แต่เมื่อในหัวนางมีความคิดเช่นนี้ นางก็อดวางแผนถึงอนาคตต่อไม่ได้อีก ทะเลสาบแห่งนี้คือของขวัญจากธรรมชาติอย่างแท้จริง หากนางวางแผนอยากทำอะไร นางเพียงแค่ต้องลงมือทำ ไม่จำเป็ต้องขออนุญาตจากทางราชการ เรียกได้ว่าเป็การสร้างเงื่อนไขอันสะดวกสบายให้กับนาง
ทว่าหากจะเริ่มเลี้ยงปลาจริงๆ ก็ต้องเริ่มจากลูกปลา แต่เตรียมอุปกรณ์ในการเลี้ยงจะให้ทำเป็ขนาดใหญ่คงเป็ไปไม่ได้ แต่หากทำเป็ขนาดเล็กก็ต้องใช้เงินทุนไม่น้อยอยู่ดี นอกจากนี้ผลตอบแทนที่ได้อาจยังไม่มากเท่าเงินลงทุน ทำไปก็มีแต่ขาดทุน
ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งเหล่านี้ นางเห็นหลี่อันหลินวิ่งมาจากด้านข้างพร้อมกับะโร้องเรียกด้วยความดีใจ “ท่านพี่ ท่านดูสิขอรับ พวกเราจับปลาได้แล้ว”
เขาถือปลาที่ตัวไม่ใหญ่นักตัวหนึ่งโบกมือให้นางอย่างตื่นเต้น นางลูบศีรษะน้องชายเบาๆ พลางเอ่ยชม “เก่งมาก ครู่เดียวก็จับปลาได้แล้ว”
“พี่หญิงดูสิ พี่ชายฉางจับปลาเก่งมาก เขาไปจับที่ทางโน้น เย็นนี้พวกเราจะมีปลาให้กินเยอะมากขอรับ”
หลี่อันหรานมองท่าทีตื่นเต้นของเขา พลันปรากฏรอยยิ้มขมขื่นที่มุมปาก สำหรับพวกเขาแล้ว การได้กินเนื้อสักมื้อเป็เื่ที่มีความสุขยิ่งกว่าฉลองตรุษจีนเสียอีก “ดีเลย พี่จะไปดูว่าพี่ชายฉางของเ้าจับปลาได้กี่ตัวกันแน่?”
นางพูดพลางเกลี่ยปลายจมูกน้องชายก่อนจะเดินนำเขาไปทางเจียงเฉิง นางพบว่าในตะกร้าใส่ปลามีปลาอยู่สองตัว แต่ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก รวมกับปลาในมือหลี่อันหลินแล้วก็เท่ากับสามตัว
พวกมันเพียงพอสำหรับทำอาหารหนึ่งมื้อ ยังห่างไกลจากการมีให้กินจนอิ่มอีกมาก เพราะปลาพวกนี้มีขนาดเพียงแค่ฝ่ามือ
นางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเฉิงและโค้งตัวมองเขาที่กำลังตกปลา “หากท่านเอาแต่นั่งตกปลาอยู่ที่นี่ เกรงว่าค่ำแล้วก็คงได้แค่ไม่กี่ตัว”
เจียงเฉิงเห็นด้วยกับที่นางพูด เขาหันมามองนาง “แต่ในสถานการณ์ที่ไม่มีอุปกรณ์อื่น ตกได้สักสองสามตัวก็ถือว่าไม่เลว”
หลี่อันหรานเห็นด้วยกับที่เขาพูด นางยืดตัวขึ้นตรงแล้วมองไปรอบด้าน “หากพวกเรามีแหจับปลาก็คงดีไม่น้อย”
อันที่จริงอย่าว่าแต่พวกนางเลย ทั้งหมู่บ้านไม่มีแหจับปลาที่ดูเข้าท่าให้เห็นด้วยซ้ำ สาเหตุที่ทำให้ความเป็อยู่ที่นี่ล้าหลังและยากจนเป็เพราะเครื่องมือการผลิตของพวกเขาไม่ดีพอ นี่เป็จุดที่หลี่อันหรานเข้าใจเป็อย่างดี
เครื่องมือการผลิตที่ล้าหลังไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่มีเงินทุนมาสร้างเครื่องมือที่ดียิ่งขึ้น ปัจจัยทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวพันซึ่งกันและกัน
นางคิดในใจว่าตัวเองยังมีเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายน้ำพริก ไม่รู้ว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนกับการจับปลาดีหรือไม่ ต้องอย่าลืมคำนึงว่านางไม่รู้ว่าในทะเลสาบมีปลามากเท่าไรกันแน่ คุ้มค่าให้ลงทุนหรือไม่?
