หลังจากคณะทูตซีเหลียงกลับไปได้ครึ่งเดือน ในที่สุดจื้อรุ่ยก็หายจากล้มป่วย เขามาคารวะซูซานหลางที่จวน พบกับเฉียวเยว่ที่กำลังเตะลูกขนไก่อยู่ในสวน จึงร้องทักนางด้วยน้ำเสียงสดใส "น้องหญิงเจ็ด"
แต่เฉียวเยว่ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเขาจึงเรียกนางอีกครา
"ท่านเรียกข้าหรือ?" นางเกาศีรษะ
จื้อรุ่ยมุมปากกระตุก ก่อนถามว่า "แล้วเ้านึกว่าข้าเรียกสาวใช้ของพวกเ้าหรือ?"
เฉียวเยว่ทำสีหน้าจริงจัง "แต่เมื่อก่อนท่านเรียกแต่ชื่อข้าหรือไม่ก็กระต่ายอ้วนนี่นา จู่ๆ เปลี่ยนมาเป็น้องหญิงเจ็ด ข้าก็งงน่ะสิ อีกอย่างเรียกอย่างสุภาพและจริงจังเช่นนี้ข้ายิ่งรู้สึกแปลกพิกล"
จื้อรุ่ยก้มศีรษะ หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้น "เ้าโตเป็สาวแล้ว จะเรียกว่ากระต่ายอ้วนหรือนามของเ้าตลอดไปได้อย่างไร มิเหมาะสม แต่ข้าว่าถึงเ้าจะโตแค่ไหน ก็ยังดูเป็เด็กน้อยโง่งมอยู่ดี"
เฉียวเยว่หัวเราะเหอะๆ นางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ทำท่าเข้าใจเหตุผล หลังจากนั้นก็เอ่ยถาม "ท่านว่าใครโง่?"
ในสายตาแฝงแววข่มขู่ ปานว่าหากเ้าว่าข้า ข้าจะจัดการเ้าเสีย
จื้อรุ่ยกระดกมุมปากสูงขึ้น "เอาล่ะ มิได้ว่าเ้า"
เขาไม่รู้เื่เฉียวเยว่ถูกคนลักพาตัว ตอนนั้นจวนซู่เฉิงโหวมิได้ทำให้กลายเป็เื่ราวใหญ่โต หรงจ้านพาคนกลับมาอย่างไร้สุ้มเสียงแม้แต่ส่วนเสี้ยว ถึงแม้ว่าวันนั้นด่านตรวจตราจะเข้มงวดเป็พิเศษ แต่อย่างไรเสียก็เป็วันที่คณะทูตซีเหลียงเดินทางออกจากเมือง จึงไม่นับว่าเอิกเกริกเกินไป
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครเก็บเื่นี้มาใส่ใจ จวนซู่เฉิงโหวมีการจัดการในจวนที่เคร่งครัด เื่นี้รู้กันเพียงในครอบครัวไม่กี่คน ไม่มีคนนอกล่วงรู้
เดิมทีก็ไม่มีสิ่งใดระแคะระคายออกมา จื้อรุ่ยพักผ่อนในจวนอยู่นานมาก จึงไม่รู้เื่ราวเหล่านี้
"จะว่าไป ข้ารู้สึกว่า่นี้ใบหน้าของเ้าดูเหมือนจะกลมขึ้น"
เฉียวเยว่ "..."
จื้อรุ่ยพยักหน้า "จริงๆ นะ มิได้พบกันครึ่งเดือนกว่า เ้าสูงขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าก็กลมขึ้นด้วย"
แม้จะยังดูเป็แม่นางน้อยงดงามสลักเสลา แต่พอดวงหน้ากลมเกลี้ยงขึ้นมาก็ลดทอนความเฉิดฉันลงบางส่วน แต่กลับเพิ่มพูนความน่ารักไร้เดียงสา
แท้จริงแล้วในใจของจื้อรุ่ยรู้สึกว่าเฉียวเยว่เป็เช่นตอนนี้กลับดีกว่า นางมีความน่ารักไร้เดียงสาเป็บุคลิกเฉพาะตัวมาแต่ไหนแต่ไร
แต่กลับเห็นเฉียวเยว่เหมือนได้รับความะเืใจอย่างแรง คอตกลงมา สีหน้าห่อเหี่ยว "ข้าอ้วนอีกแล้วหรือ ฮึก ฮึก"
ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ นางถึงกับอ้วนขึ้นอีกแล้ว ถึงตอนเด็กๆ นางจะไม่สนใจ แต่พอโตขึ้นมานางก็ยังชอบที่ตนเองผอมเพรียวงามระหงมากกว่า พอได้ยินคำว่าอ้วนแสลงหู ก็นึกอยากร้องไห้
นางนึกว่าตนเองกินเท่าไรก็ไม่อ้วน ที่แท้ไม่มีคนบอกนี่เอง!
