สีหน้าของหลิวอี้เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเมื่อเห็นดาบโลหิตยาวร้อยเมตรฟาดฟันลงมาอย่างดุร้าย
เขารู้ซึ้งถึงอานุภาพของการโจมตีนี้ มือทั้งสองข้างเคลื่อนไหวว่องไว อินมืออันลึกล้ำแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วที่ปลายนิ้ว
วงแสงสีเหลืองดินปกคลุมทั่วร่าง เขาเปิดใช้งาน "วิชาหลบหนีปฐี" ร่างกายจมหายไปราวกับทรายดูด หลบหลีกระยะล็อคเป้าของดาบโลหิตได้อย่างชาญฉลาด
ชั่วพริบตาถัดมา หลิวอี้ก็โผล่มาอยู่ด้านหลังของเซี่ยสือ
ปลายนิ้ววาดผ่านความว่างเปล่า อักขระสีฟ้าครามสว่างวาบ "คาถาสกัดจุด" ถูกใช้ออกไปโดยไม่ให้ตั้งตัว
การเคลื่อนไหวของเซี่ยสือชะงักค้างไปทันที แม้ฤทธิ์ของคาถาสกัดจุดจะคงอยู่ได้เพียงไม่กี่ลมหายใจ แต่ในการประลองระหว่างยอดฝีมือ เพียงไม่กี่ลมหายใจก็มากพอที่จะตัดสินความเป็ความตาย
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลิวอี้ประสานอินมืออย่างรวดเร็วและะโเสียงต่ำ
"วิชาัเพลิง!"
ทันใดนั้น ัเพลิงสีแดงฉานยาวห้าสิบเมตรก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน แผ่กลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง คำรามลั่นและพุ่งเข้าใส่เซี่ยสือที่ขยับตัวไม่ได้
เปลวเพลิงพุ่งทะยานเสียดฟ้า ัเพลิงยาวห้าสิบเมตรพร้อมเปลวไฟอันร้อนแรง กลืนกินร่างของเซี่ยสือเข้าไปจนหมดสิ้นในพริบตา การปะทะกันของพลังงานอันรุนแรงก่อให้เกิดเสียงะเิดังกึกก้อง คลื่นกระแทกแผ่กระจายออกไปดุจระลอกคลื่น บดขยี้สิ่งปลูกสร้างภายในค่ายโจรจนพังพินาศ
หลิวอี้ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เขายังคงใช้คาถาสกัดจุดเพื่อตรึงร่างเซี่ยสือไว้อย่างแ่า ในขณะเดียวกัน มือของเขาก็ขยับว่องไว ประสานอินมือราวกับผีเสื้อบินหยอกล้อหมู่มวลดอกไม้ ปลดปล่อยวิชาัเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ยั้ง
ัเพลิงตัวแล้วตัวเล่าคำรามก้องและพุ่งเข้าใส่เซี่ยสือ เปลวไฟย้อมท้องฟ้าทั้งหมดให้กลายเป็สีแดงฉาน ัเพลิงยี่สิบตัวพุ่งถล่มลงมาติดต่อกัน เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นะเืเลื่อนลั่นไปไกลหลายลี้
เมื่อควันและฝุ่นจางหายไป หลุมขนาดั์เส้นผ่านศูนย์กลางสองร้อยเมตรก็ปรากฏขึ้นตรงจุดที่เซี่ยสือเคยยืนอยู่ ผนังหลุมไหม้เกรียมเป็ตอตะโก ควันจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา กลิ่นเหม็นไหม้ฉุนจมูกตลบอบอวล
หลิวอี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลอบยินดีกับตัวเองในใจ
"ป่านนี้คงตายไปแล้ว... ต่อให้ฟื้นฟูเก่งแค่ไหน โดนัเพลิงถล่มไปขนาดนี้ก็ต้องจบเห่"
"เ้าคงเดาไม่ถึงหรอกว่า ฉากหน้าข้าคือนักบู๊ แต่ความจริงแล้วข้าคือผู้บำเพ็ญเพียร คือจอมเวทที่เชี่ยวชาญคาถาอาคม"
"ข้าเรียนคาถามาไม่น้อยจากชั้นสองของหอคัมภีร์สำนักเทียนฉี ตอนนี้มันมีประโยชน์มากจริงๆ"
"อย่างไรก็ตาม ศึกนี้ก็เปิดเผยปัญหาหลายอย่าง... หากข้าทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานและมีอายุขัยเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ ข้าควรเริ่มสร้างระบบการบำเพ็ญเพียรและเคล็ดวิชาของตัวเองอย่างจริงจังเสียที"
"พร์ในการบำเพ็ญเพียรของข้าแย่เกินไป และข้าก็หาเคล็ดวิชาสำหรับระดับหลัง 'จินตาน' ไม่ได้ด้วย เส้นทางนี้มันตันแล้ว... สู้ข้าสร้างระบบและวิชาที่เหมาะกับตัวเองขึ้นมาใหม่จะดีกว่า"
"อ่านนิยายมาตั้งเยอะในชาติที่แล้ว ข้าน่าจะเอาไอเดียเจ๋งๆ กับระบบที่มีตรรกะพวกนั้นมาทำให้เป็จริงได้ด้วยความสามารถในการอนุมานของข้าตอนนี้"
"ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพร์ด้านวรยุทธ์อันยอดเยี่ยมของข้า ข้าเหมาะที่สุดที่จะสร้างระบบ 'วรยุทธ์วิถีเซียน' ขึ้นมา"
"ท้ายที่สุดแล้ว ใครบ้างไม่เคยฝันอยากเป็ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก? ครั้งนี้ข้าจะเป็ศาสดาองค์ใหม่แห่งวิถีเต๋า!"
