ตอนเที่ยงตรง คังอิงทำข้าวผัดหยางโจวกับซุปมะเขือเทศไข่ กินอาหารกลางวันง่ายๆ ที่ทั้งสดชื่นและเบาสบาย จากนั้นก็ขึ้นไปงีบหลับบนเตียงเพื่อพักผ่อนชดเชย
เธอรู้ว่าเวลาทำงานของหน่วยงานน่าจะเป็บ่ายสามโมง ฤดูร้อนเช่นนี้อากาศร้อนอบอ้าว พวกเขาจึงเปลี่ยนเวลามาใช้เวลาออมแสง [1]
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีตำแหน่งสูงอย่างผู้อำนวยการเจิง คงไม่ไปทำงานตรงเวลา เขาทำงานยุ่งมาก บางทีอาจจะมีทั้งการประชุมเล็กใหญ่ คังอิงจึงต้องมั่นใจว่าเธอจะสามารถติดต่อเขาได้จริงๆ
น่าเสียดายที่เมื่อคืนเธอไม่ได้ถามเบอร์โทรศัพท์ที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการเจิงไว้ ไม่เช่นนั้นเธอก็โทรศัพท์ไปถามเขาได้ว่าเขาอยู่ที่ทำงานหรือเปล่า
คังอิงตื่นนอนตอนบ่ายสองโมงครึ่ง เธออาบน้ำล้างหน้าเสร็จ ก็เหลือบมองแสงแดดที่แผดเผาอยู่ด้านนอก จนอดรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้ ถ้ามีครีมกันแดดก็คงดี
สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจกางร่มบังแดด เธอเก็บซองจดหมายที่บรรจุแผนธุรกิจเอาไว้ในกระเป๋าผ้าสะพายไหล่ จากนั้นก็กางร่มมือหนึ่ง ปั่นจักรยานอีกมือหนึ่ง แล้วมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ
เดือนเจ็ดไฟร้อน [2] แสงแดดร้อนแรงราวกับว่าในอากาศเต็มไปด้วยลาวา หมาน้อยที่อยู่ข้างถนนต่างก็แลบลิ้นหอบหายใจ และไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกาย
คังอิงค่อนข้างโชคดี พอมาถึงสำนักงานการเกษตร เธอเดินขึ้นไปชั้นสามห้อง 302 เห็นว่าประตูห้องทำงานของผู้อำนวยการเปิดอยู่
ถึงอย่างนั้นคังอิงก็ยังคงเคาะประตู จากนั้นก็มีเสียงดังมาจากข้างในว่า “เชิญ”
คังอิงเดินเข้าไปในห้องทำงาน เห็นผู้อำนวยการเจิงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ผมบนศีรษะที่ล้านตรงกลางถูกหวีอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย บุคลิกของเขาดูสง่างามสมกับเป็ผู้นำ แตกต่างจากตอนอยู่ที่บ้านซึ่งดูใจดีและเป็กันเอง
จู่ๆ คังอิงก็รู้สึกกังวลขึ้นมา ตอนนี้เธอไม่มีอำนาจอะไรเลย เธอทำได้แค่เพียงใช้แผนธุรกิจนี้ในการสร้างความประทับใจให้ผู้อำนวยการเจิงเท่านั้น
คังอิงแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “สวัสดีค่ะ ผู้อำนวยการเจิง ดิฉันคังอิงเองค่ะ ดิฉันนำแผนธุรกิจมาส่งให้คุณ”
ผู้อำนวยการเจิงเงยหน้าขึ้นมองคังอิง จากนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า
“เสี่ยวคัง ทำไมเสร็จเร็วขนาดนี้ล่ะ? ฉันคิดว่าคงต้องใช้เวลาหลายวัน”
“แผนธุรกิจนี้ดิฉันร่างเอาไว้คร่าวๆ ในใจแล้วค่ะ เมื่อคืนดิฉันรีบเรียบเรียงมันจนถึงดึก แล้วก็ปรับปรุงมันอีกครั้งในเช้าวันนี้ ตอนนี้โครงร่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันจึงอยากจะนำมันมาให้ เพื่อขอคำแนะนำจากคุณก่อนน่ะค่ะ” คังอิงกล่าวอย่างประหม่า
“คุณนี่ทำงานรวดเร็วจริงๆ ถ้าหากทุกคนทำงานได้รวดเร็วแบบนี้ก็คงดี” ผู้อำนวยการเจิงกล่าวชมเชยเธอ
เขาเชิญคังอิงให้นั่งลง แล้วหยิบกระติกน้ำร้อนข้างกายขึ้นมาชงชา
