“เยี่ยนฟางอู๋ เ้าทำร้ายข้าคนเดียวก็ช่างเถอะ แต่ยังเอาคนบริสุทธิ์มาเป็เครื่องมือด้วย…หากข้ารู้ว่าตอนนั้นเสี่ยวชุ่ยตายไปแล้ว นางคิดว่าจะได้ตายด้วยสภาพศพที่สมบูรณ์หรือ?”
เยี่ยนเจาเจากำมือแน่นจนทิ้งร่องรอยความเ็ปไว้บนฝ่ามือของตน แต่กลับยังไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของความปวดใจ
นางเกลียดเยี่ยนฟางอู๋ที่ตายไปแล้ว ทว่านางเกลียดตัวเองเสียยิ่งกว่า
หนานิเหอยื่นมือออกไปแ่เบา แล้วค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นของเยี่ยนเจาเจาออกอย่างอ่อนโยนจนนางไม่อาจขัดขืน ก่อนจะกุมมือนางไว้ในฝ่ามือของตน
“เจาเจา คนตายมิฟื้นคืน”
เยี่ยนเจาเจาไม่มีกะใจจะคิดถึงเื่เหล่านี้ นางรู้เพียงว่าเสี่ยวชุ่ยคือคนแรกที่นางมองเห็นยามเกิดใหม่ ในตอนนั้น นางเพ้อพกกับตนเองว่าจะปกป้องเสี่ยวชุ่ยไว้ให้ได้ แต่แล้วกลับเป็ตัวนางเองที่ทำผิดสัญญา
หนานิเหอไม่รู้ว่าจะปลอบโยนนางอย่างไร จึงกอดนางไว้ในอ้อมแขน พยายามให้นางดีขึ้นด้วยวิธีนี้แทน
เยี่ยนเจาเจาเดิมมีนิสัยแข็งกร้าวและขี้ระแวง แต่ยามนี้นางกลับมาเกิดใหม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการตายของคนใกล้ชิดอีกครั้ง มันจึงส่งผลกระทบกับนางมากกว่าในชีวิตก่อนมาก
นางคิดว่าหลังจากที่นางเกิดใหม่อีกครั้ง นางได้เรียนรู้ทุกอย่างมาแล้วจึงสามารถปกป้องทุกคนที่นางห่วงใยได้ครอบคลุมเสียอีก
แต่ความจริงยังคงตีแสกหน้า ทำให้นางตระหนักได้ว่าความสามารถของนางยังคงไม่เพียงพอ แม้นางจะโอกาสได้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ศัตรูของนางไม่เคยโง่ อีกทั้งยังรอบคอบและโอหังมากขึ้นเพราะความระแวดระวังของนางด้วย
การตายของเสี่ยวชุ่ยมีต้นเหตุมาจากนาง มันปลุกนางจากความรู้สึกชนะที่ได้รับในก่อนหน้านี้ของตนเองทันที แล้วนางก็รู้สึกเสียใจที่กล้าคิดอย่างนั้น
และไม่เพียงแค่เสี่ยวชุ่ย ก่อนหน้านี้เยี่ยนเจาเจาเคยรู้สึกมาตลอดว่าตนเองสามารถพึ่งพาความโปรดปรานจากโชคชะตาที่ให้นางเริ่มใหม่อีกครั้งเพื่อช่วยทุกคนกลับมาได้ รวมถึงท่านแม่และพี่ชายรองที่กำลังกอดนางแน่นในตอนนี้
แต่การตายของเสี่ยวชุ่ยก็ฉีกกระชากทุกอย่างออกมาวางจมกองเือยู่ตรงหน้านาง ราวกับกำลังเตือนสตินางว่าอย่าโอหังอวดดีเกินไป
เยี่ยนเจาเจาเริ่มกลัวขึ้นมาอีกครั้ง ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านป้า และพี่ชายรองจะผิดพลาดซ้ำรอยเดิมเหมือนชีวิตที่แล้วอีกหรือไม่?
