บทที่ 8 รักษาผู้ยิ่งใหญ่ โดยบังเอิญ
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ที่วิลล่าชานเมืองปักกิ่งไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงแตรรถหรือเสียงด่าทอเหมือนในสลัม แต่เริ่มต้นด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นหอมของหยดน้ำค้างที่เกาะบนใบไม้ใบหญ้า หลินชิงเซียนลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญเพียรตลอดทั้งคืน ดวงตาของนางเปล่งประกายสีม่วงจางๆ ก่อนจะเลือนหายไป ร่างกายของนางในตอนนี้รู้สึกเบาสบายราวกับขนนก พลังปราณในจุดตันเถียนเริ่มรวมตัวกันเป็รูปเป็ร่าง แม้จะยังเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว แต่มันคือรากฐานของ ขอบเขตหลอมรวมลมปราณ ขั้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์
นางเดินลงมาที่ห้องโถงด้านล่าง และต้องชะงักเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนส่องกระจกด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตา
เว่ยหลานในชุดนอนผ้าแพรเนื้อดีที่ชิงเซียนจัดเตรียมไว้ให้ ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน ผิวพรรณที่เคยแห้งกร้านและเต็มไปด้วยจุดด่างดำจากการทำงานหนัก บัดนี้กลับดูเนียนละเอียดและมีน้ำมีนวล ริ้วรอยแห่งความทุกข์ระทมรอบดวงตาจางลงไปอย่างเห็นได้ชัด ผมที่เคยหยาบกระด้างกลับมาดำขลับและเงางาม
“ชิงเซียน นี่ นี่คือแม่จริงๆ หรือลูก?” เว่ยหลานเอ่ยเสียงสั่น นางลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ ราวกับกลัวว่าภาพในกระจกจะแตกสลายไป
“นี่คือตัวตนที่แท้จริงของแม่ค่ะ” ชิงเซียนเดินเข้าไปสวมกอดแม่จากด้านหลัง
“ความลำบากมันจบสิ้นลงแล้ว ต่อไปนี้แม่จะมีแต่ความเยาว์วัยและแข็งแรง ยาที่หนูให้แม่ทานเมื่อคืนมันแค่เริ่มต้นเท่านั้นค่ะ”
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังดื่มด่ำกับความสุขที่รอคอยมาสิบแปดปี เสียงกริ่งหน้าประตูวิลล่าก็ดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์รถยนต์ที่คุ้นเคย
ชิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาของนางเย็นเยียบลงทันที
“แม่คะ แม่ขึ้นไปพักผ่อนข้างบนก่อนนะคะ มี แขกไม่ได้รับเชิญ มาหาเราน่ะค่ะ”
ที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์ลายวิจิตร รถเก๋งยุโรปสีดำคันหรูจอดตระหง่าน กัวฟงก้าวลงมาจากรถพร้อมกับชายฉกรรจ์ในชุดสูทสี่คน เขามองสำรวจวิลล่าหลังงามด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด
‘นังขอทานนี่ไปเอาเงินมาจากไหนถึงซื้อบ้านหลังนี้ได้ หรือว่าเื่ที่เชี่ยวอวิ๋นบอกว่ามันหลอกเงินศาสตราจารย์มู่จะเป็เื่จริง?’
เมื่อชิงเซียนเดินออกมาที่หน้าประตูด้วยท่วงท่าเนิบนาบ กัวฟงก็ถึงกับตะลึงงันไปชั่วครู่ เด็กสาวตรงหน้าในชุดลำลองสีขาวดูสะอาดตา ทว่ารัศมีที่แผ่ออกมากลับดูสูงส่งจนเขาแอบรู้สึกประหม่า แต่ความโลภและความถือดีก็เข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว
“หลินชิงเซียน! ในที่สุดก็เจอตัวสักที” กัวฟงะโลอดรั้ว
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันมาในนามของท่านปู่หลิน ท่านมีคำสั่งให้เธอเข้าพบที่คฤหาสน์ทันที!”
ชิงเซียนยืนกอดอก พิงประตูไม้อย่างใจเย็น
“ท่านปู่หลิน? ฉันจำได้ว่าตระกูลหลินขับไล่ฉันกับแม่เหมือนหมูเหมือนหมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วตอนนี้จะมาเรียกหาทำไมไม่ทราบ? หรือว่าสุนัขที่นั่นเริ่มอดอยากจนต้องออกมาหาเศษเนื้อนอกบ้าน?”
