ด้วยความรู้โบราณต่างๆ ทั้งยุคใหม่และยุคโบราณ ผู้คนรู้เพียงว่ามีรากตันเถียนหลายประเภทที่ระบุถึงพร์ แต่ที่ยกย่องและยอมรับว่าเป็พร์สูงสุดของดินแดนเบื้องบนคือรากตันเถียน์เท่านั้น ที่จะเป็บุคคลที่รับประกันเป็เซียนได้แน่นอนหากไม่เป็อะไรไปก่อน
ดังนั้น เมื่อตระกูลรู้ว่าทายาทคนใดมีตันเถียนราก์ มันจะสร้างคลื่นกระเพื่อมมหาศาลต่อแดนเซียน ตระกูลที่ใหญ่อยู่แล้วจะทุ่มทุกอย่างเพื่อรุ่นเยาว์คนๆ นั้น แต่หากคนที่มีพร์ไม่มีเบื่องหลังใหญ่ ก็จะมีมหาอำนาจมากมายเข้ามารับอุปถัมภ์ต่อ
เฉินอ่าวก็เป็หนึ่งในทายาทตระกูลมหาอำนาจของโลกเบื้องบนที่มีตันเถียนราก์ แต่เขาเป็รากตันเถียน์กลายพันธุ์ที่หายากเข้าไปอีกขั้น ฐานะและตัวตนของเขาจึงยิ่งใหญ่และมีแต่คนที่เอาใจ อยู่ในจุดที่แม้แต่อัจฉริยะคนอื่นที่มีตันเถียนราก์ยังต้องเงยหน้าขึ้นมอง
โดยที่คนเ่าั้หารู้ไม่ ว่าในยุคกาลก่อนที่ดินแดนเซียนไม่ใช่จุดสูงสุด เป็ยุคที่ตัวตนในตำนานอย่างเทพและปีศาจยังคงอยู่ ไม่ได้ล่มสลายลงเพราะทำาสู้กันเอง
มีศิลาบันทึกภาษาเก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่เขาพบในหุบเขาซากเซียนปีศาจโบราณ ว่ารากตันเถียน์ไม่ใช่จุดสูงสุด มันดีเลิศแค่ในแดนมนุษย์ แต่ยังมีอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ขั้นและสูงกว่าที่เรียกว่า “รากตันเทียนเทพและรากตันเถียนปีศาจโบราณ”
แต่ตอนนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน มีเพียงเศษศิลาดังกล่าวที่เขาเก็บติดตัวไว้ตลอด พบเพียงสัญลักษณ์และรูปแบบตันเถียนเพียงครึ่งเดียวที่แตกหักเท่านั้นที่ค่อนข้างครุมเครือ
เมื่อนึกถึงาระหว่างเทพและปีศาจโบราณที่ทำให้ดินแดน์ล่มสลายลงไปได้ เฉินอ่าวในคราวนั้นก็ยากจะจินตนาการถึง คิดว่าสิ่งนี้ในยุคปัจจุบันคงไม่มีและหายไปพร้อมกับการล่มสลาย
แต่ใครจะไปรู้ ว่ารากตันเถียนเทพโบราณในศิลานั้น มันมีรูปร่างคล้ายกับรากตันเถียนที่ซ่อนอยู่ในกำแพงแก้วของอิงเอ๋อมาก
เฉินอ่าวเห็นรูปแบบรากตันเถียนมาทุกประเภทในแดนเซียนและแดนเบื้องล่างมาหมดแล้ว แต่ไม่ใส่รากตันเถียนไหนเหมือนที่อยู่ในตัวของลูกสาวคนเล็กของเขาเลย ดังนั้นเฉินอ่าวจึงมั่นใจมาก ว่าสิ่งนี้จะต้องเป็รากตันเถียนเทพโบราณในตำนานอย่างแน่นอน
สิ่งนี้ชี้ให้เห็น ว่าหากเขาดูแลเอาใจนางไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเติบโตและแข็งแกร่ง นางก็มีโอกาสที่จะไปถึงขอบเขตที่ 12 อย่างมหาเซียนผู้ยิ่งใหญ่ได้ไม่เกินพันปี และหลังจากนั้นก็อาจจะบรรลุถึงขอบเขตที่ 13 ที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้
แค่คิด มันก็ทำให้เฉินอ่าวตัวสั่นไม่หยุด ไม่ใช่เพราะความหนาวหรือเพราะฟืนใต้เตียงคั่งดับ แต่มันสั่นเพราะเขาตื่นเต้น