น้ำร้อนในกระติกกำลังเดือดปุดๆ เหมาะสำหรับชงชาเป็อย่างยิ่ง ใบชาสีเขียวในถ้วยชาดินเผาสีขาวค่อยๆ คลี่ออก แล้วลอยขึ้นลงอยู่ในน้ำ ดูสวยงามมาก
ผู้อำนวยการเจิงวางชาที่ชงเสร็จแล้วลงตรงหน้าคังอิง แล้วรับซองเอกสารที่คังอิงยื่นให้ จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ฉันจะอ่านมันอย่างละเอียดนะ ถ้ามีข้อบกพร่องตรงไหน ฉันจะบอกคุณ”
“ค่ะ” คังอิงพยักหน้ารับอย่างยินดี
คิดไม่ถึงว่าผู้อำนวยการเจิงจะจริงจังขนาดนี้ เขารีบเปิดซองเอกสารแล้วหยิบแผนธุรกิจออกมาคลี่ออก จากนั้นก็เริ่มอ่านอย่างละเอียด เขาดูเหมือนกำลังสื่อสารกับคังอิงอยู่
คังอิงจิบชาทีละนิด ท่าทางของเธอดูสงบเสงี่ยมและไม่กล้าส่งเสียง หลังจากที่เกิดใหม่ และตกลงมาจาก์ คังอิงก็ได้ลิ้มรสความรู้สึกประหม่าเมื่อชะตาชีวิตของเธอตกอยู่ในมือของคนอื่นอีกครั้ง
ผู้อำนวยการเจิงหยิบแผนธุรกิจกว่าสิบหน้ามาอ่านอย่างตั้งใจ ถึงปกติเขาจะชอบยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนกับพระสังกัจจายน์ก็ตาม แต่เวลาทำงานเขากลับจริงจังมาก จาก ‘เจิงสังกัจจายน์’ ก็กลายเป็ ‘เจิงยมบาล’ ทันที
คังอิงเห็นเขาอ่านอย่างตั้งใจ เธอจึงหยิบหนังสือพิมพ์ฉวี่เจียงรายวันขึ้นมาอ่านผ่านๆ
หนังสือพิมพ์ที่เธอสั่งกับไปรษณีย์ยังไม่เริ่มส่งไปที่บ้านของเธอ
ประสิทธิภาพการทำงานของคนในยุคสมัยนี้ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ หนังสือพิมพ์ที่เธอสั่งไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังคงไม่ได้รับแม้แต่ฉบับเดียว
คังอิงไปถามที่ไปรษณีย์ พนักงานที่นั่นบอกกับเธอว่า พวกเขาได้มอบหมายงานนี้ให้บุรุษไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานหนังสือพิมพ์จะถูกส่งไปถึงบ้านของเธอในทุกๆ วัน
คังอิงเป็คนที่กระหายความรู้อย่างมาก ตอนนี้พอมีหนังสือพิมพ์อยู่ในมือ เธอก็เริ่มอ่านมันอย่างตั้งใจราวกับฟองน้ำที่ดูดซับน้ำ
“เสี่ยวคัง คุณใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะคิดแผนการนี้ได้?”
ผู้อำนวยการเจิงใช้เวลาอ่านนานกว่าครึ่งชั่วโมง เขาอ่านอย่างรอบคอบและจริงจัง พอเขาวางแผนธุรกิจลงก็ถามคังอิง
“หลังจากที่พวกคุณกลับไปแล้ว ฉันก็เริ่มเขียนมันค่ะ จากนั้นก็แก้ไขหลายรอบในเช้าวันนี้ พอเขียนเสร็จ ฉันก็รีบนำมันมาให้คุณ แต่ถ้าจะพูดถึงแรงบันดาลใจล่ะก็ คงเป็ตอนที่ซื้อชาจากลุงเซี่ยน่ะค่ะ”
คังอิงตอบอย่างครบถ้วนละเอียดลออ
“คุณนี่เป็อัจฉริยะจริงๆ ตอนนี้ปัญหาใหญ่ของงานด้านเกษตรของเราก็คือ เกษตรกรมีสินค้าดีๆ อยู่ในมือแต่ขายไม่ได้ราคา
สุราดีกลัวตรอกซอกซอย ธิดาจักรพรรดิยังต้องกังวลเื่การแต่งงาน!
ก่อนหน้านี้ ฉันคิดมาตลอดเลยว่าจะขายสินค้าเกษตรพวกนี้ยังไงดี คิดจนผมหงอกขึ้นมาหลายเส้นแล้ว
พอฉันได้อ่านแผนธุรกิจของคุณ ฉันก็เข้าใจขึ้นมาทันที อำเภอหลี่ว์ของเรานั้นไม่ได้ขาดแคลนสินค้าเกษตร ไม่ได้ขาดแคลนนักวิชาการเกษตร แต่เราขาดแคลนนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งๆ แบบคุณต่างหาก อ้อ ใช่แล้ว เสี่ยวคัง คุณจบการศึกษาอะไรมาล่ะ?”
