บทที่ 11 ค่าความจงรักภักดีสูงสุด
หลังจากผ่านพ้นความคึกคักของเทศกาลปีใหม่ ชีวิตในสำนักชิงเซียวก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบเช่นวันวาน เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนก็บำเพ็ญไป เหล่าผู้ฝึกยุทธก็ฝึกยุทธไป
หนึ่งเดือนต่อมา ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็สามารถทะลวงเข้าสู่ ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 2’ ได้สำเร็จ ณ ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ เขาััได้ว่าปราณิญญาในร่างนั้นกล้าแกร่งกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจเมื่อนึกถึงช่องว่างระหว่างพร์ของตนกับเจียงจ้าวเซี่ย
แม้เหล่าศิษย์คนอื่นๆ จะผลัดกันมาที่ทะเลสาบิญญา ทว่าในความเป็จริงแล้ว หลี่ชิงชิวคือผู้ที่มาบ่อยที่สุด ซึ่งศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีความคิดคัดค้านใดๆ เจียงจ้าวเซี่ยถึงขั้นอยากให้เขามาทุกวันเสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรเสียศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่มีงานการอย่างอื่นทำอยู่แล้ว
ศิษย์น้องเหล่านี้ต่างเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของหลี่ชิงชิว บัดนี้เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวได้เสวยสุข พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม กลับเห็นว่าเป็สิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่ควรจะได้รับแล้ว
อีกทั้งเ้าสำนักยิ่งแข็งแกร่ง สำนักชิงเซียวก็จะยิ่งก้าวไปได้ไกลขึ้น
“ศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านทะลวงระดับแล้วรึขอรับ?”
หลีตงเยว่ซึ่งนั่งสมาธิอยู่บนฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบมองมาที่หลี่ชิงชิวแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
เมื่อครู่นี้นางััได้ชัดเจนว่าปราณิญญารอบด้านพุ่งเข้าหาหลี่ชิงชิวอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการชักนำปราณของนางเองด้วย
หลี่ชิงชิวลืมตาขึ้นเผยรอยยิ้ม “อืม ทะลวงระดับแล้วจริงๆ ต่อไปก็สามารถเริ่มฝึก ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ ขั้นที่สองได้เสียที”
หลีตงเยว่ฉายแววตาอิจฉาปนเลื่อมใส นางถามต่อว่า “จริงด้วยขอรับศิษย์พี่ ข้าได้ยินาุโหยางบอกว่า ในยุทธภพมีการแบ่งระดับความสามารถของนักบู๊เป็ขั้นบันได ท่านคิดว่าขั้นบำรุงปราณระดับที่ 2 นี้ นับว่าเป็ยอดฝีมือชั้นเลิศ (ระดับหนึ่ง) ได้หรือยัง หรือว่าเหนือล้ำยิ่งกว่านั้นไปแล้ว?”
ภาพที่เจียงจ้าวเซี่ยปลิดชีพหลัวเลี่ยในพริบตายังคงติดตา แม้จะเป็การลอบจู่โจมทว่าหยางเจวี๋ยติ่งเคยกล่าวไว้ว่า หลัวเลี่ยคิอยอดฝีมือชั้นเลิศ หากใครสังหารเขาได้ในคราเดียว ต่อให้ลอบลงมือ พลังฝีมือก็คงไม่ห่างไกลจากขอบเขตุชั้นเลิศนัก
“เื่นั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก อีกอย่างพวกเราฝึกวิชาก็เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น อย่าได้เอาแต่คิดจะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลาเลย” หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็งานเป็การ
ผู้บำเพ็ญเซียนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการขัดเกลาจิตใจ มิใช่มาแข่งกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ทว่าต้องมองกันไปยาวนานตลอดกาล
