เล่มที่ 5 บทที่ 129 ร้านหลอมอาวุธ
หรือจะกล่าวได้ว่า ทั้งหมดนี้ก็คือโลกบำเพ็ญของมารปีศาจในพิภพซ่างจงนั่นเอง
เหล่ามารปีศาจใช้วิธีเข่นฆ่ากลืนกินกันเองเพื่อเพิ่มพูนตบะพลัง จนท้ายที่สุดมีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งและดวงดีที่สุดเท่านั้นถึงจะมีชีวิตรอดไปได้
ความทรงจำเข่นฆ่ากันเองเช่นนี้จึงเป็เื่น่าเบื่อสำหรับหลินเฟย...
กระทั่งหลินเฟยเริ่มหาวออกมา...
“เอ๋...” ขณะที่เ้าตัวกำลังเบื่อหน่ายอยู่นั้น จู่ๆก็มีภาพความทรงจำที่น่าสนใจปรากฏขึ้นมา
ทว่าภาพนี้ค่อนข้างจะเลือนราง
ไม่นานก็ปรากฏเป็ภาพของอสรพิษเกล็ดหินและเหล่าลูกสมุนมากมายที่ติดตามอสุรกายกุ่ยหวังผู้เป็นาย กำลังเดินทางไปโจมตีวังใต้พิภพแห่งหนึ่งในทะเลอูไห่ ดูเหมือนปีศาจเยาวังผู้เป็นายแห่งวังใต้พิภพนี้จะชราภาพมากแล้ว ทั้งที่ในตอนแรกยังต่อสู้กันสูสี
แต่เพราะความชราภาพนั้นเอง หลังจากต่อสู้กันอยู่สามวันสามคืน พลังของปีศาจเยาหวังก็เหือดแห้งลงไป ไม่มีแรงสู้ต่อไปอีก ก่อนที่มันจะตายจึงคิดจะะเิลูกแก้วปีศาจของตนเองเพื่อให้ตายตกไปพร้อมกัน
ทว่า...
ดาบบินเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของอสุรกายกุ่ยหวัง สุดท้ายปีศาจชราจึงทำได้แค่จ้องมองลูกแก้วปีศาจที่ใกล้ะเิของตน สุดท้ายก็ถูกฟันจนแตกสลายสิ้นไป...
“มิน่า ตอนอยู่หุบเขากระบี่ ปีศาจขั้นเยาวังถึงเอาแต่พูดว่ารู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่าย ที่แท้ก็เป็อย่างนี้นี่เอง...” หลินเฟยโคจรพลังเร่งให้ดินิถู่กลืนกินไออสูรที่เหลือเพียงน้อยนิดให้หมดลง ปากก็พลางพึมพำด้วยความเสียดาย
‘ช่วยไม่ได้ เดาบบินเล่มนั้นถือว่ามีชื่อเสียงมากทีเดียว...’
ทั่วทั้งเป่ยจิ้งมีดาบบินอยู่สี่เล่ม ได้แก่ จื่อซวี ฮั่วอู๋ จั่นเซียน และลั่วเสิน ดาบทั้งสี่เล่มต่างก็เป็ศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดสี่สิบแปดสายขึ้นไป ถือว่ามีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงได้เลยทีเดียว ดาบจั่นเซียนและลั่วเสินบัดนี้ก็ตกอยู่ในมือสำนักเสวียนเทียนและสำนักฉางเซิง ส่วนดาบจื่อซวีกลับถูกนักพรตชื่อฟ่าทำลายไปเมื่อพันปีก่อน และดาบฮั่วอู๋ในตอนนี้ก็กลายเป็สมบัติประจำสำนักโยวิไปแล้ว...
‘ช่างน่าสนใจเลยทีเดียว...’
เป็ถึงสมบัติประจำสำนักแต่กลับตกอยู่ในมืออสุรกายขั้นกุ่ยหวัง
ดูท่าข่าวลือเื่ที่สำนักโยวิตั้งใจซ่อนแผนลับอย่างที่พิภพซ่างจงกล่าวไว้คงไม่ใช่ข่าวโคมลอยเสียแล้ว...