เห็นผู้อำนวยการเจิงมองหาคนเก่งเช่นนี้ คังอิงก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เธอกล่าวว่า “ฉันจบการศึกษาระดับมัธยมปลายค่ะ จากโรงเรียนมัธยมอำเภอหลี่ว์แห่งที่ 2”
“โอ้ น่าเสียดายจริงๆ ตอนนี้พวกเรามีนโยบายการสรรหาบุคลากร หากจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงกับปริญญาตรี ก็เข้ามาทำงานในหน่วยงานของเราได้เลย
“เสียดายจริงๆ ที่คุณจบการศึกษาแค่ระดับมัธยมปลาย ถ้าหากคุณเรียนต่อ ปวส. หรือปริญญาตรีก็คงดี”
ผู้อำนวยการเจิงรู้สึกเสียดายที่พลาดคนเก่งไป เขากล่าวพร้อมถอนหายใจว่า “การมีวุฒิการศึกษาไม่ได้หมายความว่าจะมีความรู้ความสามารถ แต่ตอนนี้นโยบายของเราก็เป็เช่นนี้ หากอยากจะเข้ามาทำงานในหน่วยงาน ต้องมีวุฒิการศึกษา
เสี่ยวคัง ไม่งั้นคุณมาเป็ลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานการเกษตรของเราก็แล้วกัน ฉันจะดูแลคุณอย่างดีแน่นอน พอมีโอกาสเลื่อนขั้น ฉันก็จะให้คุณ อย่างน้อยๆ ก็คงต้องได้เป็พนักงานประจำ คุณคิดว่าไง?” ผู้อำนวยการเจิงกล่าวเสนอ
หากเป็คังอิงคนเดิมได้ยินผู้อำนวยการเจิงพูดเช่นนี้ คงดีใจจนะโโลดเต้นไปแล้ว
ถึงแม้เงินเดือนลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยงานราชการจะไม่มาก แต่ว่าก็ยังคงมั่นคงกว่างานทั่วไป และได้รับสวัสดิการบางอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พอญาติพี่น้องรู้เข้าก็จะยิ่งรู้สึกมีหน้ามีตา
ยิ่งไปกว่านั้นผู้อำนวยการเจิงยังรับปากว่าพอมีโอกาสก็จะเลื่อนตำแหน่งให้เธอ นี่เป็โอกาสที่หาได้ยากยิ่งนัก ชะตาชีวิตของคนๆ หนึ่งจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
แต่ว่าคังอิงไม่ได้มีความทะเยอทะยานเช่นนั้น เธอส่ายหน้าแล้วปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่านผู้อำนวยการนะคะ แต่อย่างที่คุณบอก ฉันเหมาะกับการเป็นักประชาสัมพันธ์มากกว่า การเป็ลูกจ้างชั่วคราวนั้น ฉันต้องมาทำงานที่นี่ทุกวัน ตอนนี้ฉันกำลังทำธุรกิจ ฉันคงทนกับการถูกควบคุมเช่นนี้ไม่ได้หรอกค่ะ”
เมื่อผู้อำนวยการเจิงได้ฟังก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็ไรหรอก คนเก่งไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนก็เปล่งประกาย การที่คุณจะทำธุรกิจนั้นเป็เื่ดี
แต่ถ้าหากแผนการนี้ใช้ได้ผลและได้รับการอนุมัติ แบบนี้คุณก็ไม่ได้อะไรเลยไม่ใช่หรือ? ฉันไม่มีทางปล่อยให้คุณต้องเสียเปรียบหรอกนะ!”
ดูแล้วผู้อำนวยการเจิงเป็คนที่คิดอ่านรอบคอบมาก ไม่แปลกใจเลยที่เขาได้เป็ถึงผู้อำนวยการ
เชิงอรรถ
[1] เวลาออมแสง (อังกฤษ : Daylight Saving Time, อักษรย่อ : DST) หรือ เวลาฤดูร้อน (อังกฤษ : Summer Time) เป็ข้อตกลงในการปรับนาฬิกาไปข้างหน้า เพื่อให้มีแสงอาทิตย์ใน่เวลาบ่ายมากขึ้นและมีแสงอาทิตย์ใน่เวลาเช้าน้อยลง โดยปกติแล้วการปรับจะปรับไปข้างหน้าหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิ และปรับกลับหลังในฤดูใบไม้ร่วง
[2] เดือนเจ็ดไฟร้อน เป็สำนวนจีนโบราณที่หมายถึงฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะมาเยือน อากาศจะเย็นลงเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันนำมาใช้พูดถึงอากาศที่ร้อนระอุ