ลำพังแค่ปลาไม่กี่ตัวที่พวกเจียงเฉิงจับได้ไม่สามารถพิสูจน์อะไรทั้งนั้น
ขณะที่หลี่อันหรานกำลังมองทะเลสาบเบื้องหน้าพร้อมกับไตร่ตรองถึงแผนการลงทุนนี้เอง อยู่ๆ ก็มีเสียงร้องแหลมดึงให้นางกลับสู่โลกความจริง หลี่อันหรานหันไปมองตามเสียงทันที
นางเห็นว่าเจียงเฉิงกำลังออกแรงดึงเบ็ดตกปลาที่เขาทำขึ้นเอง และที่ปลายเบ็ดอีกด้านมีปลาตัวใหญ่มาก ส่วนน้องชายกับน้องสาวทำท่าจะเข้าไปช่วย หลี่อันหรานรีบเข้าไปดึงพวกเขาออกมา “พวกเ้าอยู่ให้ห่างจากริมทะเลสาบ ระวังจะตกลงไป เดี๋ยวพี่ไปช่วยพี่ชายฉางของพวกเ้าเอง”
นางกล่าวจบแล้วเข้าไปช่วยเจียงเฉิงลากปลาที่ดีดดิ้นตัวนั้นขึ้นมา หลี่อันหรานต้องใทันทีที่เห็นปลาตัวนี้ นางไม่ได้ใเพราะปลาตัวนี้มีขนาดใหญ่มากอย่างเดียว แต่ยังเพราะท้องของมันกลมพอง
น้องชายกับน้องสาวต่างปรบมือด้วยความดีใจเมื่อเห็นปลาตัวนี้ “เย็นนี้มีปลาให้กินแล้ว พวกเราจะได้กินอิ่มแล้ว”
เจียงเฉิงปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผากพลางเอ่ยยิ้มๆ “ผลประกอบการ่บ่ายวันนี้ไม่เลวเลย ปลาพวกนี้พอแล้วละ”
แต่หลี่อันหรานกลับเงยหน้ามองเขา “ไม่ได้ ห้ามฆ่าปลาตัวนี้”
“เพราะเหตุใด?” สามคนถามขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะในหัวพวกเขาคิดแต่ว่าเย็นนี้จะกินเนื้อปลา
หลี่อันหรานตอบกลับไป “เพราะปลาตัวนี้ท้องอยู่ พวกเราห้ามฆ่าเด็ดขาด”
แต่เจียงเฉิงกลับกล่าวว่า “พวกเราก็กินไข่สิ มันเป็ของบำรุงชั้นดีเชียวนะ”
หลี่อันหรานรู้เื่นี้ กระนั้นนางก็ยังคงส่ายหน้าอยู่ดี “ไม่ได้ ปลาตัวนี้มีประโยชน์ต่อข้า ห้ามให้มันตายและห้ามฆ่าเด็ดขาด หากพวกเ้าอยากกินก็ไปตกมาเพิ่มเถิด”
นางพูดจบแล้วก้มหน้าอุ้มปลาตัวนั้นวิ่งกลับบ้านไม่สนใจสีหน้าและคำคัดค้านของพวกเขา
ภายในใจภาวนาไม่หยุดว่าอย่าตายนะ อย่าตายเด็ดขาด เ้ามีประโยชน์ใหญ่หลวงต่อข้านัก
อีกสามคนที่เหลือยืนมองนางวิ่งจากไปอยู่ที่เดิมอย่างงุนงง หลี่อันอันเอียงคอนิดๆ ถามอย่างไม่เข้าใจ “พี่หญิงเป็อะไร? พี่หญิงอยากเก็บปลาไว้กินคนเดียวใช่หรือไม่”
หลี่อันหลินรีบอธิบาย “เป็ไปไม่ได้ พี่หญิงไม่มีทางกินปลาคนเดียวแน่นอน พี่หญิงดีกับพวกเราถึงเพียงนั้น นางต้องมีเหตุผลแน่”