จื้อรุ่ยเห็นนางเงียบไปโดยไม่มีสาเหตุก็รู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก "เหตุใดจู่ๆ ก็หงอยไปล่ะ?"
เฉียวเยว่เงยหน้าขึ้น "ท่านว่าข้าอ้วน ข้ามิควรเศร้าใจหรือ?"
"แต่ข้าว่าแบบนี้น่ารักมาก ใบหน้ากลมเกลี้ยงค่อยดูมีความเป็เด็กผู้หญิงขึ้นมาหน่อย" จื้อรุ่ยแย้ง
เฉียวเยว่อยากบอกเหลือเกินว่า ขออภัย คำปลอบใจของท่านไม่ช่วยให้ข้าดีขึ้นเลย ตอนนี้ข้าโตแล้ว ข้าอยากเป็โฉมสะคราญล่มเมืองผู้งดงามเฉิดฉัน มิได้อยากเป็เด็กหญิงตัวน้อย
"พี่จื้อรุ่ย หากท่านยังเป็เช่นนี้ คงจะหาภรรยาได้ยาก พูดตามตรง ต่อไปท่านระมัดระวังคำพูดไว้บ้างจะดีกว่า" เฉียวเยว่เอ่ยอย่างจริงจัง
จื้อรุ่ยหน้าแดง หลังจากนั้นก็ตอบกลับไป "ต้องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อนถึงสร้างครอบครัว ข้าไม่รีบร้อน"
เฉียวเยว่อยากจะหัวเราะเสียจริงๆ ไม่ว่าผู้อื่นจะพูดจริงหรือไม่ แต่เขาดูหัวเสียไม่เบา
เฉียวเยว่แค่นเสียงหึ "ต่อให้รีบร้อนก็ทำอะไรไม่ได้ ท่านพูดจาฟังไม่เข้าหูเยี่ยงนี้ คงหาภรรยาไม่ได้แน่นอน"
คุยมาตั้งนาน ในที่สุดจื้อรุ่ยก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเฉียวเยว่ถึงหน้างอ
"เ้าไม่อยากให้ผู้อื่นว่าอ้วน เ้าอยากผอมมากกว่าหรือ?"
ในที่สุดเขาก็เข้าใจนางเสียที ช่างยากเย็นยิ่งนัก
"พี่จื้อรุ่ย ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าชอบให้ผู้อื่นพูดแบบไหน?" เฉียวเยว่กล่าวอย่างจริงจัง
จื้อรุ่ย "เอ๋..?"
เขาเลิกคิ้วรอให้เฉียวเยว่พูดต่อ
เฉียวเยว่พูดอย่างลอยหน้าลอยตา "ข้าชอบฟังผู้อื่นพูดว่า เ้าดูนาง เ้าดูนางสิ นอกจากจะหน้าตาดี ชาติตระกูลดี ฉลาดปราดเปรื่อง นางยังมีอะไร ยังมีอะไรอีก"
จื้อรุ่ยมุมปากกระตุก เอ่ยเสียงเรียบ "เ้าเล่นของเ้าไปเถอะ ข้าไปหาอาจารย์ก่อน"
ท่าทางไม่อยากฟังเฉียวเยว่พูดต่อโดยสิ้นเชิง เฉียวเยว่เห็นเขาจะไปทั้งอย่างนี้ก็กระทืบเท้า
"คุณหนูอย่าจริงจังกับคำพูดของนายน้อยิ่เลยเ้าค่ะ เขาเป็บุรุษไร้วิสัยทัศน์เื่ความงาม ข้ากลับคิดว่าคุณหนูไม่เห็นจะเปลี่ยนไปเท่าไรเลย ยังคงน่ามองเหมือนเดิม" อวิ๋นเอ๋อร์เกลี้ยกล่อม
เฉียวเยว่ยู่ปากน้อยๆ "ข้าสวยสะคราญมาแต่ไหนแต่ไรแล้วหรอกน่ะ ฮึ"
แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ่นี้ตนเองยังคงกินเยอะเหมือนเดิม แต่ออกกำลังกายน้อยลงมากจริงๆ
นางเอ่ยอย่างเอาจริงเอาจัง "ข้าต้องออกกำลังกาย"
อวิ๋นเอ๋อร์ "หา?"