หลิวอี้ตื่นจากห้วงความคิด รีบเดินไปตรวจสอบที่ขอบหลุม
เซี่ยสือหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงตำราเล่มหนึ่งที่ก้นหลุม ซึ่งกำลังแผ่แสงสีเืแดงฉานออกมา สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ตรวจสอบตำราประหลาดเล่มนั้นด้วยความระมัดระวัง
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวอี้ใช้วิชา "จับัควบคุมกระเรียน" ดึงตำราเล่มนั้นเข้ามาหาตัวจากระยะไกล เมื่อพิจารณาใกล้ๆ หน้าปกเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวไว้อย่างชัดเจนว่า "วิชาโลหิตมาร"
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ข้อมูลเกี่ยวกับวิชาโลหิตมารในหอคัมภีร์สำนักเทียนฉีไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับน้ำหลาก การฝึกวิชาโลหิตมารต้องใช้เืคนเป็ๆ เป็ทรัพยากร วิธีการนั้นโเี้ผิดมนุษย์มนา
"มิน่าล่ะ ตอนสู้กันเมื่อกี้ถึงมีพลังประหลาดคอยรบกวนเืลมของข้าตลอดเวลา ที่แท้ก็เป็ฝีมือของวิชามารนี่เอง"
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลิวอี้กลั้นหายใจและค่อยๆ เปิดตำรา "วิชาโลหิตมาร" ที่ส่องแสงสีเืน่าขนลุกเล่มนั้น กลิ่นคาวเืจางๆ ลอยออกมาจากหน้ากระดาษ ข้อความเปิดเื่เป็สีแดงคล้ำราวกับเืที่แข็งตัว
"เืคือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง ก่อเกิดจากโลหิตหัวใจ ใช้เป็ทรัพยากร หลอมรวมโลหิตทั้งมวลเป็รากฐานแห่งเต๋า... เมื่อเส้นเืทั่วร่างกลายเป็แม่น้ำโลหิตเก้าโลกันตร์ จึงจะหยั่งเห็นแก่นแท้แห่งโลหิตมาระ..."
ดูเหมือนมีพลังที่มองไม่เห็นคอยดึงดูดจิตใจอยู่ระหว่างบรรทัด ราวกับมีเสียงกระซิบยั่วยวนข้างหู เร่งเร้าให้เขาเริ่มฝึกฝนทันที
หลิวอี้ตัวสั่นสะท้านและสูดหายใจเฮือก วิชานี้มีพลังควบคุมจิตใจที่น่ากลัวขนาดนี้เชียวรึ! ถ้าไม่ใช่เพราะเกราะป้องกันจากห้วงมิติในตัวข้าที่คอยกันพลังแทรกแซงจากภายนอก ข้าคงตกเป็เหยื่อของมันโดยไม่รู้ตัวไปแล้ว
เมื่อเห็นว่าขีดจำกัดสูงสุดของวิชานี้เทียบเท่าแค่ระดับ "ขอบเขติญญาแรกกำเนิด"เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความผิดหวัง แต่เมื่ออ่านต่อไป เขาก็พบว่าวิธีการใช้เืลมนั้นแยบคายอย่างที่สุด
ดวงตาของเขาเป็ประกายพลางคิดในใจ "วิธีการใช้เืลมที่เป็เอกลักษณ์พวกนี้ สามารถเอาไปผสานเข้ากับระบบการบำเพ็ญเพียรที่ข้ากำลังจะสร้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
"ด้วยพื้นฐานนี้ ข้าอาจสร้างระบบ 'วรยุทธ์สายเืลม' ขึ้นมาใหม่ได้เลย!"
