อวิ๋นอิ่งได้ฟังแล้วก็หัวเราะออกมาและพูดตามไปว่า “เดี๋ยววันที่เ้าไปเมืองหลวงก็จะรู้เอง หากจะพูดถึงความเจริญรุ่งเรืองนั้นก็คงอยู่ที่เมืองซีจิง ที่นั่นมีตลาดทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกซึ่งขายทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ผลไม้สดในฤดูหนาว แม้แต่อาหารทะเลก็ไม่ขาดแคลน เคยมีครั้งหนึ่งแม่ทัพที่กลับมาจากเฉวียนโจวนำหอยทะเลมาให้นายน้อยหนึ่งตะกร้า ในหอยนั้นมีไข่มุกใหญ่มากมาย ทุกลูกกลมกลิ้งไปมา ตอนนั้นข้าถึงได้รู้ว่าไข่มุกนั้นเติบโตอยู่ในเปลือกหอย”
“จริงหรือ?” อวิ๋นหยาเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ แล้วถามต่อว่า “ข้าได้ยินคนพูดกันว่าในทะเลยังมีนางเงือกอยู่เลย เป็คนที่มีหางปลา พี่อิ่งเคยเห็นบ้างไหม?”
อวิ๋นอิ่งหัวเราะพร้อมกับส่ายหัว “นั่นเป็เื่ที่คนเฒ่าคนแก่เอาไว้หลอกเด็ก แต่เ้าก็ยังเชื่อมันอีก”
เฉิงเหนียงจื่ออุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้ามาพอดี และนางก็พูดเสริมว่า “ก็จริง คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านต่างก็พูดกันอย่างนั้น แต่ส่วนมากคงเป็เื่โกหก เ้าลองคิดดูสินางเงือกก็เป็คน แล้วจะหายใจในน้ำได้ยังไง?”
อวิ๋นหยารู้สึกผิดหวัง “อ๊ะ ตอนข้าเด็กๆ ยังคิดอยากแต่งงานไปอยู่ที่ชายทะเล เพื่อจะได้เห็นนางเงือก แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็เื่โกหก”
ทุกคนต่างหัวเราะออกมา ติงเหว่ยรับลูกชายที่กำลังหาวแล้วพูดว่า “ที่จริงแล้วในทะเลมีนางเงือกจริงๆ เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งปลา มันเป็สัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง เพราะว่าสัตว์ทะเลชนิดนี้เมื่อมีลูกแล้ว มันจะขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อให้นมลูก จึงมีชาวประมงบางคนที่เห็นจากระยะไกล เลยคิดว่าเป็ผู้หญิงให้นมลูก เมื่อเวลาผ่านไปจึงกลายเป็ตำนานนางเงือก”
“จริงหรือ?” อวิ๋นหยาฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น “ในทะเลมีปลาที่ให้นมลูกได้ด้วยหรือ? ปลามันไม่ออกลูกเป็ไข่เหมือนไก่หรอกหรือ?”
เฉิงเหนียงจื่อและอวิ๋นอิ่งต่างมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย แม้ว่าหนึ่งในนั้นจะอายุมากแล้ว และอีกคนก็ถือว่าผ่านอะไรมามาก ได้เปิดหูเปิดตามาเยอะ แต่เื่ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ก็เป็ครั้งแรกที่ได้ยิน
เฉิงเหนียงจื่ออดไม่ได้ที่จะชมว่า “แม่นางรู้เื่เยอะจริงๆ”
ติงเหว่ยเกรงว่าลูกชายจะเตะขาไปโดนาแเข้าเลยอุ้มไว้เพียงครู่เดียวแล้วส่งให้อวิ๋นอิ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า “พวกเ้าก็คงเคยได้ยินแล้ว ข้าได้เรียนวิชาจากท่านย่าเทวาูเาในความฝัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็เื่ที่ท่านย่าเทวาูเาบอกข้า”
เฉิงเหนียงจื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็ใเล็กน้อย นางจำได้ว่านายหญิงของนางมักไม่ชอบให้ใครพูดถึงเื่ที่นางเรียนวิชาจากท่านย่าเทวาูเา แต่เหตุใดอยู่ๆ ถึงพูดขึ้นมาเอง หรือว่านายหญิงจะตัดสินใจไม่ปิดบังอีกต่อไปแล้ว
ส่วนอวิ๋นอิ่งก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ตอนที่ข่าวลือว่านางได้รับวิชาจากท่านย่าเทวาูเานั้น ตัวนางเองก็มีส่วนอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ติงเหว่ยนั้นฉลาดกว่าหญิงสาวทั่วไปมาก ราวกับว่ารู้ทุกเื่ ถ้าจะบอกว่านางไม่ได้รับการสอนจากท่านย่าเทวาูเา แล้วความคิดและความรู้แปลกๆ ทั้งหมดนี้มาจากไหน?