เฉียวเยว่ "ข้าจะออกกำลังกายทุกวัน ข้าจะต้องทำให้ตนเองกลับไปเป็เหมือนเดิมให้ได้ ไม่ได้การ ข้าต้องไปแต่งหน้าก่อน"
"คุณหนูยังเด็ก ไม่จำเป็หรอกเ้าค่ะ" อวิ๋นเอ๋อร์ทัดทานทันที
"พวกเ้าทำอะไรกันอยู่?"
เฉียวเยว่ยอบกายเล็กน้อยทำความเคารพ ก่อนหยัดกายตรง "เสด็จพี่รัชทายาท มาได้อย่างไรเพคะ วันนี้ไม่รู้สายลมใดหอบมากันแน่ พี่จื้อรุ่ยก็มา เสด็จพี่รัชทายาทก็มา"
รัชทายาทมองเฉียวเยว่ เห็นอาภรณ์ของนางยับยุ่งแต่เช้าก็คาดคะเนในใจแล้วเอ่ยว่า "เ้าคงไม่ได้ปีนต้นไม้อีกแล้วกระมัง?"
เฉียวเยว่รู้สึกอับจนถ้อยคำอย่างยิ่ง นางไม่รู้เลยว่าเหตุใดแม่นางน้อยแสนดีอย่างตนเอง จึงทำให้คนฝังใจเยี่ยงนั้นได้ อยู่ดีๆ ทุกคนต่างก็มาตอกย้ำนางพร้อมกัน
เฉียวเยว่ส่ายหน้า "ข้าเปล่าเสียหน่อย เสด็จพี่รัชทายาทกล่าวหาข้าเช่นนี้ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง"
รัชทายาทยื่นมือออกไปคิดหมายจะลูบศีรษะของนาง แต่พอยื่นไปครึ่งทาง ก็รู้สึกว่าการกระทำของตนเองไม่เหมาะสม ถึงอย่างไรเฉียวเยว่ก็มิใช่เด็กน้อยเหมือนเมื่อก่อน และตนเองก็หมั้นหมายกับพี่สาวของนางแล้วด้วย
เขารั้งมือกลับอย่างเก้อเขิน เฉียวเยว่สังเกตได้ถึงความกระอักกระอ่วนของรัชทายาท ก็พูดออกมาตรงๆ "ไยเสด็จพี่รัชทายาทถึงรั้งมือกลับเล่า หลีกเลี่ยงความไม่เหมาะสมหรือเพคะ?"
โอ้... ยังคงเป็แม่นางน้อยผู้ตรงไปตรงมาเหมือนเดิม
รัชทายาททอยิ้มน้อยๆ "ถูกต้อง เ้าโตเป็สาวแล้ว ไม่ดีที่จะทำเช่นนี้"
เฉียวเยว่กะพริบตาดวงโต "อื้มๆ รู้จักหลีกเลี่ยงก็ถูกต้องแล้ว หากท่านทำพี่สาวข้าเสียหน้า ข้าจะวางยาถ่ายในน้ำชาของท่านเลยคอยดู"
รัชทายาทหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "เ้าโตเป็สาวแล้ว เช่นนี้ไม่ดีกระมัง?"
