริงๆ! ใช่หรือไม่?! ใช่หรือไม่?!”
เสี่ยวโต้วจื่อมีสีหน้าซีดเผือด ถูกหลี่จิ่งหนานเขย่าจนตาลาย “บ่าว...บ่าวหูอื้อ...ฝ่าาตรัสถูกต้องแล้ว มันคือะเิอสนีบาตจริงๆ ...”
“พอแล้ว เ้าอย่าทรมานเสี่ยวโต้วจื่อเลย” หวาชิงเสวี่ยหัวเราะพลางดึงคนทั้งสองออกจากกัน นางรู้สึกเห็นใจขันทีน้อยผู้นี้ แม้ว่าเขาจะอายุมากกว่าหลี่จิ่งหนานห้าหรือหกปี แต่ก็เป็เพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง กลับต้องมาดูแลฮ่องเต้น้อยทุกวันอย่างขยันขันแข็งทั้งที่ถูกรังแกอยู่เสมอ นับว่าไม่ใช่เื่ง่ายเลย
หวาชิงเสวี่ยจับมือหลี่จิ่งหนาน “พวกเราลงเขาไปดูสถานที่ะเิกัน”
“ได้!”
คนกลุ่มหนึ่งลงจากเขา หลี่จิ่งหนานะโโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น อยากจะไปถึงตีนเขาเร็วๆ
คนที่อยู่ตีนเขาได้วัดระยะเสร็จสิ้นแล้ว พอเห็นหวาชิงเสวี่ยกับพวกพ้องลงมา ก็ส่งผลการวัดให้ด้วยความเคารพ
“แม่นางหวา ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ะเิอสนีบาตทั้งหมดสิบเอ็ดลูก ะเิสำเร็จทั้งหมดขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยรับกระดาษที่บันทึกการวัดระยะมาดูอย่างละเอียด
หลี่จิ่งหนานก็ยื่นคอเข้ามาดูข้างๆ นาง “อันไหนรุนแรงที่สุด? อันไหน อันไหน?”
หวาชิงเสวี่ยคำนวณในใจอย่างเงียบๆ ขอบเขตการะเิของะเิอสนีบาตชุดนี้มีรัศมีอยู่ที่ประมาณห้าถึงแปดเมตร
นางมีสีหน้าเรียบเฉย พูดว่า “ไปดูสภาพของหุ่นคนกันก่อน”
อันไหนรุนแรง ไม่เพียงต้องดูขอบเขตการะเิ ที่สำคัญต้องดูแรงะเิด้วย ดังนั้นหวาชิงเสวี่ยจึงให้คนนำหุ่นไม้ไปวางไว้ที่ระยะสามเมตร ห้าเมตรและแปดเมตร
พวกเขาเริ่มตรวจสอบสภาพความเสียหายของหุ่นคนจากจุดะเิจุดแรก
โดยพื้นฐานแล้ว หุ่นคนที่ระยะสามเมตรและห้าเมตร ร่างจะแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เกราะเหล็กบนร่างก็แตกกระจุยไปด้วยทั้งหมด! ส่วนหุ่นที่ระยะแปดเมตร ถึงแม้จะล้มลงบนพื้น แต่กลับเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย ส่วนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็กนั้นก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ทุกคนประหลาดใจ รู้สึกว่าสิ่งนี้สามารถเจาะทะลุเกราะเหล็กที่แข็งแรงได้อย่างง่ายดาย!
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับไม่พอใจ
เสียงดังก็ดังจริง...หากคิดแค่เื่ทำให้ม้าตื่นกลัว ผลลัพธ์แบบนี้ก็เพียงพอแล้ว
แต่เมื่อดูจากสภาพความเสียหายของหุ่นไม้แล้ว ในระยะห้าเมตรจะมีการเสียชีวิตอย่างแน่นอน หากเกินกว่าห้าเมตรก็จะแค่าเ็ ส่วนที่เกินกว่าสิบเมตรก็ไม่มีผลต่อการทำลายล้างใดๆ ...
หากเทียบตามมาตรฐานของะเิมือแล้ว ขอบเขตการะเิห้าถึงแปดเมตรก็ถือว่าสมเหตุสมผลมาก แต่ปัญหาคือ เพื่อที่หวาชิงเสวี่ยจะรับประกันผลลัพธ์ ะเิอสนีบาตชุดนี้แต่ละลูกจึงมีขนาดใหญ่เกือบเท่าลูกโบว์ลิ่ง!
เมื่อเทียบในเื่ปริมาตรแล้ว ใหญ่กว่าะเิมือถึงสิบเท่า แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้แตกต่างกันมากนัก นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
ดูเหมือนความบริสุทธิ์ของดินปืนจะยังไม่เพียงพอ...