ว่าในโลกเบื้องล่างที่ไม่มีใครแล จะซ่อนมรดกเทพสุดท้ายไว้ในที่แห่งนี้ แล้วเป็เขาที่มาเจอว่ามันซ่อนในตัวของลูกสาวตัวเอง
เช้าตรู่ของวันถัดมา หรืออาจจะเป็เวลาสายของวันในฤดูหนาวที่แสงแดดทะลุก้อนเมฆตกลงมาไม่ถึงพื้น
เฉินถั่วถงที่หลับสบายมาทั้งคืน จึงถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมอบอวลของเนื้อสัตว์ นางได้กลิ่นเพียงแค่จางๆ และเดาได้ทันทีว่าครอบครัวกำลังเคี่ยวมันหมูอยู่จากครัวในห้องโถง
หลังจากแต่งตัวเก็บฟูกที่นอนเสร็จ เฉินถั่วถงก็ลุกจากเตียงคั่งผลักประตูห้องเปิดออก เห็นเฉินอวี๋และพี่น้องอีกสองสามคนกำลังง่วนอยู่กับเตาไฟ
เฉินต้าตัวสูงยืนอยู่หน้าเตา เขาที่ยืนจ้องมองไปยังกระทะที่เฉินอวี๋กำลังเคี่ยวน้ำมัน ก็ยังเต็มไปด้วยอาการน้ำลายไหลเช่นเดิมสมกับเขาติดเนื้อ เมื่อเห็นแม่ตื่นและเดินออกมาจากห้อง เด็กๆ ก็ร้องทักหาพร้อมกันด้วยเสียงหวานๆ
“ท่านแม่ตื่นแล้ว”
“รอสักครู่ก่อนนะขอรับ”
“ไม่นานก็เจียวกากหมูเสร็จแล้ว”
“เราจะได้กินโจ๊กข้าวต้มหมูสับกินอาหารเช้าพร้อมกัน”
“…”
เป็ประโยคทักยามเช้าที่แปลกนิดหน่อย โดยปกติ ประโยคแนวนี้ในหลายๆ ครอบครัว มันต้องเป็แม่ที่พูดกับลูกๆ ที่พึ่งตื่นนอน แต่ครอบครัวแซ่เฉินพลิกกลับเหมือนโลกคู่ขนาน ว่าเป็ลูกๆ ซะอย่างงั้นที่หันไปพูดกับแม่ที่พึ่งตื่น ว่าขอให้รออีกประเดี๋ยวข้าวเช้าที่ลูกๆ ทำก็ใกล้จะเสร็จให้แม่ได้กิน
“พ่อของพวกเ้าอยู่ที่ไหนรึ?”
เฉินถั่วถงถามขณะเดินเข้ามานั่งรอบนโต๊ะกับข้าว ไม่เห็นว่าเฉินอ่าวอยู่กับลูกๆ อย่างที่ควรจะเป็
เฉินอวี๋และพี่น้องคนอื่นๆ เดินมาหาที่โต๊ะ ส่งชามเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยแคบหมูและโจ๊กให้แม่ พูดออกมาด้วยเสียงเล็กๆ ว่า “พ่อไปทำงาน ่นี้ท่านพ่อและอาหยู่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ต้องเร่งเวลาทำเตียงคั่งให้เสร็จ ถึงจะรับเด็กฝึกงานมานิดหน่อย แต่ก็ยังมีแค่พ่อและท่านอาหยู่ที่ได้รับอนุญาตไปทำเตียงที่ย่านคนรวย”
“โอ๊ะ เกือบลืม เห็นว่าอาจจะกลับค่ำนิดหน่อยเพราะเอาข้าวสาลีไปบดที่โม่หินกลางเมืองด้วย แคบหมูอร่อยมากเลย ท่านแม่ควรลองชิม”
เฉินถั่วถงมองดูหนังหมูทอดในจานตามที่ลูกชายบอก หยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น กัดครึ่งหนึ่งแล้ววางลงที่ขอบจานเดิม
“มันไม่อร่อยรึ??” เฉินอวี๋ถามอย่างหดหู่ เขาตั้งใจทำมาก หนังหมูป่าหนาและทำอาหารแบบอื่นไม่ค่อยอร่อย ต่างจากเนื้อและไขมันที่ใช้เป็น้ำมันได้ แต่เพื่อไม่ให้มีส่วนไหนทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ จึงเอาหนังมาทอดเป็กากหมูย่างที่เคยเห็นผ่านโลกอินเทอร์เน็ตมา