หลีตงเยว่พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ เพียงแต่ข้าสงสัยเท่านั้นเอง”
ทั้งสองสนทนาพรรณนาไปพลางฝึกวิชาไปพลาง เพียงครู่เดียวก็ต่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบ
สองชั่วยามผ่านไป ทั้งคู่จึงพากันออกเดินทางกลับสู่สำนักชิงเซียว
ยามถึงสำนักเป็เวลาจวนเจียนจะโพล้เพล้ ศิษย์ส่วนใหญ่มารวมตัวกันที่ลานเรือนที่พักเพื่อรอรับประทานอาหารเย็น
หลี่ชิงชิวเหลือบเห็นสวี่หนิงยืนอยู่เพียงลำพังหน้าห้องครัว คอยช่วยรอรับชามกับข้าวไปวางที่โต๊ะ ในขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างนั่งล้อมวงคุยกันเื่วรยุทธที่ได้เรียนรู้มาในวันนี้
นอกจากฝึก ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ แล้ว เวลาส่วนใหญ่ของเหล่าศิษย์จะติดตามฝึกยุทธกับหยางเจวี๋ยติ่ง แม้ฝีมือจะไม่ก้าวะโเหมือนหลี่ซื่อเฟิง ทว่าร่างกายก็ดูแข็งแรงบึกบึนขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
สวี่หนิงยังมิได้เริ่มฝึกคัมภีร์หุ่นหยวน หากมิได้รับคำสั่งจากหลี่ชิงชิว หลีตงเยว่และจางยวี่ชุนย่อมมิกล้าถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์ใหม่โดยพลการ แม้แต่หยางเจวี๋ยติ่งเองก็มิได้ฝึกวิชานี้
แน่นอนว่าหยางเจวี๋ยติ่งมิได้สนใจในพลังภายในของสำนักชิงเซียว สำหรับนักบู๊แล้ว การเปลี่ยนวิชาพลังภายในโดยพลการถือเป็ข้อห้ามร้ายแรง เว้นแต่วิชาใหม่จะเหนือชั้นกว่าวิชาเดิมมหาศาล
การเปลี่ยนวิชา หมายถึงต้องเริ่มสั่งสมลมปราณใหม่หมด ซึ่งมิใช่เื่ที่จะสำเร็จได้ในเวลาเพียงเดือนสองเดือน
หลี่ชิงชิวเดินไปหยุดที่ด้านหลังสวี่หนิงแล้วเอ่ยถามว่า “เ้าอยากฝึกวิชาหรือไม่?”
สวี่หนิงสะดุ้งเล็กน้อยหันมามองเขา ถามอย่างระมัดระวังว่า “เป็วิชาพลังภายในหรือเ้าคะ?”
วิชาหมัดมวยภายนอกนางได้เริ่มเรียนรู้มาบ้างแล้ว และนางขยันหมั่นเพียรกว่าศิษย์คนอื่นๆ มาก จนได้รับคำชมจากหยางเจวี๋ยติ่งอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าหยางเจวี๋ยติ่งนั้นมีอคติรักบุรุษมากกว่าสตรีอย่างชัดเจน เขาเน้นหนักไปที่การบ่มเพาะหลี่ซื่อเฟิง ส่วนวรยุทธที่สอนให้ศิษย์คนอื่นๆ นั้นล้วนเป็กระบวนท่าพื้นๆ ธรรมดา
“ย่อมต้องใช่สิ อีกทั้งยังเป็วิชาลับเฉพาะของสำนักชิงเซียวเราด้วย”
หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยรอยยิ้ม วางมาดดูลึกลับซับซ้อน คำพูดของเขาทำให้สวี่หนิงตื่นเต้นยินดีนัก นางเคยเห็นหยางเจวี๋ยติ่งสำแดงพลังลมปราณมาแล้วและรู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง นางใฝ่ฝันอยากจะเรียนวิชาสายในมานานแล้ว
“อยากเ้าค่ะ! ข้าอยากเรียนมาก!” สวี่หนิงพยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าว ดวงตาเป็ประกายวาววับ นี่เป็ครั้งแรกที่นางแสดงท่าทีตื่นเต้นถึงเพียงนี้
หลี่ชิงชิวยิ้มถาม “หากข้าถ่ายทอดวิชาให้เ้า เ้าควรจะเรียกข้าว่าอะไร?”
“ท่านเ้าสำนัก?”
“หืม?”
“ท่านอาจารย์?”
สวี่หนิงลองหยั่งเชิงถามอย่างประหม่า นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์นั้นหมายถึงสิ่งใด ในยุทธภพเยื่อใยศิษย์อาจารย์นั้นลึกซึ้งและสำคัญยิ่งกว่าบุตรสาวบุตรชายแท้ๆ เสียอีก
มุมปากหลี่ชิงชิวเลิกขึ้น “โขกศีรษะให้ข้าสามครั้ง นับจากนี้เป็ต้นไป เ้าคือ ‘ศิษย์สืบทอด’ คนแรกของข้า”
จางยวี่ชุนที่กำลังผัดกับข้าวอยู่ได้ยินเช่นนั้นก็อดมิได้ที่จะหันมามองด้วยความฉงน
“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์เอกของท่านจะเป็สตรีได้อย่างไรกัน?”