เฉียวเยว่ใช้เท้าวาดวงกลมที่พื้น "ช่วยไม่ได้ นอกจากท่านเป็พี่ชายของข้าแล้ว ยังเป็พี่เขยของข้าด้วย พี่สาวของข้าเป็โฉมงามล้ำเลิศ ฉลาดปราดเปรื่องไร้เทียมทานในใต้หล้า แม้ท่านจะเป็พี่ชายที่ดีที่สุด ข้าก็ไม่ยั้งมือหรอกนะ"
รัชทายาทอมยิ้ม "เช่นนั้นวันหน้าข้าคงต้องอยู่ให้ห่างจากหญิงงามคนอื่นถึงจะปลอดภัย"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ถูกต้อง ถูกต้อง"
"ได้ ได้ ได้ เช่นนั้นวันหลังข้าต้องระมัดระวังตัว และใคร่ครวญเพื่อความปลอดภัยของตนเองอย่างจริงจังเสียแล้ว มิเช่นนั้นอาจถูกเด็กน้อยใจแคบเล่นงานเอาได้ เอาล่ะ เ้าเล่นของเ้าไปเถอะ ข้าจะไปหาอาจารย์ก่อน แต่ข้าแนะนำให้เ้าไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสียดีกว่า ดูชายกระโปรงของเ้าสิ เลอะดินหมดแล้ว"
พูดตามตรง แม้รัชทายาทจะมิได้เป็โรครักความสะอาดจนขึ้นสมอง แต่ก็มีชาติกำเนิดสูงส่ง เขาเห็นด้านมอมแมมของเด็กน้อยผู้นี้มาั้แ่เล็ก ซ้ำคนส่วนใหญ่ก็ยังเคลือบแคลงสงสัยว่าเขาแอบชอบเฉียวเยว่
จริงอยู่ เขาชอบเฉียวเยว่มาก แต่ความชอบนี้หาใช่ในแบบที่พวกเขาคิด เขาเห็นนางั้แ่ยังเป็ทารกน้อยอวบอ้วน เห็นทั้งด้านสกปรกซกมก และซุกซนแก่นแก้วของนาง ส่วนลึกในหัวใจของเขาจึงไม่ได้รักนางในแบบชายหญิง
ในใจเขา นางเป็น้องสาวตัวน้อยที่น่ารักไร้เดียงสา แม้ว่าจะเ้าเล่ห์แสนกลอยู่บ้าง แต่ก็เป็น้องสาวที่แสนดีที่สุด
แม้แต่น้องสาวแท้ๆ ของตนเองยังน่ารักสู้นางไม่ได้
"รีบไปเปลี่ยนชุด มิเช่นนั้นจะดูมอมแมมเกินไป"
รัชทายาทกดไหล่ของเฉียวเยว่แล้วจับหมุนไปทางห้องนอนของนาง มุมปากประดับรอยยิ้มน้อยๆ "เอาล่ะ ไปได้แล้ว"
ยากยิ่งนักที่รัชทายาทจะแสดงความเป็เด็กเช่นนี้ออกมา เฉียวเยว่ตะลึงงัน หันกลับมามองอย่างสงสัย "ท่านโง่งมไปแล้วหรือ?"
อวิ๋นเอ๋อร์แทบสะดุด คนที่กล้าว่ารัชทายาทเช่นนี้ไม่น่าจะมีจุดจบที่ดีกระมัง?
รัชทายาทหัวเราะ "เชื่อฟัง"
อาจเป็เพราะวันนี้รัชทายาทดูผิดแผกไปเล็กน้อย เฉียวเยว่จึงสับสนอย่างหนัก เดินตัวแข็งทื่อมือกับเท้าข้างเดียวกันกลับห้อง
รัชทายามมองตามหลังนางไป ก็ขบขันจนแทบไม่ไหว "โอย ทั้งซื่อทั้งบื้ออะไรเช่นนี้"
"นายท่าน?"
"ไปกันเถอะ ไปหาอาจารย์"
เขาหมุนตัวกลับมา เห็นอิ้งเยว่หอบตำรายืนอยู่หน้าประตู ไม่รู้ว่านางมองอยู่นานแค่ไหนแล้ว อิ้งเยว่ยอบกายแล้วทอยิ้มเล็กน้อย "ให้ทรงเห็นเื่น่าขันแล้ว"
น้ำเสียงเ็าห่างเหินอยู่บ้าง
รัชทายาทกลับเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา "กระโปรงของเฉียวเยว่สกปรก ข้าให้นางกลับไปเปลี่ยนชุด ถึงอย่างไรก็เป็เด็กผู้หญิง แม้อายุยังน้อย ก็ไม่ควรมอมแมมเกินไป"
"นางตื่นแต่เช้ามาเล่นกับเสี่ยวไป๋สักพักแล้วเพคะ" อิ้งเยว่ยิ้มอ่อนจาง
รัชทายาทผงกศีรษะรับรู้ เอ่ยในใจว่ามิน่าเล่า
เมื่อสายตาเลื่อนมาที่ตำราของอิ้งเยว่ ก็พูดอีกว่า "ในวังมีหนังสือล้ำค่าหายากมากมาย หากเ้าขาดเหลือสิ่งใดก็บอก ข้าจะหาจากหอตำราในวังมาให้เ้า"
อิ้งเยว่ดวงตาเป็ประกาย "เช่นนี้...จะดีหรือเพคะ? ไม่เกินเลยใช่หรือไม่?"