เฉินถั่วถงรู้สึกตลกเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเฉินอวี๋ “แน่นอนว่ามันอร่อย แต่แม่ยังไม่ได้ท่านโจ๊กหมูสับที่เ้าทำเลย ไม่ใช่ว่ากากหมูต้องกินคู่กันหรอกรึ”
“อ๊า จริงด้วย”
เฉินอวี๋ลืม จากนั้นก็ยกหม้อข้าวต้มหมูสับขึ้นตกบนโต๊ะแล้วเริ่มตักใส่ถ้วยให้ทุกๆ คน แล้วะโขึ้นนั่งบนเก้าอี้สูงที่ขาหย่อนลงเท้าไม่ถึงพื้น ด้วยความหอมจากข้าวใหม่และหมูสับทรงเครื่องที่หมักมา ทุกคนก็ยกซดตักกินอย่างตะกละตะกลาม ถ้วยแรกไม่อิ่มก็ตักถ้วยสอง ถ้วยสามไม่พอก็ตักถ้วยที่สี่
เมื่อเห็นรูปร่างเล็กๆ ตักกินจนแก้มตุ๋ยสองข้างเคี๊ยวดัง “จุ๊บจั๊บ” ด้วยขนาดตัวที่เล็กจิ๋ว เฉินถั่วถงก็คิดเงียบๆ ว่าพวกเขาอาจต้องใช้เวลาอีกสิบปีถึงจะโตเต็มวัย ซึ่งเป็เวลานานมากที่นางยังจะได้เห็นลูกๆ ที่น่ากอดแบบนี้ต่อไป
ทั้งวัน ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากทุกคนง่วนอยู่กับการเตรียมแล่เนื้อไม่ให้เน่า เฉินอวี๋เคยอยากจะแลกตู้เย็นจากระบบมาแล้ว แต่มันค่อนข้างแพงไม่คุ้มกับแต้ม แถมที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้เสียบปลั๊ก แผงโซลาเซลล์ก็ให้วัตต์ไฟอ่อนเกินไป มีกำลังเพียงพอแค่ให้หลอดไฟสามดวงส่องแสงสลัวๆ ในบ้านตอนกลางคืน
คำบ่นว่าเสียดายของเฉินอวี๋ทำให้เหนียนอู่ได้ยิน พอฟังเื่ตู้เย็นและเครื่องแช่แข็ง ไม่นึกว่าพี่สาวเฉินเหนียนอู่จะพูดขึ้นว่านางสามารถสร้างสิ่งที่คล้ายๆ กันได้
มันทำมาจากก้อนน้ำแข็งในแม่น้ำทิศเหนือของเมืองที่เฉินต้ากับเฉินอวี๋ไปตัดมา ตัวเล็กปุ๊กปิ๊กแต่แรงของพวกเขาเยอะว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว เพียงนำก้อนน้ำแข็งมาประกอบเป็ตู้ ราดน้ำให้พวกมันเชื่อมเข้าหากัน ร่ายรูนเวทมนตร์ดูดกักความเย็นที่มั่นคงใส่ข้างใน
ไม่นึกว่ามันจะกลายมาเป็ตู้เย็นและตู้แช่แข็งได้ ตราบใดที่ภายนอกยังมีหิมะให้รูนดูดความเย็นถ่ายเทเข้ามา ตัวตู้เย็นแผ่นน้ำแข็งก็จะไม่ละลายแม้จะวางไว้ในห้องที่อบอุ่น
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่เฉินอวี๋ฟังแล้วพูดไม่ออก คือตู้เย็นเวทมนตร์นี้ใช้ได้แค่ในฤดูหนาวเท่านั้น หากไม่มีหิมะรูนก็จะดึงความเย็นจากภายนอกไม่ได้ สิ่งนี้ในความเห็นของเขา มันจึงเหมือนมือที่ถือไฟฉายในตอนกลางวันแดดเปรี้ยงๆ
ขบคิดว่าคุณจะถือไฟฉายในวันที่แดดออกแรง หรือมีตู้เย็นที่ใช้ได้แค่ฤดูหนาวไปทำไม
แน่นอน ว่าเพื่อไม่ให้พี่เหนียนอู่วีนใส่เหมือนครั้งที่แล้ว ว่าอย่าทำหน้าดูถูกดูแคลนเหมือนพ่อเช่นนั้นให้นางเห็นอีก เขาจึงยกโป้งให้พี่สาวเป็การชื่นชม
อย่างน้อย ตู้เย็นหน้าเวทมนตร์กิ๊กก๊อกพวกนี้ ก็ยังมีประโยชน์รักษาเนื้อและเก็บของสดไว้ได้นานกว่าที่ควร