ความเศร้าโศก ความเสียใจ และความกลัวของนางแทรกซึมผ่านสองมือที่กำลังกุมประสานกันแน่นไปยังมือของหนานิเหอ หนานิเหอเองก็พอจะเข้าใจหัวอกของเยี่ยนเจาเจาอยู่บ้าง ผู้เป็เ้านายก็มักมีความเ็ปเช่นนี้
“เจาเจา เ้าฟังข้า”
หนานิเหอค่อยๆ ดึงเยี่ยนเจาเจาออกจากอ้อมแขน เขากุมใบหน้านางอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆ เช็ดน้ำตาที่เปรอะบนใบหน้านางออกทีละนิดๆ แล้วกล่าวเสียงต่ำ “เจาเจา คนตายมิฟื้นคืน แต่การตายของนางอย่างน้อยก็ได้เตือนเ้ากับข้า
เสี่ยวชุ่ยมีเพียงคนเดียว แต่วันหน้าเ้ายังมีคนที่้าเกราะกำบังอีกมาก
บางทีโลกใบนี้อาจไม่ใช่บ้านของนาง นางเดินทางไปมีความสุขที่อื่นแล้ว แต่ก่อนจากไปนาง้าให้เ้าเข้าใจ เื่ราวบนโลกนี้เ้าห้ามนอนใจเด็ดขาด ควรเฝ้าระวังไว้ทุกขณะจิต
แม้มิอาจดูแลครอบคลุมทุกด้าน แต่อย่างน้อยเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คล้ายกันคราวหน้า เ้าจะไม่เศร้าโศกเสียใจเพราะทำได้ไม่ดี”
เขาแทบไม่เคยพูดมากขนาดนี้ในรวดเดียวต่อหน้าเยี่ยนเจาเจามาก่อน อีกทั้งชาติก่อนยังไม่เคยสอนหลักเหตุผลใดให้แก่เยี่ยนเจาเจาด้วย
ทว่าหลังจากหนานิเหอพูดคุยกับองค์หญิงคราวนั้น เขาก็ตระหนักได้ว่าแม่นางน้อยของเขายัง้าคำชี้แนะ เส้นทางชีวิตไม่มีใครคอยปกป้องใครได้ตลอดไป หากจับมือกันเดินย่อมแข็งแกร่งกว่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว
แน่นอนว่าต่อให้เป็ความคิดของเขาเองฝ่ายเดียว เยี่ยนเจาเจาก็สมควรที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม
เขาไม่รู้ว่าแผนการขององค์หญิงและฝ่าาจะสำเร็จเมื่อใด แต่ก่อนจากมา องค์หญิงได้ฝากฝังเยี่ยนเจาเจาไว้กับเขา และขอให้เขาดูแลสั่งสอนเยี่ยนเจาเจาให้ดี
สิ่งเหล่านี้คือหลักความจริงที่ตัวเขาตระหนักได้เองจากโลหิตและน้ำตาในอดีต ตอนนี้เขายกมันออกมาเพียงหวังว่าเยี่ยนเจาเจาจะเดินถูกทางเท่านั้น
เสียงของหนานิเหออ่อนโยนและแ่เบา คำพูดของเขาค่อยๆ ไหลผ่านหัวใจเยี่ยนเจาเจาอย่างช้าๆ ราวกับสายน้ำเอื่อย…นางรู้ว่าคนตายมิอาจฟื้นคืน คนเป็กลับยังคงอยู่ ดังนั้นนางควรจะอยู่กับปัจจุบัน
เยี่ยนเจาเจาจึงพยักหน้าอย่างแรง แม้เสียงยังเจือแววสะอึกสะอื้นแต่กลับแน่วแน่มั่นคง “ข้ารู้แล้ว จากนี้ข้าจะไม่ให้ท่านแม่กับพี่ชายผิดหวังเ้าค่ะ”
“ไม่ใช่เพื่อพวกเราไม่ผิดหวัง แต่ต้องไม่ให้ตัวเ้าเองผิดหวัง”
หนานิเหอควานหาช่องลับตรงมุมไม่สะดุดตาในรถม้า แล้วหยิบน้ำแข็งสองก้อนออกมาประคบที่ดวงตาของเยี่ยนเจาเจาอย่างแ่เบา ขณะเดียวกันก็ผ่อนน้ำเสียงลงเอ่ยว่า “เจาเจายังมีข้าและองค์หญิงเคียงข้างเสมอ ดังนั้นอย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ไม่อย่างนั้นผลจะกลับกันแทน”
องค์หญิงน้อยของเขา เดิมทีก็ควรถูกประคับประคองไว้กลางฝ่ามือ
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าติดๆ กัน จิตใจเริ่มเป็ปกติ “แล้วครั้งนี้ท่านพาใครมาหรือ?”
