จั๋วอวิ๋นเซียนเพิ่งถึงนอกเมืองก็ถูกพวกหวู่อันถงขวางทางไว้
“ไป๋เฮ่อ เหตุใดเ้าจึงตัดสินใจเอาเอง ด้วยการเข้ามายุ่งกับเื่นี้?”
“มิผิด พวกเรา้าคำอธิบาย!”
เหลยหงกับฮั้วจิ่งสือนิสัยค่อนข้างแข็งกร้าวจึงเอ่ยถามตามตรง มิได้คำนึงถึงหน้าตาของจั๋วอวิ๋นเซียนแม้แต่น้อย
จี้ไป๋อี้รู้ว่าท่าทางของทั้งสองคนไม่เหมาะสมไปบ้าง แต่เขามิได้ห้ามปราม เพราะเขาก็โมโหมากจริงๆ
จั๋วอวิ๋นเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง ตอนนี้ถึงอย่างไรเขาก็เป็เ้าหอหลางฮ้วน แม้แต่เ้าเกาะทั้งสามก็มิอาจห้ามเขาได้ เหลยหงกับฮั้วจิ่งสือมีสิทธิ์อะไรมาถามเขา?
“ทุกคนใจเย็นก่อน...”
หวู่อันถงโบกมือ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงโอนอ่อนลง “ไป๋เฮ่อ เรือเมฆาเจ็ดสมบัติสำคัญกับเกาะสามเซียนของเรามาก เ้าเกาะทั้งสาม้าสมบัติิญญาชิ้นนี้ให้ได้ คิดไม่ถึงว่าสมาคมการค้าห้าแคว้นจะสอดมือยุ่งเื่นี้...เดิมทีพวกเราคิดจะยืมมือฝาแฝดโฉดชั่วก่อความวุ่นวาย จากนั้นเกาะสามเซียนของเราจะออกหน้าบีบคั้นสมาคมการค้าห้าแคว้นให้ส่งเรือเมฆาเจ็ดสมบัติออกมา คิดไม่ถึงว่าเ้า...เฮ้อ!”
“ท่านเ้าเมืองกับใต้เท้าทั้งสามไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อเกาะสามเซียน”
ถึงแม้จั๋วอวิ๋นเซียนจะไม่ยินดี แต่ยังคงกล่าวถึงภาพรวม “สมาคมการค้าห้าแคว้นทำตัวน่ารังเกียจก็จริง แต่พวกเขาจะเกิดเื่บนเกาะสามเซียนของเรามิได้ มิเช่นนั้นต่อไปคนอื่นจะมองเราอย่างไร? ‘ความน่าเชื่อถือ’ คำนี้ต้องค่อยๆ สั่งสมทีละน้อย แต่ต่อให้ชื่อเสียงจะดีเพียงใด หากทำผิดเพียงเื่เดียวชื่อเสียงก็จะถูกทำลายจนป่นปี้...ท่านเ้าเมืองกับใต้เท้าทั้งสามคิดว่า ชื่อเสียงของเกาะสามเซียนสำคัญหรือสมบัติิญญาชิ้นหนึ่งสำคัญกว่า?”
“เ้าว่าอะไรนะ! เ้าหนูกล้ามาสั่งสอนพวกเราหรือ?”
เหลยหงเผยสีหน้าโมโหเล็กน้อย เขามองอีกฝ่ายด้วยท่าทางดูแคลน เขาเป็คนที่มั่นใจในตัวเองเสมอมา จะยอมให้คนธรรมดามาสั่งสอนตัวเองได้อย่างไร
เสี่ยวจิ่วรีบมายืนขวางด้านหน้าจั๋วอวิ๋นเซียน ด้วยกลัวว่าเหลยหงจะลงมือ
จั๋วอวิ๋นเซียนยื่นมือไปตบบ่าเสี่ยวจิ่ว บอกให้อีกฝ่ายถอยไปก่อน หากเหลยหงลงมือจริงๆ พวกเขาสองคนรวมกันก็สู้กับอีกฝ่ายมิได้
หวู่อันถงถอนหายใจ “ไป๋เฮ่อ ข้ารู้ว่าเ้าเจตนาดี แต่เรือเมฆาเจ็ดสมบัติสำคัญต่อเ้าเกาะทั้งสามคนมาก ทั้งยังเกี่ยวพันกับการสำรวจมิติลับ หากท่านเ้าเกาะทั้งสามรู้เื่ในวันนี้ เกรงว่าคงจะโกรธมากแน่ๆ”
“ท่านเ้าเมืองกล่าวมิผิด...”