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจอย่างเงียบๆ ไม่แปลกใจที่อาวุธดินปืนของต้าฉีแทบไม่มีการพัฒนาใดๆ สาเหตุคงอยู่ที่กรรมวิธีการสกัด เพราะความบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ จึงส่งผลโดยตรงต่ออานุภาพการทำลายล้าง
นางก้มหน้าลงแล้วจดบันทึกบนกระดาษ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าทุกคนกำลังมองนางด้วยสีหน้าที่แตกต่างออกไป
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ “พวกเ้าเป็อะไรไป? มองข้าทำไม?”
หลี่จิ่งหนานจ้องมองใบหน้าของนางแล้วพูดว่า “เหมือนว่าเ้า...จะไม่ค่อยพอใจ...”
พวกเขาแต่ละคนตกตะลึง! รู้สึกเหมือนว่านี่เป็พลังของเทพเซียนที่สามารถผ่าหินและทำลายทองได้! แต่หวาชิงเสวี่ยกลับไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย แถมยังขมวดคิ้วเล็กน้อยอีกด้วย—
นางไม่พอใจอย่างนั้นหรือ???
หวาชิงเสวี่ยเพียงแค่หัวเราะเบาๆ เก็บกระดาษและพู่กัน “อืม จะอย่างไรก็เป็แค่ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป อานุภาพจึงมีจำกัด”
หลี่จิ่งหนานกลืนน้ำลาย ถามนางด้วยความตกตะลึง “เ้าหมายความว่า...มันยังสามารถรุนแรงกว่านี้ได้อีกหรือ?”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยคิดถึงความยากลำบากของการสกัดสาร ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าจะหาวิธีอีกที”
หลี่จิ่งหนานพุ่งเข้ามาทันที! โอบกอดนาง “หวาชิงเสวี่ย! เ้าสุดยอดมาก!!!”
หวาชิงเสวี่ยสะดุ้ง อดไม่ได้ที่จะยิ้มแย้ม “ข้าเองก็เพียงแค่ลองดูเท่านั้น โชคดีที่วัตถุดิบมีเพียงพอ ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะเป็เพียงสะใภ้ฝีมือดีแต่ไร้ซึ่งข้าวสารปรุงอาหารเป็แน่ ในอนาคตเื่กำลังคนและกำลังทรัพย์ คงต้องรบกวนฝ่าาช่วยเหลือด้วยนะเพคะ”
หลี่จิ่งหนานกอดนางไว้ พลางเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง! เ้ารีบทำมาเถอะ! มีเท่าไรทำเท่านั้น หากวัตถุดิบไม่พอ ข้าจะออกราชโองการให้ทั่วทั้งแคว้นช่วยหามาให้เ้า!”
หวาชิงเสวี่ยลูบหัวเขาทั้งรอยยิ้ม “เช่นนั้นหม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าาด้วยเพคะ”
หลี่จิ่งหนานอารมณ์ดีมาก หยีตาเหมือนแมวที่ถูกลูบขน
เสี่ยวโต้วจื่อรีบหลุบสายตากลับมา รู้สึกใกลัว จนก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้นมองอีก!
ลูบหัวฮ่องเต้...การกระทำที่ไม่เคารพเช่นนี้ แม้แต่ไทเฮาเองก็ยังไม่เคยทำ...
...
หลี่จิ่งหนานเห็นอานุภาพของะเิอสนีบาตกึ่งสำเร็จรูปแล้ว จึงอารมณ์ดีมาก อยากจะรีบไปแจ้งข่าวดีนี้ให้ฟู่ถิงเย่ทราบ!
หวาชิงเสวี่ยก็อยากจะไปค่ายชิงโจวเช่นกัน พอคิดถึงเื่ที่ฟู่ถิงเย่ถูกเรียกตัวไปเพราะสถานการณ์ฉุกเฉิน นางก็รู้สึกไม่สบายใจ
พวกเขาขึ้นรถม้า ไม่ได้กลับเมืองผานสุ่ย แต่มุ่งหน้าตรงไปยังค่ายชิงโจว
เมื่อใกล้ถึงค่ายทหาร ก็เห็นทหาราเ็จำนวนมากทยอยกลับมา
ทหารที่าเ็เล็กน้อยประคองกันกลับค่าย ทหารที่าเ็สาหัสก็นอนอยู่บนเปลหาม ไม่รู้ว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร หมอประจำค่ายไม่กี่คนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาดูแลอย่างวุ่นวาย คนเหล่านี้รวมตัวกันเป็แถวยาวเหยียด
สีหน้าของหลี่จิ่งหนานเปลี่ยนไปทันที!