“แก! อย่ามาปากดี!” กัวฟงหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ
“ท่านปู่เมตตาเห็นว่าเธอพอจะมี ประโยชน์ ขึ้นมาบ้าง เื่ที่เธอโกงเงินสิบล้านและบ้านหลังนี้มา ท่านปู่จะไม่อะลุ่มอล่วยให้ถ้าเธอไม่รีบไปคุกเข่าขอโทษและส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้ตระกูลหลินซะ!”
ชิงเซียนหัวเราะออกมาเบาๆ แต่มันเป็เสียงหัวเราะที่ทำให้กัวฟงรู้สึกขนลุกซู่
“ส่งมอบคืน? ในโลกนี้มีตรรกะแบบนี้ด้วยหรือ? ของที่ฉันหามาด้วยความสามารถของฉัน ทำไมต้องส่งให้คนสารเลวพวกนั้นด้วย?”
“เพราะแกใช้นามสกุลหลิน! ทุกอย่างที่แกมีต้องเป็ของตระกูลหลิน!” กัวฟงแผดเสียง
“พวกแก! พังประตูเข้าไป! ลากตัวมันออกมา!”
ชายฉกรรจ์สี่คนขยับตัวทันที พวกเขาเป็นักสู้มืออาชีพที่ตระกูลหลินเลี้ยงไว้ แต่ในสายตาของเทพธิดาโอสถ พวกเขาก็เป็เพียงมดปลวกที่น่ารำคาญ
ชิงเซียนไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกล นางเพียงแต่อาศัยจังหวะที่ชายชุดสูทพุ่งเข้ามาในระยะ ต้นไม้ใหญ่ข้างประตูรั้วกลายเป็ที่พิงหลังของนาง พริบตานั้นชิงเซียนเบี่ยงกายหลบอย่างพลิ้วไหว มือเรียวคว้าคอเสื้อของสองคนแรกแล้วเหวี่ยงเข้าหากัน ก่อนจะสืบเท้าเพียงก้าวเดียวส่งลูกเตะที่หนักหน่วงเข้าที่กลางลำตัวของอีกสองคนที่เหลือ
“อ๊ากกกก!” เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายชุดสูททั้งสี่ที่ลอยละลิ่วออกไป ราวกับถูกเครื่องจักรขนาดใหญ่เหวี่ยง แรงกระแทกนั้นทำให้รถเก๋งของ กัวฟงถึงกับยุบไปทั้งแถบ
กัวฟงเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า
“นี่มัน ศิลปะการต่อสู้บ้าอะไรกัน? แกไปเอาแรงมาจากไหน!”
ชิงเซียนก้าวเดินผ่านประตูรั้วออกมาอย่างช้าๆ รั้วเหล็กที่เคยปิดสนิทกลับเปิดออกเองราวกับเกรงใจอำนาจของนาง นางเดินเข้าไปหากัวฟงที่กำลังถอยกรูดไปพิงรถ
“กัวฟง เมื่อก่อนฉันอาจจะโง่ที่รักคนอย่างคุณ แต่ตอนนี้สำหรับฉัน คุณมันก็แค่ ขยะเปียก ที่รอการกำจัด” นางเอ่ยเสียงกระซิบที่ข้างหูเขา แต่มันดังก้องไปถึงจิติญญา
ชิงเซียนใช้เนตรัจักรพรรดิกวาดมองร่างกายของกัวฟง แล้วนางก็ยกยิ้มอย่างสมเพช
“มิน่าล่ะ ถึงได้เร่งรีบรับใช้นายขนาดนี้ ร่างกายของคุณเน่าในจนถึงขั้วปอดแล้วสินะ ผลจากการใช้สารเสพติดและมั่วโลกีย์เกินขนาด คุณเหลือเวลาอีกไม่เกินสามเดือน ตับของคุณจะแข็งจนเหมือนหิน และปอดของคุณจะพองโตจนหายใจไม่ออก”
กัวฟงหน้าซีดเผือด
“แก! แกพูดเื่บ้าอะไร! ฉันแข็งแรงดี!”
“งั้นหรือ? แล้วอาการเจ็บแปลบที่ชายโครงขวาทุกเที่ยงคืนล่ะ? หรืออาการไอแห้งๆ ที่มีกลิ่นคาวเืออกมาตอนเช้า?” ชิงเซียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
“ไม่มีหมอคนไหนในปักกิ่งรักษาคุณได้หรอก นอกจากฉัน แต่คนอย่างฉัน จะไม่ช่วยสุนัขที่แว้งกัดเ้าของเด็ดขาด”
นางใช้นิ้วจิ้มไปที่จุดกึ่งกลางหน้าอกของเขาเบาๆ กัวฟงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งเข้าสู่หัวใจจนเขาทรุดลงไปกองกับพื้น ดิ้นพล่านด้วยความเ็ปที่ไม่อาจอธิบายได้
“กลับไปบอกตาแก่นั่นว่า ถ้าอยากได้เงินสิบล้าน ก็ให้เขาคลานเข่าจากคฤหาสน์มาที่นี่ แล้วฉันจะพิจารณาดูว่าจะโยนเศษเหรียญให้เขาไหม!”