ติงเหว่ยไม่สนใจว่าคนอื่นจะประหลาดใจแค่ไหน นางกินข้าวเช้าอิ่มท้องแล้ว จากนั้นเมื่อเห็นว่าลูกชายกินเสร็จแล้วก็สั่งให้เฉิงเหนียงจื่อเปิดหีบเสื้อผ้าของลูกชาย จากนั้นนางก็เลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับด้วยตนเอง
เมื่อคิดดูดีๆ นี่เป็ครั้งแรกที่อันเกอเอ๋อร์จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน ไม่ใช่ในฐานะหลานชายสกุลติง ลูกนอกสมรสที่พ่อเป็ใครก็ไม่รู้ แต่ในฐานะสายเืของสกุลกงจื้อ ตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในซีเฮ่า นับจากนี้เขาจะได้เดินออกมาภายใต้แสงสว่าง และถือกำเนิดมาพร้อมช้อนทองคำในปาก
อวิ๋นอิ่งคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆ ด้วยความเคารพ บางครั้งก็แสดงความคิดเห็นเล็กน้อย
สุดท้ายติงเหว่ยเลือกชุดเสื้อและกางเกงผ้าไหมสีฟ้าเข้ม ประดับด้วยหมวกสีเดียวกันที่ฝังด้วยอัญมณี พร้อมทั้งสร้อยคอทองคำที่ห้อยจี้หยก และกำไลเงินเล็กๆ คู่หนึ่ง
อันเกอเอ๋อร์เดิมทีก็ได้รับการถ่ายทอดความหล่อเหลาจากกงจื้อิ ประกอบกับอยู่ในวัยที่อ้วนขาวน่ารักอยู่แล้ว เมื่อสวมใส่ชุดนี้ก็ยิ่งเพิ่มความสง่างามขึ้นไปอีกสามส่วน ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
ไม่นานนักเมื่อถึง่เที่ยงก็มีคนมาส่งข่าว ติงเหว่ยเดินไม่สะดวก จึงให้อวิ๋นอิ่งอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปที่ด้านหน้า
ว่ากันว่า่สองวันนี้มีเื่ซุบซิบนินทาไม่ขาดสายในโรงน้ำชาของเมืองเฉียนโจว การเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นนอกประตูเมืองเมื่อคืนก่อนก็แพร่กระจายไปทั่วภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม บรรดาญาติของท่านแม่ทัพใหญ่ถูกทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ทราบที่มาบุกเข้าโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและาเ็จำนวนมาก และยังมีหญิงสาวคนหนึ่งถูกจับตัวไปด้วย
ผู้คนต่างพากันคาดเดาถึงที่มาของทหารเ่าั้ บ้างก็แอบกระซิบว่าหญิงสาวคนนั้นน่าจะเป็อนุภรรยาที่ท่านแม่ทัพใหญ่รักใคร่?
เื่ราวต่างๆ นานาถูกเล่าขานกันไป แต่แล้ววันต่อมาก็มีข่าวที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิมว่าท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาจากลี่สุ่ย ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกจับตัวไป แต่ยังมีข่าวลือแพร่สะพัดจากที่ว่าการว่าหญิงสาวคนนั้นมีลูกชายหนึ่งคน ซึ่งเป็บุตรชายแท้ๆ ของท่านแม่ทัพใหญ่ และเมื่อบ้านเมืองสงบสุขแล้วท่านแม่ทัพใหญ่ก็จะแต่งงานกับหญิงสาวคนนั้น
ทั้งเมืองเฉียนโจวสั่นะเืเพราะข่าวนี้ บุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพใหญ่ นั่นก็หมายความว่าเขาอาจกลายเป็องค์รัชทายาทในอนาคต และหญิงสาวคนนั้นก็อาจเป็ถึงฮองเฮาไม่ใช่หรือ?