เสียงของเจียงจ้าวเซี่ยดังแทรกมา เห็นเขาเดินถือกระบี่เหล็กเล่มใหม่อย่างสง่างาม
นับั้แ่ได้กระบี่เหล็ก เขาก็ดูองอาจทระนงยิ่งขึ้น รัศมีแหลมคมพวยพุ่ง บางครายืนอยู่ห่างไปหลายสิบจางยังได้ยินเสียงลมจากเพลงกระบี่ที่เขาฝึกอยู่ในป่าดังหวีดหวิว
บัดนี้เจียงจ้าวเซี่ยกลายเป็ที่ยอมรับของคนทั้งสำนักชิงเซียวว่าเป็ ‘ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด’ ไปแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจ้าวเซี่ย ศิษย์คนอื่นๆ รวมถึงหยางเจวี๋ยติ่งต่างก็พากันหันมามองเป็ตาเดียว
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ใบหน้าเล็กๆ ของสวี่หนิงพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที ทว่าสายตาที่นางมองไปยังเจียงจ้าวเซี่ยนับว่าเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง
“สตรีแล้วอย่างไรเล่า วันหน้าดีไม่ดีนางจะเก่งกาจยิ่งกว่าเ้าเสียอีก”
หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างไม่ยี่หระ คำพูดนี้ทำให้สวี่หนิงตื้นตันใจนักจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
จากนั้นหลี่ชิงชิวมองสวี่หนิง เป็เชิงส่งสัญญาณว่าไฉนยังไม่รีบโขกศีรษะอีก
สวี่หนิงคุกเข่าลงทันที โขกศีรษะให้หลี่ชิงชิวสามคราอย่างหนักแน่น
และด้วยประการฉะนี้ หลี่ชิงชิวจึงได้รับศิษย์คนแรกของตนไว้ในปกครอง
ในใจเขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อัจฉริยะระดับนี้หากไม่รีบบ่มเพาะเสียแต่เนิ่นๆ ในใจเขามันคงคันยิบๆ จนทนไม่ไหว
ทว่าเขาก็เกรงว่าหากสวี่หนิงแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วจะสั่นคลอนตำแหน่งเ้าสำนักของเขา จึงจำเป็ต้องใช้เล่ห์กลเล็กๆ น้อยๆ นี้เข้าช่วย
การทำเช่นนี้จะช่วยให้สวี่หนิงผู้มีลิขิตชะตา ‘ความดื้อรั้น’ ปักใจเชื่อมั่นในตัวเขาเพียงผู้เดียวและไม่มีวันทรยศ
ส่วนคำโอหังของเจียงจ้าวเซี่ยนั้น ต่อให้สวี่หนิงจะไม่พอใจ ทว่าก็คงไม่ถึงขั้นกลายเป็ความแค้น เพราะอย่างไรเสียเจียงจ้าวเซี่ยก็เคยช่วยชีวิตนางมา
“เอาละ กินข้าวกันก่อนเถอะ”
หลี่ชิงชิวประคองสวี่หนิงให้ลุกขึ้นพลางปัดฝุ่นที่เข่านางอย่างเบามือและยิ้มอย่างอ่อนโยน
การปฏิบัติต่อศิษย์ทั่วไปกับศิษย์สืบทอดนั้นย่อมต้องแตกต่างกัน หลี่ชิงชิวรู้สึกราวกับกำลังเลี้ยงลูกสาวอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่เขาแก่กว่าสวี่หนิงเพียงเจ็ดปีเท่านั้นเอง
การที่เ้าสำนักรับศิษย์นับเป็เื่ใหญ่ ตลอดมื้ออาหารเย็นทุกคนจึงพากันพูดคุยถึงเื่นี้ไม่หยุด
ศิษย์รุ่นเยาว์บางคนที่ซุกซนและใจกล้าหน่อยพยายามขอฝากตัวเป็ศิษย์หลี่ชิงชิวบ้าง ทว่ากลับถูกเขาปฏิเสธโดยตรงทุกคน กลับเป็จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่ที่อดใจไม่ไหว รับศิษย์ไว้คนละหนึ่งคนแทน
ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยนั้นมิได้เห็นศิษย์เหล่านี้อยู่ในสายตา ใบหน้าที่เ็าของเขาทำเอาเหล่าศิษย์มิกล้าเข้าไปตีสนิทด้วยเลย
หยางเจวี๋ยติ่งวางชามเหล้าลงพลางทอดถอนใจ “เ้าสำนัก ฐานะศิษย์เอกในสำนักไหนๆ ก็มิใช่เื่ธรรมดา ท่านมั่นใจรึว่านางจะไหว?”