หลินเฟยยิ้มออกมาน้อยๆ เพราะมีแผนการบางอย่างปรากฏขึ้นมาในใจ เพียงครู่เดียวเขาก็หยุดความคิดเื่อสุรกายขั้นกุ่ยหวังไว้ชั่วคราว ก่อนจะเริ่มโคจรพลังเพื่อหลอมรวมไออสูรจากอสรพิษเกล็ดหิน...
ขณะเดียวกัน กุ่ยเจี้ยงที่แข็งแกร่งเมื่อถูกสูบไออสูรออกไปจนหมด พลังของมันก็ถดถอยจนกลายเป็เพียงอสุรกายธรรมดาๆ หากไม่มีดินิถู่ปกคลุมอยู่ละก็ เกรงว่าิญญาคงได้แตกสลายไปแล้ว ในตอนนี้จึงไม่เหลือความโอหังอีกต่อไป
“ไว้ชีวิตข้าเถอะ ข้าไม่กล้าแล้ว...” ลำตัวยาวนับร้อยจ้างของมันในตอนนี้ กำลังนอนกองอยู่กับพื้นอย่างอ่อนแรง ปากที่ขยับขึ้นลงไม่อาจพ่นพิษได้อีก มันทำได้แค่นอนพะงาบๆอ้อนวอนอยู่บนพื้นเท่านั้น...
“หนวกหูจริงเชียว ไปไกลๆเลย!” หลินเฟยเกิดรำคาญขึ้นมา จึงโคจรพลังให้ดินิถู่กลืนกินมันลงไปทั้งตัว
อย่างไรก็ตาม มันก็เคยบำเพ็ญตนจนเป็อสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยง ดังนั้นหลังจากที่อสรพิษเกล็ดหินถูกดินิถู่กลืนกิน กองดินที่ว่างเปล่าก็ปรากฏเป็เนินเขาสลับซับซ้อนยาวนับพันลี้ แถมยังมีลำธารพิษสายหนึ่งพาดผ่านอีกด้วย เมื่อหลินเฟยเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าลำธารพิษนี้เกิดจากพิษของอสรพิษเกล็ดหิน หากนำมาหลอมอาวุธแล้วละก็ คงจะเกิดเป็อาวุธที่ร้ายแรงเลยทีเดียว
ซากโครงกระดูกของอสรพิษเกล็ดหินก็กลายเป็ผาหินสูงชัน เกล็ดทั้งหนึ่งแสนแปดพันชิ้นกลายเป็ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เืเนื้อที่หลอมรวมในดินิถู่ ก็สลายกลายเป็ปุ๋ยหล่อเลี้ยงชั้นเลิศ...
“พิภพซ่างจงเหมาะที่จะบำเพ็ญอักขระกระบี่เทียนกุ่ยเสียจริงๆ...” หลังจากโคจรพลังเก็บอักขระกระบี่เทียนกุ่ยแล้ว หลินเฟยก็อดที่จะถอดถอนใจไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่จะเจออสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงที่ฝ่าเคราะห์มาแล้วถึงสี่ด่านได้ง่ายๆบนพิภพหลัวฝูแห่งนี้ มีแค่พิภพซ่างจงเท่านั้นที่เป็แหล่งที่อยู่ของเหล่ามารปีศาจ จึงสามารถพบเจอได้ง่ายเช่นนี้นั่นเอง หากแข็งแกร่งกว่านี้ละก็ เกรงว่าแม้แต่อสุรกายขั้นกุ่ยหวังก็สามารถถูกจับมาบำรุงดินิถู่ได้
หลังจากหลอมรวมอสรพิษเกล็ดหินเสร็จ หลินเฟยก็ขลุกตัวอยู่ในห้องพักไปอีกสามวัน
สามวันต่อมาหลังจากที่หลินเฟยโคจรพลัง่เช้าเสร็จ เขาก็เดินออกมา มุ่งไปยังตรอกทางเดินในเมืองวั่งไห่
เมืองวั่งไห่อยู่ในพิภพซ่างจง มนุษย์ทั่วไปจึงไม่สามารถเข้ามาได้
คนที่เข้ามาได้จะต้องเป็ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนขึ้นไปเท่านั้น แต่ก็มีบางครั้งที่เจอผู้บำเพ็ญจู้จีขั้นสูงสุดอยู่บ้าง แต่ก็มักจะถูกนินทาว่าสำนักของผู้บำเพ็ญเหล่านี้ช่างใจร้ายเหลือเกินที่ส่งพวกเขามายังที่แบบนี้...