ตระกูลที่พอจะมีฐานะต่างก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาใช้ทุกเส้นสายเพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับหญิงสาวคนนั้น แต่ผลที่ได้กลับทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
หญิงสาวที่ท่านแม่ทัพใหญ่หมายปอง แม่ของบุตรชายคนโตแห่งสกุลกงจื้อไม่ใช่หญิงงามของตระกูลใหญ่ และไม่ใช่แม้แต่หญิงงามจากครอบครัวยากจน นางเป็เพียงลูกสาวชาวนาและเป็แม่ครัวเท่านั้น!
ทุกคนแทบจะไม่เชื่อหูตนเอง แต่แม้ว่าเื่ที่สืบมาจะผิดพลาดไปบ้างก็ช่างเถอะ ทำไมข้อมูลที่ทุกคนสืบหามาถึงเหมือนกันไปหมด แบบนี้ยังจะมีอะไรให้พูดอีก ในเมื่อมันก็ยืนยันทุกอย่างแล้ว
ดังนั้นทั้งเมืองเฉียนโจวจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดยิ่งขึ้น แต่ของขวัญที่ควรส่งก็ยังต้องส่งให้ตามประเพณี และแน่นอนว่าในโอกาสนี้ก็สามารถสืบหาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้อีกด้วย
แต่อย่างไรเสียการที่บ่าวรับใช้สืบหาอะไรก็ไม่ดีเท่าการไปเห็นด้วยตาตนเอง ดังนั้นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในที่ว่าการแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยแเื่จนแน่นขนัด มีผู้คนจำนวนมากมาย
กงจื้อิที่เป็คนปล่อยข่าวออกไปเองย่อมเดาความคิดของผู้คนได้ดี แต่เขาก็ไม่สนใจแม้แต่น้อยสตรีของเขา ตราบใดที่เขาพอใจก็พอแล้ว คนอื่นจะมาเกี่ยวข้องทำไม? ไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวชาวนา หรือมีสถานะเป็เพียงแม่ครัว แล้วจะเป็อะไรไป? ในตอนที่เขานอนเป็อัมพาตอยู่บนเตียงใกล้จะสิ้นลมหายใจ ก็มีเพียงหญิงสาวคนนี้เท่านั้นที่อยู่เคียงข้าง ดูแลเื่อาหารการกินของเขาอย่างพิถีพิถัน ให้กำลังใจเขาต่อสู้กับความตาย ยิ่งไปกว่านั้นนางยังทนรับสายตารังเกียจและดูถูกจากทุกคนเพื่อให้กำเนิดสายเืของสกุลกงจื้อ
อย่าว่าแต่ให้นางเป็ภรรยาอย่างถูกต้องเลย แม้กระทั่งจะมอบแผ่นดินทั้งผืนนี้ให้นางก็ไม่เป็ไรตราบใดที่ทำให้นางยิ้มออกมาได้สักครั้ง
เ้าภาพและแขกต่างฝ่ายต่างก็มีความคิดของตนเอง งานเลี้ยงนี้จึงไม่ค่อยคึกคักเท่าไรนัก โชคดีที่ยังมีเฉียนเหลียงและคนอื่นๆ คอยเป็ตัวกลางในการเจรจา
ไม่นานนักเมื่อดื่มไปได้สามรอบ อันเกอเอ๋อร์ก็ถูกอุ้มเข้ามา ทุกคนต่างก็รอคอย่เวลานี้อยู่ แล้วสายตานับไม่ถ้วนก็จ้องมองไปที่เขาราวกับแสงไฟ
เ้าเด็กอ้วนเติบโตมาในจวนหลังใหญ่ของสกุลอวิ๋น เขาได้รับความรักจากทุกคน จึงไม่รู้สึกหวาดกลัวกับการที่มีคนมากมายมารุมล้อม กลับกันเขากลับยิ้มแย้มและตบมือด้วยความดีใจ
กงจื้อิยื่นมือไปอุ้มเขาขึ้นมา แต่กลัวว่าลมเย็นที่พัดมาจากหน้าประตูจะทำให้เขาหนาว จึงคลุมเสื้อคลุมให้เขาไว้ เหลือเพียงใบหน้าอ้วนกลมขนาดเท่าฝ่ามือที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูกับสายตาใสแจ๋ว ยิ่งทำให้เขาดูน่ารักขึ้นไปอีก
บางคนอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลง แต่บางคนก็หน้าด้านพอที่จะชมเชยออกมา “คุณชายน้อยช่างหล่อเหลายิ่งนัก โตขึ้นต้องเก่งทั้งบุ๋นและบู๊เป็แน่”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็คนเก่งกาจขนาดนี้ คุณชายน้อยย่อมไม่เลวเช่นกัน”
การยกย่องชมเชยเป็เื่ที่ทุกคนร่วมมือกัน เมื่อมีคนเริ่มพูดคนที่เหลือก็รีบตามน้ำ กลัวว่าการประจบสอพลอท่านแม่ทัพใหญ่จะขาดร่องรอยของพวกเขา
กงจื้อิก็ต้องพูดตอบรับตามมารยาท สุดท้ายก็เชิญทุกคนดื่มอย่างเต็มที่ อันเกอเอ๋อร์ที่มองไปรอบๆ นั้นคงจะเริ่มเหนื่อย เขาก้มลงมองแก้วเหล้าตรงหน้าแล้วยื่นมือน้อยๆ ออกไปแตะ ก่อนจะเอามือใส่เข้าไปในปาก
ไม่ต้องบอกเลยว่า สุดท้ายเขาถึงกับเผ็ดจนเบะปาก
กงจื้อิรีบเช็ดน้ำลายให้ลูกชาย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ และพูดว่า “เ้ายังเด็กเกินไป รอให้โตขึ้นก่อนแล้วเ้าจะรู้ถึงรสชาติที่แสนอร่อยของเหล้า”
แต่อันเกอเอ๋อร์กลับไม่สนใจความคาดหวังของท่านพ่อ เขายื่นมือไปคว้าน่องไก่แทน
แม้บรรดาแขกที่นั่งอยู่ด้านล่างจะพูดคุยและกินดื่มไม่หยุด แต่สายตาก็ยังคอยจับจ้องไปที่กงจื้อิและลูกชายอยู่เสมอ ครั้นเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ที่ปกติแล้วมีสีหน้าดุดันและเ็า กลับกลายเป็บิดาที่แสนอบอุ่นรักใคร่ลูกชายคนโตเช่นนี้ ทุกคนก็เริ่มให้ความสำคัญกับเ้าหนูวัยหนึ่งขวบมากขึ้น และยิ่งแสดงความเคารพยำเกรงมากขึ้นอีกหลายส่วน
งานเลี้ยงดำเนินไปนานถึงหนึ่งชั่วยามกว่าๆ จึงเลิกรา อันเกอเอ๋อร์ก็เหนื่อยจนหาวไม่หยุดตั้งนานแล้ว ในเวลานี้ของทุกๆ วันเขามักจะกอดตุ๊กตาเสือตัวโปรดนอนหลับไปแล้ว การส่งแขกเป็หน้าที่ของเฉียนเหลียง ส่วนกงจื้อิก็อุ้มลูกชายกลับไปยังเรือนหลัง
ติงเหว่ยที่คิดถึงลูกชายมาทั้งวัน พอได้เห็นลูกกลับมาก็โล่งใจ
เฉิงเหนียงจื่อรับตัวอันเกอเอ๋อร์ไปนอนในห้องข้างๆ ส่วนติงเหว่ยก็กินข้าวกลางวันกับกงจื้อิ ติงเหว่ยต้องรักษาอาการาเ็ที่ขา อาหารจึงค่อนข้างจืดชืด แต่ยังดีที่มีน้ำแกงกระดูกอยู่หนึ่งอย่าง กงจื้อิก็ไม่รังเกียจอาหารที่รสชาติจืดชืด เขากินข้าวเต็มชามใหญ่ๆ เมื่อติงเหว่ยกินเสร็จแล้วเขาก็เอนกายนอนอยู่ข้างเตียงนางจนหลับไป
ติงเหว่ยคิดจะปลุกเขา แต่เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเขาแล้วก็อดสงสารไม่ได้ จึงยอมให้เขานอนบนเตียงเดียวกัน
ไม่รู้ว่าเป็เพราะน้ำแกงที่อบอุ่น หรือเพราะความกังวลที่กินพลังงานไปมาก ติงเหว่ยจึงหลับไปในไม่ช้า โดยไม่ทันเห็นว่า หลังจากที่นางหลับสนิทกงจื้อิก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ และค่อยๆ ดึงนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน จากนั้นจึงหลับตาลงอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า…