ทั้งสองคนเงยหน้ามองเจียงเฉิงแต่พบว่าเขากำลังขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะไม่เข้าใจสาเหตุที่หลี่อันหรานทำแบบนี้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงปลอบเด็กน้อยทั้งสองว่า “เอาละ ไม่ต้องสนใจว่าพี่สาวจะทำอะไร ในเมื่อนางเอาปลาตัวนั้นไปแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะตกให้ได้ตัวที่ใหญ่ขึ้นอีก รับรองว่าเย็นนี้พวกเ้าจะได้กินเนื้อปลาจนอิ่มแน่นอน”
อีกด้านหนึ่ง หลี่อันหรานอุ้มปลาตัวนั้นวิ่งเข้าบ้านไปด้วย ร้องะโไปด้วย “ท่านแม่ รีบมาช่วยข้าที เอากะละมังออกมา”
นางวิ่งตรงไปที่ข้างบ่อน้ำ เสิ่นอิ๋นหวนออกมาเห็นนางมีท่าทีลนลานและถืออะไรบางอย่างไว้ในมือก็เดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย จากนั้นต้องใทันทีที่เห็นว่านางกำลังอุ้มปลาตัวใหญ่มาก “นี่คือปลาที่พวกเ้าตกได้จากแม่น้ำหรือ”
“ตกได้จากทะเลสาบทางโน้น ท่านแม่ ท่านช่วยหากะละมังใบใหญ่ให้ข้าที ข้าจะใส่ปลาตัวนี้ ห้ามให้มันตายเด็ดขาด”
เสิ่นอิ๋นหวนสงสัยมาก แต่นางเห็นท่าทีลนลานของหลี่อันหรานแล้วไม่ได้ถามอะไรมาก จากนั้นจึงรีบสับฝีเท้าเดินเข้าครัวไปนำกะละมังซักผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในบ้านออกมาวางข้างบ่อน้ำ
หลี่อันหรานใส่ปลาตัวนั้นลงในกะละมังแล้วเติมน้ำจนเต็ม ท้องของปลาใหญ่มาก เสิ่นอิ๋นหวนถามอีกครั้ง “ปลาตัวนี้ท้องหรือ?”
หลี่อันหรานพยักหน้าระรัวก่อนจะเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก “ดูท่าทางเหมือนใกล้ออกไข่แล้ว ท่านแม่ เราต้องเลี้ยงปลาตัวนี้ให้ดี ห้ามให้มันตายเด็ดขาด”
“เ้าจะทำอันใด? จะเลี้ยงปลาหรือ?”
หลี่อันหรานเผยยิ้ม “หากเลี้ยงได้ก็ย่อมดีที่สุด พวกเราอุตส่าห์โชคดีจับปลาที่กำลังจะออกไข่ได้ ลองดูก็ไม่เสียหาย”
นางนึกถึงตอนที่ยังอยู่ริมทะเลสาบเมื่อครู่ นางกำลังกังวลเื่ลูกปลาพอดีว่าหากจะเลี้ยงปลาก็ต้องหาลูกปลาให้ได้ก่อน นึกไม่ถึงว่า์จะส่งปลาที่กำลังตั้งท้องมาให้ทันที ฟ้าเบื้องบนช่างเมตตานางโดยแท้
ขณะที่สองแม่ลูกกำลังยืนคุยกัน ก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้านอย่างพอดิบพอดี เสิ่นอิ๋นหวนเป็ฝ่ายเห็นคนคนนั้นก่อน จากนั้นหลี่อันหรานจึงหันไปมองตาม แต่แล้วสีหน้านางกลับต้องบึ้งตึงที่เห็นอีกฝ่าย “เ้ามาทำอะไร?”