“ไสหัวไป!”
ชิงเซียนสะบัดมือ พลังปราณกระแทกร่างของกัวฟงและลูกน้องปลิวไปตกอยู่ในพงหญ้าข้างทาง กัวฟงพยายามพยุงตัวลุกขึ้นมองวิลล่าหลังนั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาไม่เคยเห็นหลินชิงเซียนที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน โทรศัพท์มือถือของชิงเซียนก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อ ศาสตราจารย์มู่
“คุณหนูหลิน! แย่แล้วครับ!” เสียงศาสตราจารย์มู่ที่เคยสุขุมบัดนี้กลับสั่นเครือและร้อนรนอย่างถึงที่สุด
“ท่านนายพลเซิน เพื่อนสนิทของผม อาการเขาทรุดหนักลงอย่างกะทันหัน หมอเก่งๆ จากทั่วประเทศที่มารวมตัวกันที่โรงพยาบาลทหารต่างก็จนปัญญา ทุกคนบอกเป็เสียงเดียวกันว่าท่านกำลังจะสิ้นลมในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้!”
เขาสูดหายใจลึกก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“คุณหนูหลิน ผมรู้ว่านี่มันอาจจะฟังดูเสียมารยาท แต่ั้แ่วันที่คุณถูกรถชนปางตายวันนั้น ผมรู้ว่าร่างกายของคุณบอบช้ำขนาดไหน แต่คุณกลับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ าแฉกรรจ์หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน! ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่เื่บังเอิญ”
“ผมเชื่อว่าคุณหนูต้องมี วิธี หรือวิชาลับบางอย่างที่เหนือกว่าการแพทย์สมัยใหม่ ผมขอร้องล่ะครับ ช่วยมาดูอาการท่านนายพลหน่อยได้ไหม ถือว่าเห็นแก่ชีวิตเสาหลักของบ้านเมืองด้วยเถิด!”
ชิงเซียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ชื่อของ ท่านนายพลเซิน ผุดขึ้นมาในความทรงจำที่เหลืออยู่ เขาคือเสาหลักทางการทหารผู้ซื่อสัตย์และรักชาติยิ่งชีวิต หากคนผู้นี้ต้องจบชีวิตลง ขั้วอำนาจในปักกิ่งย่อมเกิดความระส่ำระสายครั้งใหญ่ และนั่นจะเป็โอกาสทองให้พวกคนชั่วที่ตระกูลหลินคอยหนุนหลังหรือแอบพัวพันอยู่ ฉวยจังหวะก้าวขึ้นมาเถลิงอำนาจแทน ถึงเวลานั้น สถานการณ์คงเลวร้ายเกินกว่าจะควบคุมได้
“ท่านนายพลมีอาการอย่างไรคะ?” ชิงเซียนถามเสียงเรียบ
“ร่างกายเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง แต่ภายในกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟเผา ิัเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ และมีกลิ่นเหม็นไหม้ออกมาจากลมหายใจครับ”
‘พิษเหมันต์อัคคี’ ชิงเซียนอุทานในใจ นี่ไม่ใช่โรคธรรมดา แต่มันคือการถูกวางยาพิษด้วยศาสตร์มืดโบราณ ซึ่งในโลกมนุษย์นี้ไม่ควรจะมีคนรู้จักวิธีใช้
“ส่งรถมารับฉันค่ะ ศาสตราจารย์มู่ ฉันจะไปดูอาการท่านเอง”
ณ โรงพยาบาลทหารลับของรัฐบาลปักกิ่ง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทหารติดอาวุธยืนเฝ้าแ่า ภายในห้องไอซียูระดับสูง เหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนล้อมเตียงด้วยสีหน้าจนปัญญา ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนจากเครื่องมือแพทย์ที่ดังระงม
“หัวใจหยุดเต้นแล้ว! เตรียมปั๊มหัวใจ!” เสียงหัวหน้าแพทย์ะโ
ในขณะที่ความโกลาหลกำลังถึงขีดสุด ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ศาสตราจารย์มู่เดินนำเด็กสาวชุดขาวคนหนึ่งเข้ามา
“หยุดมือเดี๋ยวนี้! ถ้าพวกคุณใช้ไฟฟ้ากระตุกหัวใจตอนนี้ ท่านนายพลจะะเิจากภายในทันที!” เสียงกังวานของชิงเซียนทำให้ทุกคนชะงัก
“คุณเป็ใคร! เข้ามาที่นี่ได้ยังไง!” นายแพทย์คนหนึ่งตะคอก
“ทหาร! ลากตัวเด็กนี่ออกไป!”