“พวกเรากำลังเปลี่ยนตัวตนกัน เลยเดินทางเงียบๆ ไม่ได้พาบ่าวไพร่มาเยอะ ข้าพามาแค่หลานเล่อ ส่วนเ้าพามาแค่หงซิ่ว
องครักษ์ที่เหลือจะปกป้องเราอย่างลับๆ และจากไปเมื่อส่งพวกเราถึงเมืองซูโจว เพื่อลดการโดนคนอื่นตรวจสอบที่อยู่ของพวกเรา
บุตรสองคนจากบ้านใหญ่สกุลหยวน อยู่ข้างนอกชีวิตไม่ดีนัก ดังนั้นมีบ่าวปรนนิบัติอย่างละคนก็เพียงพอแล้ว
ต่อไปคนอื่นๆ ที่องค์หญิงจัดหาให้เ้ากับข้าจะค่อยๆ ถูกถ่ายโอนมาที่พวกเรา ไม่ต้องกังวล
ส่วนองครักษ์ลับของเ้ามีมากเกินไปไม่สะดวกพามาด้วย ตอนนี้จึงอยู่ที่ลับหูลับตา และฮองเฮาจะดูแลพวกเขาแทนเ้าชั่วคราว”
หนานิเหออธิบายเื่เหล่านี้ให้เยี่ยนเจาเจาฟังอย่างละเอียด
แม้เยี่ยนเจาเจาจะพอเข้าใจเื่พวกนี้อยู่บ้าง แต่ก็ซาบซึ้งกับความพยายามของหนานิเหอที่้าสอนหลักการวางกลยุทธ์เผด็จศึกในแนวหลังจากเื่เล็กๆ น้อยๆ ให้กับนางทีละน้อย
“แล้วเหรินเหยาเล่าเ้าคะ?”
เยี่ยนเจาเจายังกังวลเื่ผู้หญิงแปลกประหลาดมากความสามารถที่ต้องแบกรับหนี้แค้นบัญชีเืคนนี้
“องค์หญิงทรงทราบแล้วว่าเ้าช่วยใครคนหนึ่งไว้ จึงพานางไปดูแลอย่างดี หากไม่ใช่เพราะาแของนางยังไม่หาย นางคงตามเ้ามาซูโจวคราวนี้ด้วย”
พวกเขาสองคน คนหนึ่งอยากสอน ส่วนอีกคนอยากเรียน บรรยากาศเลยจริงจังเคร่งขรึมขึ้นมาฉับพลัน ไม่คุยเล่นหยอกล้อกันอีก
รถม้าสองคันมุ่งหน้าจากถนนหลวงไปทางใต้อย่างขลุกขลัก ดูธรรมดากลมกลืนไปกับรถม้าคันอื่นๆ ยากนักที่จะแยกออกว่าใครเป็ใคร
สามเดือนให้หลัง ่คิมหันตฤดูร้อนผะผ่าวมาเยือนซูโจว เยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอก็มาถึงคฤหาสน์สกุลหยวนในที่สุด
สกุลหยวนแห่งกูซู[1] เป็ปัญญาชนเปี่ยมคุณธรรมอันดับหนึ่งของต้าซี ตระกูลสูงส่งใสสะอาดอายุนับร้อยปี ยิ่งเื่กฎระเบียบย่อมไม่มีใครเทียบติด
ความจริงบ้านใหญ่ที่โดนเยี่ยนเจาเจากับหนานิเหอยึดตัวตนนั้นมีฐานะสูงศักดิ์ที่สุด เนื่องด้วยสายเืบุตรคนโตตามกฎหมาย
แต่นายท่านใหญ่สกุลหยวนผู้นี้ไม่ชอบบรรยากาศของตระกูลมากนัก ก่อนหน้านี้ในตระกูลเกิดความขัดแย้งภายใน ภรรยาเดิมของนายท่านใหญ่เหมือนจะมีบุตรไม่ได้ สกุลหยวนเลยบังคับให้นายท่านใหญ่หย่าร้างกับภรรยาเดิม
นายท่านใหญ่ไม่ยอม จึงออกจากภูมิลำเนาเดิม จากซูโจวไปพร้อมภรรยาคนแรก และแยกทางกับสกุลหยวนนับั้แ่นั้นมา
นายท่านใหญ่ที่ฉากหน้าเหมือนตายไปแล้วผู้นี้ ได้เปลี่ยนชื่อแซ่มาขอพึ่งใบบุญองค์หญิง และตอนนี้ก็กลายเป็คนสนิทขององค์หญิงด้วย