จี้ไป๋อี้กล่าวเสริม “อีกทั้งพวกเรามิได้ลงมือ หากสมาคมการค้าห้าแคว้นปกป้องสมบัติเอาไว้มิได้ จะเกี่ยวอะไรกับเกาะสามเซียนของเรา”
จั๋วอวิ๋นเซียนส่ายหน้า กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “ใต้เท้าจี้ ไม่มีผู้ใดโง่เขลา ต่อให้คนอื่นมิได้พูดออกมา ก็มิได้แปลว่าจะคาดเดามิได้...ที่จริงแล้วข้าเข้าใจความ้าของท่านเ้าเมืองกับใต้เท้าทั้งสาม แต่นกกับหอยสู้กัน บางครั้งชาวประมงอาจจะมิได้ผลประโยชน์ แต่หากเป็ตั๊กแตนล่าจักจั่นมีนกขมิ้นคอยอยู่ข้างหลัง ไม่แน่ว่าเกาะสามเซียนของเราอาจจะเสียหายมากกว่านี้”
“หืม?”
หวู่อันถงตะลึงอย่างห้ามมิได้จึงถามว่า “ไป๋เฮ่อ เ้าบอกว่ามีคนกำลังวางแผนร้ายกับเกาะสามเซียนของเราหรือ? เ้ามองอะไรออกเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าเพียงแค่คาดเดาเท่านั้น”
จั๋วอวิ๋นเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กล่าวด้วยสายตาลุ่มลึก “ตอนนี้เกาะสามเซียนราวกับดวงอาทิตย์เด่นกลางนภา ขั้วอำนาจต่างๆ ล้วนจ้องรอเล่นงานเรา หากบนเกาะของเราเกิดเื่ปล้นชิงสมบัติ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่ คนอื่นล้วนคิดว่าเราเป็คนทำ”
จั๋วอวิ๋นเซียนเว้นจังหวะ จากนั้นกล่าวเสริมว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเ้าเมืองกับใต้เท้าทั้งสามเคยคิดหรือไม่ว่า? งานประมูลครั้งนี้จัดที่เกาะสามเซียนของเรา ประมูลสมบัติทีเดียวมากมายเพียงนี้ มีแม้กระทั่งสมบัติิญญาระดับกลาง ‘หม้อสี่คชสารรวมิญญา’ ตอนนี้ก็ถูกผู้คนจำนวนมากจับตามอง หากพวกเรายึด ‘เรือเมฆาเจ็ดสมบัติ’ เป็ของตัวเองอีก จะกลายเป็เป้าหมายของทุกคนทันที...ขั้วอำนาจต่างๆ จะหวาดระแวงพวกเรา สมาคมการค้าห้าแคว้นจะเกลียดพวกเรา แม้แต่เกาะเซวียนิก็จะซ้ำเติมพวกเราใน่เวลาสำคัญ”
“……”
หวู่อันถงเผยสีหน้าคิดหนัก พวกจี้ไป๋อี้ต่างกำลังครุ่นคิด
คำพูดของจั๋วอวิ๋นเซียนมิใช่แค่คำขู่แน่ เขาเคยทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของทะเลล่วนซิงมาก่อน...ั้แ่เริ่มก่อตั้งขั้วอำนาจแห่งแรกในทะเลล่วนซิง หกพันปีผ่านมา สถานที่แห่งนี้ไม่เคยรวมกันได้มาก่อน หากมีขั้วอำนาจบางแห่งที่แข็งแกร่งเกินไปก็จะเกิดหายนะขึ้นทันที ท้ายที่สุดก็จะถูกกลืนหายไปในประวัติศาสตร์
ดังนั้นจั๋วอวิ๋นเซียนจึงสงสัยว่า เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งกำลังควบคุมสถานการณ์ของทะเลล่วนซิง ทำให้สถานที่แห่งนี้วุ่นวายไม่จบสิ้น
ความจริงแล้วหากมิใช่เพราะการปรากฏตัวของจั๋วอวิ๋นเซียน แก้ไขสถานการณ์ลำบากของเกาะสามเซียน ทะเลล่วนซิงจนถึงตอนนี้ก็คงอยู่ในาวุ่นวาย ไม่มีวันจบสิ้น
“แล้วก็...”