ไม่พูดถึงครอบครัวสามคนในเรือนหลังที่กำลังหลับอย่างสบาย พูดถึงแค่ว่าในบ้านที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งในย่านทิศตะวันออกของเมือง บรรยากาศกลับไม่สงบเท่าไรนักในตอนนี้ ที่นั่นคือที่หลบซ่อนของกลุ่มชายชุดดำที่ขัดขวางขบวนรถม้าในวันนั้น พวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่นั่นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและสืบข่าว แต่ใน่สามวันที่ผ่านมานี้เสียพี่น้องไปสามคน ที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็เหนื่อยล้าเต็มที
หัวหน้าชายชุดดำที่พาผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กี่คนบุกฝ่าวงล้อมของทหารจากจวนแม่ทัพออกมา แม้จะทำสำเร็จแต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียมากมาย แขนข้างหนึ่งของเขาถูกดาบฟันลึกจนเห็นกระดูก เพราะไม่กล้าหาหมอเพื่อทำแผลและใส่ยา ตอนนี้แผลจึงเน่าเปื่อยและมีหนอง แต่เขาก็ใช้ผ้าพันแผลพันไว้อย่างลวกๆ สองรอบเท่านั้น
เขานั่งอยู่ข้างโต๊ะที่บิ่นไปมุมหนึ่ง ใบหน้าขมวดคิ้วครุ่นคิด ั้แ่ที่เขาได้รับคำสั่งป้ายทองอาญาสิทธิ์ ทุกข้อสงสัยก็ได้รับคำตอบในตอนนี้
หญิงสาวและเด็กที่เขาไม่อาจคาดเดาตัวตนได้ ที่แท้กลับเป็ภรรยาและลูกของกงจื้อิ ถ้ารู้เช่นนี้แต่แรกเขาควรไล่ตามรถม้าไป อย่างน้อยก็จะไม่กลับมามือเปล่าเช่นนี้
แต่ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เวลาก็ไม่อาจย้อนกลับได้ เขาทำได้เพียงวางแผนสำหรับครั้งหน้า ส่วนสิ่งสำคัญในตอนนี้คือเขาจะพาพี่น้องที่เหลือและข้อมูลนี้กลับไปได้อย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเรียกลูกน้องที่เหลืออีกสี่ห้าคนมารวมกัน เตรียมตัวออกจากเมืองก่อนที่ประตูเมืองจะปิด โดยแยกกันออกไปจากสี่ประตูของเมืองภายใต้ความมืดมิดของยามค่ำคืน
แต่น่าเสียดายพวกเขาไม่รู้เลยว่า ยอดฝีมือกลุ่มเฟิงได้ปิดทางหนีทีไล่ของพวกเขาเอาไว้หมดแล้ว
ก่อนหน้านี้เนื่องจากต้องสืบหาว่าเพราะเหตุใดกองทัพหลวงของราชสำนักที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลี่สุ่ยถึงยังไม่เคลื่อนไหว ทำให้ยอดฝีมือกลุ่มเฟิงออกเดินทางช้ากว่านายท่านถึงสองวัน และยังต้องเรียกใช้เฟิงจิ่วผู้มีวิชาตัวเบายอดเยี่ยมมาช่วยอีกด้วย ใครจะคิดว่าใน่เวลาเพียงสองวันนี้ ว่าที่นายหญิงและคุณชายน้อยเกือบต้องเสียชีวิต
ในใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด จนอยากจะจับพวกชายชุดดำที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนเ่าั้มาย่างกินทั้งเป็ สมาชิกยอดฝีมือกลุ่มเฟิงทั้งเก้าคน ไม่กินไม่นอนและไม่ปล่อยให้เบาะแสใดๆ หลุดมือไปแม้แต่น้อย ในที่สุดวันนี้พวกเขาก็เจอรังของพวกมันจนได้
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาต้องอดทนรอจนคันไม้คันมือเพราะไม่สามารถลงมือได้ทันที พวกเขารอให้ “เหล่าปลา” พวกนี้เคลื่อนไหวอีกครั้ง จากนั้นจึงไล่ตามพวกมันเพื่อสืบให้รู้ว่าพวกมันมาจาก “ทะเล” แห่งไหนกันแน่?