นางหวั่นไหว แต่ก็รู้สึกกังวล
รัชทายาทยิ้มพลางส่ายหน้า "ไม่เป็ไร ข้าช่วยเ้าหาได้ และสามารถพาเ้าเข้าไปค้นหาด้วยตนเองได้ด้วย"
มุมปากของอิ้งเยว่โค้งขึ้นไม่ห่างเหินเหมือนเช่นตอนแรก "ขอบพระทัยเพคะ" นางเอ่ยเสียงเบา
รัชทายาทหัวเราะ "จะขอบคุณอันใด ต่อให้เ้ามิใช่ว่าที่ชายาของข้า ก็เป็บุตรสาวของอาจารย์ เป็น้องสาวของข้าคนหนึ่ง ในใจข้าพวกเ้าล้วนเท่าเทียมกัน แต่จะว่าไป ่นี้ไฉนข้าไม่เห็นฉีอันเลยเล่า?"
เมื่อครั้งวัยเยาว์ เฉียวเยว่กับฉีอันมักแย่งกันส่งมือขอให้เขาอุ้ม บัดนี้กระต่ายตัวร้ายสองตัวล้วนเปลี่ยนความคิดกันไปหมด กลายเป็หมาป่าตาขาวแปลกหน้าไปเสียแล้ว
อิ้งเยว่ทอยิ้มอ่อนจาง "่วันหยุดเขามักจะไปจวนของท่านตา บอกว่าจะไปศึกษาเพิ่มเติม บางคราก็ไปศึกษาวรยุทธ์กับท่านลุง"
ั้แ่เฉียวเยว่ถูกลักพาตัว ฉีอันก็รู้สึกว่าตนเองในฐานะ 'พี่ชาย' ควรรับผิดชอบหน้าที่สำคัญ และหนทางก็ยังอีกยาวไกล
"การฝึกฝนให้มากขึ้นของเด็กผู้ชายคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว" รัชทายาทอมยิ้มเล็กน้อย
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อไป "อีกไม่กี่วันข้าต้องออกจากเมืองหลวงไปประมาณสองเดือน" แต่ก็รู้สึกว่าการบอกโดยตรงเช่นนี้ดูเป็การโจ่งแจ้งเกินไป ไม่ดีนัก จึงพูดอีกว่า "หากเ้ามีตำราที่ชอบ ก็ให้บอกข้าเร็วหน่อย มิเช่นนั้น่ที่ข้าออกเดินทางคงไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทางที่ดีอย่าไปเองเพียงลำพัง เ้าก็รู้ว่าในวัง..."
ถ้อยคำบางอย่างสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องเอ่ย
ครานี้อิ้งเยว่ยิ้มให้ด้วยความจริงใจ "เพคะ หม่อมฉันเข้าใจ"
อวิ๋นเอ๋อร์อึดอัดจะตายอยู่แล้ว นางกระตุกชายเสื้อของเฉียวเยว่เบาๆ "คุณหนูอย่าแอบดูอีกเลยเ้าค่ะ"
เฉียวเยว่คุกเข่าอยู่ที่พื้นมองออกไปตามช่องของประตู
นางยกมือน้อยๆ ขึ้นโบก ไม่แม้แต่จะหันกลับมา "อย่ารบกวนข้าสิ จิ๊จิ๊ เสด็จพี่รัชทายากับพี่สาวช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก"
อวิ๋นเอ๋อร์อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ถึงจะเหมาะสมกัน แต่ท่านก็แอบดูไม่ได้นะเ้าคะ!