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนและย่างหยวน
หลินเฟยเดินสำรวจรอบๆเมืองอย่างเอื่อยเฉื่อย...
เวลาก็ล่วงเลยไปถึงยามบ่ายคล้อย หลินเฟยเองก็เที่ยวชมไปค่อนเมืองได้แล้ว ในที่สุดหลินเฟยก็เลือกที่จะเดินเข้าร้านหลอมอาวุธที่ตั้งอยู่มุมหลืบทางตะวันตกของเมือง
ที่เมืองวั่งไห่มีร้านเช่นนี้อยู่มากมาย แต่ร้านนี้เป็ร้านที่ค่อนข้างซบเซา ด้านในไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว มีเพียงช่างหลอมอาวุธที่นั่งสัปหงกอยู่ หลังจากเห็นว่าหลินเฟยเดินเข้ามา ก็เอ่ยถามอย่างเกียจคร้าน
“จะเอาอะไร...”
“ดูไปเรื่อยเปื่อยน่ะ” หลินเฟยคลี่ยิ้มน้อยๆ พลางกวาดตาดูรอบๆ
“อ้อ...” จะว่าไปช่างหลอมอาวุธผู้นี้ก็น่าสนใจไม่น้อย หลังจากตอบรับอย่างเกียจคร้านก็หลับตานอนต่อ ดูไม่แยแสลูกค้าที่เข้ามาแม้แต่น้อย
ร้านหลอมอาวุธแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก มีพื้นที่แค่ร้อยกว่าจ้างเท่านั้น แถมตรงกลางยังมีเตาหลอมที่กินพื้นที่หนึ่งในสามตั้งอยู่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็มีชั้นวางของเจ็ดถึงแปดตัวตั้งอยู่ และบนชั้นวางเ่าั้ก็มีอาวุธเรียงรายเต็มไปหมด ดูคร่าวๆคาดว่ามีประมาณร้อยกว่าชิ้น แต่ทุกชิ้นกลับมีคุณภาพปานกลางเท่านั้น ไม่ได้ดีเลิศอะไร และนี่ก็คงจะเป็เหตุผลว่าทำไมกิจการร้านนี้ถึงได้ซบเซา
หลินเฟยเห็นดังนั้นก็รู้ว่าตนเองมาถูกที่แล้ว
“คือว่า...”
“หือ?” เพราะถูกขัดจังหวะการนอน สายตาของช่างหลอมอาวุธที่มองหลินเฟยจึงเจือไปด้วยความไม่สบอารมณ์
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่มีเื่อยากเจรจาด้วยน่ะ”
“ชั้นวางด้านซ้ายเล่มละร้อยหินิญญา ชั้นวางด้านขวาเล่มละสองร้อย ถ้าจะติดค้างไว้ก่อนละก็ เชิญเดินออกไปทางประตูได้เลย อย่าลืมปิดประตูให้ข้าด้วยล่ะ”
น้ำเสียงที่พูดดูไม่สบอารมณ์อย่างมากเลยทีเดียว...
“หึหึ...” หลินเฟยหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวอย่างระอา
“ข้าแค่อยากถามว่าจะเซ้งร้านต่อหรือไม่?”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงของหนักตกพื้นตามมา พอมองไปจึงเห็นว่าช่างหลอมอาวุธได้ตกเก้าอี้ไปแล้ว...
“เ้าๆๆ...พูดว่าอย่างไรนะ?”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