น้ำเสียงของจั๋วอวิ๋นเซียนเปลี่ยนไปอีกครั้ง “เดิมทีข้าคิดว่า หอการค้าต้าทงกับสมาคมการค้าห้าแคว้นสมคบคิดกัน วางแผนเล่นงานเกาะสามเซียนของเรา แต่ตอนนี้ดูท่าสมาคมการค้าห้าแคว้นเป็เพียงตัวแปรตัวหนึ่งเท่านั้น หอการค้าต้าทงถึงจะเป็ผู้อยู่เื้ัอย่างแท้จริง พวกเขาเชื่อถือมิได้ ความโกลาหลกำลังจะมาเยือน ดังนั้น...ข้าแนะนำว่าให้รีบปิดล้อมหอเจินเป่าทันที ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดของหอการค้าต้าทง”
“……”
หวู่อันถงกับพวกจี้ไป๋อี้ตะลึงอยู่กับที่ ผ่านไปครึ่งวันก็ยังมิได้สติกลับมา พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจั๋วอวิ๋นเซียนพูดไปพูดมา ถึงไปเกี่ยวข้องกับหอเจินเป่ากับหอการค้าต้าทงได้ ทั้งยังเสนอให้ปิดล้อมหอเจินเป่า ตรวจสอบหอการค้าต้าทง!
หากมิใช่เพราะจั๋วอวิ๋นเซียนมีประวัติขาวสะอาด หลังจากเข้าร่วมเกาะแล้วสร้างผลงานมาไม่น้อย พวกเขาคงสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็สายลับที่ขั้วอำนาจอื่นส่งมาแน่
หอการค้าต้าทงวางตัวเป็กลางมาตลอด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงระหว่างขั้วอำนาจ...ขั้วอำนาจเช่นนี้เกาะสามเซียนอยากดึงมาเป็พวกจนตัวสั่น จะล่วงเกินอีกฝ่ายได้อย่างไร?
“นี่...”
หวู่อันถงสงบจิตใจลง เขากล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “เื่นี้เป็เื่ใหญ่เกินไป เกรงว่าต้องให้เ้าเกาะทั้งสามเป็คนตัดสินใจ”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
จั๋วอวิ๋นเซียนเพียงแค่ตัดสินใจในกรณีที่เลวร้ายที่สุด สำหรับสุดท้ายจะเป็อย่างไร มิใช่สิ่งที่เขาจะตัดสินได้ “ท่านเ้าเมืองหวู่ ข้ารบกวนท่านเ้าหอเหมาบอกให้ท่านเตรียมสิ่งของบางอย่าง ตอนนี้เตรียมการเป็อย่างไรบ้าง?”
“เตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว เ้าหอเหมากำลังสร้างอะไหล่กลไกตามที่เ้า้า เชื่อว่าอีกไม่นานจะสร้างได้สำเร็จ”
หวู่อันถงพยักหน้า เขามิได้คิดจะโทษจั๋วอวิ๋นเซียนอยู่แล้ว
พวกจี้ไป๋อี้ก็จิตใจกระสับกระส่ายเช่นกัน อีกด้านหนึ่งพวกเขาอยากปล้นเรือเมฆาเจ็ดสมบัติ อีกด้านหนึ่งก็ต้องคิดเื่คำเตือนของจั๋วอวิ๋นเซียนอย่างระมัดระวัง
“ใช่แล้ว ใต้เท้าจี้...”
จากนั้นจั๋วอวิ๋นเซียนหันไปกล่าวกับพวกจี้ไป๋อี้ “ไป๋เฮ่อขอขอบคุณใต้เท้าทั้งสามที่ทำตามที่ข้าปรารถนา ศิลาคงิข้าจะแบ่งเป็สี่ส่วน ถึงตอนนั้นหลังจากสร้างของเสร็จแล้วจะให้คนส่งไปให้พวกท่าน”
“……”
พวกจี้ไป๋อี้ทั้งสามคนค่อนข้างอึดอัด เมื่อครู่ท่าทีของพวกเขาไม่ค่อยดีนัก ทว่าจะให้พวกเขาขอโทษ พวกเขากลับมิอาจทิ้งหน้าตาได้
ขณะที่จั๋วอวิ๋นเซียนเตรียมตัวจากไป ก็มีพลังจิตน่ากลัวปกคลุมทั้งเกาะเอาไว้ พลังที่ยิ่งใหญ่สูงส่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกกดดัน!
“ผู้แข็งแกร่งระดับกายาศักดิ์สิทธิ์?”
พวกหวู่อันถงกับจี้ไป๋อี้สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก พวกเขากำลังจะส่งสัญญาณเตือน คิดไม่ถึงว่าจะมีบุรุษชุดดำร่อนลงมาจากท้องฟ้า ตกลงตรงหน้าจั๋วอวิ๋นเซียน
ผู้มาเยือนเป็ชายวัยกลางคน เส้นผมสีขาวทั้งศีรษะ ใบหน้าแก่ชรา โดยเฉพาะด้านหลังของเขาแบกโลงศพที่ทำจากหยกขาวอันหนึ่ง ดูน่ากลัวมาก
“คนบาปแห่งโม่เหมิน?”
พวกหวู่อันถงจิตใจสั่นไหว สายตาแฝงด้วยความหวาดกลัว