“หยุด!” ศาสตราจารย์มู่ยกมือห้าม
ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงสงสัยของบรรดาหมอทหารและนายทหารระดับสูงที่ยืนออกันหน้าห้องฉุกเฉิน ศาสตราจารย์มู่ก้าวออกมายืนข้างชิงเซียนแล้วประกาศก้องด้วยน้ำเสียงทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“ฟังให้ดี! นี่คือคุณหนูหลินชิงเซียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมาในชีวิต!” คำประกาศนั้นทำให้ทั้งโถงทางเดินเงียบกริบ ศาสตราจารย์มู่กวาดสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจมองไปยังเหล่าหมอทหารที่กำลังจะอ้าปากคัดค้าน
“ถ้าใครหน้าไหนกล้าแตะต้องหรือแสดงกิริยาไม่ให้เกียรติเธอแม้แต่นิดเดียว ผมจะเอาเื่ให้ถึงที่สุด! ตำแหน่งและเกียรติยศที่ผมสะสมมาทั้งชีวิต ผมขอใช้มันเป็ประกันให้ผู้หญิงคนนี้!”
บรรดาหมอทหารต่างพากันหน้าถอดสี ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียวเมื่อเห็นศาสตราจารย์ระดับปูชนียบุคคลออกตัวแรงถึงเพียงนี้
แม้ในใจของศาสตราจารย์มู่จะเต้นระรัวด้วยความกังวล มือที่ไพ่หลังอยู่สั่นเทาเล็กน้อย เพราะลึกๆ แล้วเขาก็ไม่รู้เลยว่าชิงเซียนจะรักษาท่านนายพลได้จริงหรือไม่ แต่นี่คือการ ทุ่มหมดหน้าตัก ของเขาแล้ว ถ้าชิงเซียนทำไม่ได้ เขาเองก็พร้อมจะพังพินาศไปพร้อมกับชื่อเสียงของเขา เพื่อเดิมพันกับปาฏิหาริย์เพียงหนึ่งเดียวที่เขาเคยเห็นจากตัวเธอ
ท่ามกลางสายตาที่ไม่เชื่อถือของเหล่าแพทย์ ชิงเซียนเดินตรงไปที่เตียง นางใช้เนตรักวาดมองร่างของนายพลเซิน เห็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำและแดงที่กำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่งที่จุดตันเถียนของเขา มันกำลังจะะเิออกมาทำลายอวัยวะทุกส่วน
นางไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง ชิงเซียนหยิบเข็มเงินที่ศาสตราจารย์มู่เตรียมไว้ให้ขึ้นมา พลังปราณสีม่วงไหลเข้าสู่เข็มจนมันสั่นสะท้านและส่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ
“ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!”
นางลงเข็มอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันตามจุดชีพจรเก้าจุดสำคัญบนร่างกายของนายพล ทันทีที่เข็มสุดท้ายปักลง ควันที่เป็สีเทาหม่นก็พุ่งออกมาจากปลายเข็ม พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ที่รุนแรงจนคนในห้องต้องปิดจมูก
“อึก อ้าก!” นายพลเซินที่นอนแน่นิ่งไปแล้ว จู่ๆ ก็กระตุกตัวโหยงและพ่นเืสีดำสนิทออกมาคำใหญ่
“คุณทำอะไรน่ะ! ท่านพ่นเืออกมาแล้ว!” แพทย์พยายามจะถลาเข้าไป
แต่แล้วมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เส้นกราฟหัวใจที่เคยราบเรียบกลับมาเต้นอย่างมั่นคง ผิวพรรณที่เคยเป็สีม่วงคล้ำค่อยๆ กลับมามีเืฝาด และที่สำคัญที่สุด นายพลเซินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา!
“ฉัน ฉันอยู่ที่ไหน?” เสียงของท่านนายพลดูมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับคนที่เพิ่งผ่านความตาย
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน เหล่าแพทย์ที่เคยดูิ่ชิงเซียนต่างยืนอ้าปากค้าง หมอระดับประเทศยังทำไม่ได้ แต่เด็กสาวคนนี้ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีด้วยการฝังเข็มเพียงไม่กี่เล่ม!