วรยุทธ์สายเืลมเน้นการฝึกฝนกายเนื้อ พัฒนาร่างกายให้ถึงขีดสุด จึงเปี่ยมไปด้วยศักยภาพมหาศาล อย่างไรก็ตาม มันยังด้อยกว่าระบบการฝึกวรยุทธ์แบบใหม่ที่เขาวาดฝันไว้เล็กน้อย หากสามารถสร้างระบบการบำเพ็ญเพียรในจินตนาการให้สำเร็จ การเป็ะก็คงง่ายเหมือนปลอกกล้วย
เมื่อผสานรวมกัน ระบบที่สร้างขึ้นอาจพลิกกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ได้เลย ลากพวกผู้ฝึกตนที่วางตัวสูงส่งและชนชั้นอภิสิทธิ์เ่าั้ให้ร่วงหล่นลงสู่โคลนตม แม้แต่ระบบการบำเพ็ญเพียรที่มีมายาวนานก็อาจถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม เขาก็ตระหนักดีว่าการกระทำที่สั่นะเืโลกเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงแน่นอน ระบบการบำเพ็ญเพียรถูกสืบทอดมานับล้านปี มีรากฐานหยั่งลึก พวกที่ได้ประโยชน์จากมันไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ แน่ คงต้องเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดเืพล่านะเืฟ้าะเืดินเพื่อตัดสินผู้ชนะ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวอี้รู้สึกเืลมเดือดพล่าน ดังคำกล่าวของมหาบุรุษที่ว่า: "ต่อสู้กับฟ้าช่างเป็สุข ต่อสู้กับดินช่างเป็สุข ต่อสู้กับคนช่างเป็สุขยิ่งนัก"
การสร้างโลกใบใหม่ ต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะทำลายพันธนาการเก่าๆ ตอนนี้เขาพร้อมจะสู้กับพวกหยิ่งยโสพวกนั้น และแสดงให้เห็นว่า... แม้แต่มดปลวกก็สั่นะเื์ได้
คิดได้ดังนั้น เขารวบรวมสติ กำตำราวิชาโลหิตมารไว้ในมือ ร่างวูบไหวกลายเป็เงาเลือนรางพุ่งออกไปไกล ไม่นานนัก เขาหยุดลงที่พื้นที่รกร้างแห่งหนึ่ง ใช้พลังปราณขุดหลุมลึกอย่างรวดเร็ว เขาก้มมองตำราวิชาโลหิตมารที่ส่องแสงสีเืในมือ แล้วโยนมันลงไปในหลุม ก่อนจะสะบัดมือฝังกลบมันจนมิด
"ในเมื่อทำลายเ้าไม่ได้ ข้าก็จะผนึกเ้าไว้ที่นี่ตลอดกาล อย่าได้ออกมาทำร้ายใครอีกเลย!"
เมื่อมั่นใจว่าวิชาโลหิตมารบริถูกฝังเรียบร้อยแล้ว หลิวอี้รีบกลับไปที่ค่ายสายลมทมิฬทันที หลังจากจัดการศพโจรที่เหลืออย่างรอบคอบ เขาค้นค่ายโจรจนทั่ว และเก็บของมีค่าทั้งหมดใส่ห่อผ้า
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาแตะปลายเท้าเบาๆ พุ่งทะยานลงจากเขาราวกับลูกธนู ไม่นานนัก เขาก็เห็นเ้าเสี่ยวหวงซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ชะเง้อมองขึ้นไปบนเขาอย่างระแวดระวัง
"ฮ่าฮ่าฮ่า เสี่ยวหวง เป็ห่วงข้ารึ? โจรแค่นี้จัดการง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก!"
ซี้ด! เขาขบฟันสูดปาก เสียงหัวเราะกระเทือนแผลภายใน ทำให้หน้าซีดด้วยความเ็ป
"ดูท่าข้าต้องหาที่รักษาอาการาเ็ก่อน แล้วค่อยฝึก 'วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 4.0' ให้สำเร็จ ถึงจะพร้อมสำหรับการทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน"
เขาอุ้มเ้าเสี่ยวหวงขึ้นมาแนบอก ใช้วิชาตัวเบากระโจนมุ่งหน้าสู่ เมืองชิงซาน