นาม “หยวนชิงชิว” และ “หยวนชิงจ้าว” ของพวกเยี่ยนเจาเจา เป็นามของบุตรที่เกิดแก่นายท่านสกุลหยวนกับภรรยาเดิมของเขาในภายหลัง ยามนี้บิดามารดาตายทั้งคู่ เด็กน้อยทั้งสองยังเล็กจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปขอความช่วยเหลือจากสกุลหยวน
ท่านผู้าุโหยวนมู่ผู้มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง คือคนสนิทของฮองเฮา เขาเป็เพียงคนเดียวในสกุลหยวนที่รู้ว่าแก้วตาดวงใจขององค์หญิงได้มายึดตัวตนหลานสาวและหลานชายของเขา
แต่ผู้าุโหยวนมู่ก็ไม่ทราบว่าบุตรชายคนโตของเขายังมีชีวิตอยู่ และนี่คือเื่ที่เยี่ยนเจาเจากับหนานิเหอต้องจดจำไว้ตลอดเวลา
สองจุดที่ลำบากที่สุดอย่างบ้านเดิมกับผู้าุโหยวนมู่ก็ได้จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ดังนั้นจึงแทบไม่มีใครสงสัยในฐานะของพวกเขา ส่วนที่เหลือก็ขึ้นกับความสามารถของเยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอแล้ว
ระหว่างทางลงใต้มาที่ซูโจว ขณะที่เยี่ยนเจาเจากับหนานิเหออ่านข้อมูลของสกุลหยวนที่เก็บรวบรวมไว้มากมาย ก็คิดเพียงว่าเมื่อพวกตนมาอยู่ที่นี่ ความปลอดภัยของสกุลนี้มีสูงมาก แต่ด้านความสัมพันธ์น่าจะเข้ากันได้ยาก
เนื่องจากการทะเลาะกันของบ้านใหญ่กับสกุลหยวนในปีนั้น สกุลหยวนได้เปิดศาลบรรพชนและลบเชื้อสายของนายท่านบ้านใหญ่ออกไปแล้ว จึงเกรงว่าทั้งสกุลหยวนคงไม่ค่อยเป็มิตรกับเยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอนัก
ต่อให้ทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งสองคือทายาทบ้านใหญ่ที่เปิดเผยชัดเจนแล้ว ทว่าตอนนี้แผนผังตระกูลไม่มีกระทั่งบ้านใหญ่ด้วยซ้ำ และผู้ที่ตำแหน่งบ้านใหญ่อยู่ก็คือบ้านรองต่างหาก ตัวตนของหยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวจึงกระอักกระอ่วนเป็อย่างยิ่ง
นอกจากนี้ มารดาผู้ให้กำเนิดนายท่านใหญ่สกุลหยวนจากไปนานแล้ว ส่วนนายหญิงในจวนหยวนยามนี้ก็คือภรรยาใหม่ของหยวนมู่
เยี่ยนเจาเจาเคยคิดว่าความสัมพันธ์ในจวนเยี่ยนเองก็เลวร้ายมาก ทว่าพอได้มารู้ข้อมูลของสกุลหยวนจึงทราบว่าตนเองช่างไม่เห็นค่าความสุขรอบกายเอาเสียเลย
และเมื่อนางกับหนานิเหอมาถึงคฤหาสน์สกุลหยวนก็โดนรับน้องเข้าจนได้
เนื่องจากหลายวันนี้มีฝนเทลงมาติดต่อกันไม่หยุด ถนนหลวงเลยเต็มไปด้วยโคลนเลนทำให้รถม้าผ่านยาก พรรคพวกของเยี่ยนเจาเจาจึงต้องเปลี่ยนไปเดินทางทางน้ำแทน