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! กองทัพเหลียวโจมตีหรือ?!” หลี่จิ่งหนานเปิดม่านรถม้า ะโใส่สารถีด้านหน้า “เร็วเข้า! ข้าจะไปพบฟู่ถิงเย่เดี๋ยวนี้!”
หวาชิงเสวี่ยกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
พอคิดว่าฟู่ถิงเย่ไปสู่สมรภูมิที่ไร้ซึ่งความปรานีแล้ว นางก็รู้สึกว้าวุ่นใจ ตอนนี้เองนางเพิ่งตระหนักขึ้นมาได้ว่า บุรุษผู้นั้นได้เข้ามามีส่วนสำคัญในใจของนางแล้ว
ทหารองครักษ์ที่ฟู่ถิงเย่จัดไว้ให้หวาชิงเสวี่ยมีป้ายผ่านทางของค่ายทหาร พวกเขาลงจากรถม้า ตรงไปยังค่ายใหญ่
ตอนนี้ในค่ายใหญ่มีนายทหารมากมายมารวมตัวกัน เมื่อหวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานบุกเข้ามา ทุกคนก็พากันตะลึง
ในนั้นมีบางคนที่จำหน้าหลี่จิ่งหนานได้ รู้ว่านี่คือฮ่องเต้ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ พวกเขากำลังจะทำความเคารพ แต่หลี่จิ่งหนานก็พุ่งไปหาฟู่ถิงเย่เสียก่อน รีบร้อนถาม “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดข้างนอกถึงมีทหาราเ็มากมายขนาดนั้น?! พวกเราพ่ายแพ้หรือ? พวกเราแพ้อีกแล้วหรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยกลับจ้องมองคราบเืบนตัวของฟู่ถิงเย่ ในใจรู้สึกกระวนกระวายใจ ‘เป็เืของเขา...หรือว่าเป็เืของคนอื่นกันนะ เขาาเ็หรือไม่...’
ฉินเหลาอู่ไม่ค่อยสะดวกใจอธิบาย “ฝ่าา ครั้งนี้กองทัพเหลียวมีกำลังพลมากกว่า...”
สีหน้าของหลี่จิ่งหนานแข็งค้าง เหมือนกับว่ายากที่จะยอมรับได้ “ดังนั้นพวกเราก็เลยแพ้อีกแล้วหรือ? พวกเรา...ตายไปกี่คน?”
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าเรียบนิ่งพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ฝ่าาระวังคำพูดด้วย ผลแพ้ชนะมิอาจตัดสินได้ด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้ พวกเราใช้กำลังสี่หมื่นนายต้านทัพเหลียวหกหมื่น ไม่ควรใช้การแพ้มาตัดสินสถานการณ์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร”
หลี่จิ่งหนานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองฉินเหลาอู่
ฉินเหลาอู่พยักหน้า “ท่านแม่ทัพกล่าวถูกต้องแล้ว ครั้งนี้กองทัพเหลียวซุ่มโจมตีที่เนินเขาเฟิ่งหวง ทหารม้าใช้ความได้เปรียบจากที่สูง บุกเข้ามาด้วยพลังทำลายล้างที่ไม่ธรรมดา โชคดีที่ท่านแม่ทัพเตรียมการล่วงหน้า วางกำลังพลแม่นธนูเอาไว้สองหมื่นนาย จึงสามารถขับไล่ทหารเหลียวพวกนั้นไปได้ ส่วนเื่การเสียชีวิต...ก็เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ใช้กำลังสี่หมื่นต้านทานกำลังหกหมื่น หากคิดว่าจะรักษาเอาไว้ได้โดยไม่เสียกำลังพลเลย คงเป็ไปไม่ได้
สีหน้าของหลี่จิ่งหนานตึงเครียด ในแววตาของเขามีความโกรธแค้น! เขาหมุนตัวไปอยู่ตรงหน้าหวาชิงเสวี่ย แล้วะโเสียงดังว่า “หวาชิงเสวี่ย! พวกเราใช้ะเิอสนีบาต! ตอนนี้เลย ใช้ะเิอสนีบาตไปล้างแค้นพวกเขา! ข้าจะฆ่าพวกมัน! ข้าจะฆ่าพวกมันให้หมด!!!”
เขาทั้งกรีดร้องทั้งคว้าดึง เป็อาการที่เสียสติเหมือนเด็กที่ถูกแย่งของเล่นไปแล้วกำลังอาละวาด!
“ฝ่าา!” หวาชิงเสวี่ยขึ้นเสียงดังใส่เขา “ทรงสงบสติอารมณ์ก่อนเพคะ!”
ทุกคนในค่ายต่างตกตะลึง มองหวาชิงเสวี่ยด้วยความงุนงง
นาง...กล้าตะคอกใส่ฮ่องเต้?!
ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ?