“ท่านนายพลพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่พิษยังหลงเหลืออยู่ในไขกระดูก ฉันต้องปรุงยาพิเศษให้ท่านทานต่อเนื่องเจ็ดวัน” ชิงเซียนเก็บเข็มอย่างใจเย็น
นายพลเซินมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเลื่อมใส
“แม่หนู เธอคือใคร? เธอช่วยชีวิตฉันไว้”
“ฉันชื่อหลินชิงเซียนค่ะ ท่านนายพลพักผ่อนเถอะค่ะ เื่อื่นเอาไว้คุยกันทีหลัง”
ในขณะที่ชิงเซียนกำลังจะเดินออกจากห้อง นายพลเซินก็เรียกนางไว้
“รอเดี๋ยว หลินชิงเซียนงั้นหรือ? นามสกุลหลิน เธอเกี่ยวข้องอะไรกับหลินเจิ้นเทียน
เ้าตระกูลหลินที่ปักกิ่งหรือเปล่า?”
“เขานับว่าเป็ปู่ของฉันค่ะ แต่เป็ปู่ที่ฉันกำลังจะไปล้างบางในเร็วๆ นี้” ชิงเซียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเ็าที่ทำให้นายพลเซินถึงกับชะงัก
ท่านนายพลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆๆ! น่าสนใจ! เ้าเฒ่าหลินนั่นมันคนโลภและเห็นแก่ตัว ถ้าเธอ้าความช่วยเหลืออะไร บอกฉันได้ทันที ฉันเซินเทียนหยาง ติดหนี้ชีวิตเธอ!”
คำพูดของท่านนายพลทำให้ทุกคนในห้องสั่นสะท้าน การได้คำรับรองจากนายพลเซินเทียนหยาง เท่ากับว่าในประเทศนี้ หลินชิงเซียนสามารถเดินยืดอกได้ทุกที่!
ทางด้านคฤหาสน์ตระกูลหลิน
ท่านปู่หลินนั่งฟังรายงานจากกัวฟงที่สภาพสะบักสะบอมด้วยใบหน้ามืดครึ้ม
“มันทำได้ขนาดนั้นเลยรึ? พลังที่แข็งแกร่ง? มันกล้าให้ฉันคลานเข่าไปหาอย่างนั้นรึ?”
“ครับท่านปู่! นังนั่นมันเหมือนปีศาจ! มันไม่ใช่หลินชิงเซียนคนเดิมที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป!” กัวฟงสั่นทิ้มไปทั้งตัว
ในขณะนั้นเอง หลินเชี่ยวอวิ๋นก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับมือถือในมือ
“คุณปู่คะ! ดูข่าวเร็วค่ะ! มีข่าวลือว่ามี หมอเทวดา ปริศนาเข้าไปรักษาท่านนายพลเซินจนฟื้นคืนชีพ และคนในโรงพยาบาลบอกว่าหมอคนนั้นคือ เด็กสาวที่ชื่อหลินชิงเซียน!”
ถ้วยน้ำชาในมือท่านปู่หลินร่วงลงพื้นแตกกระจาย
“ว่าไงนะ! นายพลเซิน! ถ้ามันได้ท่านนายพลเป็ที่พึ่งล่ะก็ ตระกูลหลินของเราแย่แน่!”
“ไม่ได้การ! เชี่ยวอวิ๋น กัวฟง! เราจะต้องไปที่วิลล่านั่นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ไปขู่มัน แต่เราจะไป เชิญมันกลับตระกูลหลินด้วยเกียรติสูงสุด!” ท่านปู่หลินรีบลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมาด้วยความลนลาน
เขายังไม่รู้เลยว่า กงล้อแห่งกรรมที่เขาเป็คนเริ่มหมุนไว้เมื่อสิบแปดปีก่อน บัดนี้มันกำลังหมุนกลับมาบดขยี้เขาด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย และ หงส์ ที่เขาเคยพยายามจะเด็ดปีกทิ้ง บัดนี้ได้เหินอยู่เหนือเมฆาและพร้อมจะพ่นไฟบรรลัยกัลป์ลงมาเผาผลาญทุกอย่างที่โสมม!
ชิงเซียนที่นั่งอยู่ในรถของศาสตราจารย์มู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง พลางลูบแผ่นศิลานิลกาฬในมือ ตาแก่หลิน คงคิดหาทางที่จะมาหาฉันสินะ? ดี! ฉันจะจัดเตรียม ของขวัญ ที่ท่านจะต้องจดจำไปจนถึงวันลงนรกไว้รอรับเลยทีเดียว!’