สุขภาพร่างกายของเยี่ยนเจาเจาเดิมไม่ค่อยดีอยู่แล้ว พอต้องมาลงเรือเลยเกิดอาการเมาเรืออย่างหนัก กอปรกับอากาศที่ค่อยๆ ร้อนอบอ้าวทำให้ความอยากอาหารยิ่งลดลงเรื่อยๆ จนแม้แต่ยาวิเศษที่หนานิเหอหยิบออกมายังบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะของนางไม่ได้ เมื่อมาถึงซูโจว ร่างกายนางจึงซูบผอมตัวเล็กลงไปมาก ดูไม่มีชีวิตชีวาเลยสักนิด
หนานิเหอทั้งห่วงและสงสารนางจนแทบจะอุ้มนางทั้งตัวตอนลงจากเรือประดับ เยี่ยนเจาเจาเอนซบบ่าของเขาอย่างอ่อนล้าด้วยสีหน้าซีดเหลือง บนร่างพาดด้วยผ้าคลุมใหญ่ของหนานิเหออีกชั้น
หลานเล่อกับหงซิ่วเองก็ยังเด็ก ทั้งสองถือถุงย่ามบางๆ เดิมตามอยู่ข้างหลังพวกเขา ดูน่ารันทดอย่างยิ่ง
ทิวทัศน์ของกูซูย่อมไม่เหมือนเมืองเซียงเฉิง รอบข้างแว่วสำเนียงนุ่มนวลงดงามชวนคล้อยตามไปทุกที่ สภาพอากาศก็ชุ่มชื้นน่าอยู่ทีเดียว
ยามนี้มีคนจากสกุลหยวนมารอรับหนานิเหอกับเยี่ยนเจาเจาเป็จำนวนมาก ทั้งหญิงรับใช้และบ่าวชราต่างก็ยืนแน่นขนัดกันอยู่บนท่าเรือ มีกระทั่งโหม่วโหมวอบรมที่รัดเท้าจนลีบเล็กอีกสองคน ราวกับสกุลหยวนให้ความสำคัญกับพวกเขามาก
นับั้แ่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าซีมาก็ได้ยกเลิกประเพณีรัดข้อเท้าผิดๆ ไปแล้ว ทั้งยังเน้นย้ำเื่ความเท่าเทียมทางเพศด้วย แต่ไม่รู้เหตุใดทางใต้ถึงได้ปรากฏลักษณะการรัดเท้าแบบนี้มาอีก
หนานิเหอเพิ่งอุ้มเยี่ยนเจาเจาลงจากเรือประดับ หญิงชราที่เหมือนจะเป็โหม่วโหมวอบรมก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยปากตำหนิตรงๆ “คุณหนู ท่านโตเป็สาวขนาดนี้แล้ว ยังให้พี่ชายตนเองอุ้มได้อย่างไรเ้าคะ! ชายหญิงเมื่ออายุพ้นเจ็ดขวบก็ห้ามใกล้ชิดกันมาั้แ่โบราณ มันเหมาะสมหรือเ้าคะ?”
นี่ช่างแปลกใหม่นัก
ตอนเยี่ยนเจาเจาอยู่เมืองเซียงเฉิง คนในจวนชอบเรียกสตรีบอบบางของเรือนว่าแม่นาง แต่พอมากูซูกลับเรียกว่าคุณหนูแทน
แต่ที่นางรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งกว่าคือบ่าวไพร่ในสวนมวลบุปผาหอมไม่มีใครกล้าแตะต้องนางสักคน ทว่าเมื่อมาถึงกูซูวันแรกก็โดนคนที่นี่ยกตนข่มเลยหรือ?
เยี่ยนเจาเจากำลังจะพูดบางอย่าง แต่หงซิ่วที่ถือของอยู่ไม่ห่างก็เอ่ยปากก่อน “คำพูดของโหม่วโหมวกล่าวไม่ถูกต้องนัก คุณหนูกับคุณชายเป็พี่น้องร่วมอุทร และกฎอายุเจ็ดขวบชายหญิงห้ามใกล้ชิดกันก็ยกเลิกไปั้แ่รัชศกเซี่ยงจง ยามนี้รัชศกซุ่นเต๋อแล้ว ที่ท่านพูดถึงคือจารีตยุคไหนหรือเ้าคะ?”
เชิงอรรถ
[1] กูซู หมายถึง ชื่อเรียกอย่างไม่เป็ทางการของเขตเมืองเก่าซูโจว ถือเป็เขตศูนย์กลางของเมืองซูโจว