สวี่หนิงได้ยินเช่นนั้นก็กัดฟันแน่น
ช่วยไม่ได้ นางทั้งเด็กทั้งผอมกะหร่อง ในสายตาของหยางเจวี๋ยติ่งมองอย่างไรนางก็ยากจะกลายเป็ยอดคนได้ ย่อมไม่อาจเทียบกับ ‘หลี่ซื่อเฟิง’ สุดที่รักของเขาได้แน่นอน
น่าเสียดายที่หลี่ซื่อเฟิงมีศักดิ์เป็รุ่นเดียวกับหลี่ชิงชิว เขาจึงมิอาจรับเป็ศิษย์ได้
“ต่อให้นางทำไม่ได้ก็หาเป็ไรไม่ สำนักชิงเซียวแม้จะเป็สำนักยุทธในยุทธภพ ทว่าพวกเรามิได้เดินบนเส้นทางแห่งการแก่งแย่งชิงดี เมื่อเทียบกับความสูงต่ำของวรยุทธแล้ว ข้าใส่ใจในคุณธรรมและความรับผิดชอบของนางมากกว่า ข้าเชื่อว่าเด็กคนนี้จะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
หลี่ชิงชิวกล่าววาจาสวยหรูพลาง ‘ตก’ ใจสวี่หนิงต่อไป
เขาแทบอยากจะตบมือให้หยางเจวี๋ยติ่งจริงๆ ในใจนึกว่า ข้าก็ไม่ได้ให้เงินใต้โต๊ะท่านนะ ไฉนท่านถึงชงเข้มช่วยให้ข้าได้ใจเด็กขนาดนี้?
หลีตงเยว่ทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้นว่า “เอาละ เสี่ยวหนิงกลายเป็ศิษย์สืบทอดของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว ต่อไปนางก็คือ ‘ศิษย์หลาน’ ของพวกเรา พวกเรามองไปที่อนาคตกันเถอะ”
“ศิษย์หลาน! เสี่ยวหนิง ต่อไปเ้าเป็ศิษย์หลานของข้าแล้วนะ!”
หลี่ซื่อจิ่นผู้อ่อนวัยหัวเราะร่าอย่างชอบใจ นางแก่กว่าสวี่หนิงเพียงหนึ่งปี ทว่าเมื่อยืนคู่กันมักจะทำให้รู้สึกว่านางเป็น้องสาวเสียมากกว่า เพราะนางยังมีความร่าเริงแจ่มใสตามวัย ผิดกับสวี่หนิงที่ไม่ค่อยพูดจาและดูสุขุมกว่ามาก
ใบหน้าเล็กๆ ของสวี่หนิงเริ่มผ่อนคลายลงและเผยรอยยิ้มออกมา นางชอบความร่าเริงของหลี่ซื่อจิ่นมาก จึงอดไม่ได้ที่จะคีบกับข้าวส่งให้นางอีกครั้ง
หลี่ชิงชิวเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา ตรวจสอบค่าความจงรักภักดีของสวี่หนิง
99 / 99!
ให้ตายสิ พุ่งปรี๊ดจนสุดเพดานเลยรึนี่!
ในสายตาของหลี่ชิงชิว นี่ก็นับว่าเป็ค่าความจงรักภักดีที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้แล้ว ค่าหนึ่งร้อยเต็มนั้น คนปกติที่ไหนจะมีให้กันได้?
คราวนี้แหละ บ่มเพาะได้อย่างสบายใจหายห่วง!
...
สามวันต่อมา หลี่ชิงชิวพาสวี่หนิงและหลี่ซื่อจิ่นไปยังทะเลสาบิญญาใต้พิภพเพื่อฝึกวิชา วันนี้จะเป็ครั้งแรกที่เขาถ่ายทอดคัมภีร์หุ่นหยวนให้แก่สวี่หนิง ซึ่งสวี่หนิงเองก็ตั้งใจรอคอยอย่างยิ่ง
เด็กหญิงสองคนอยู่ด้วยกันมักจะมีเื่คุยกันกะหนุงกะหนิง ทว่าสวี่หนิงใจจดใจจ่อกับการฝึกวิชา ในไม่ช้าความนิ่งสงบของนางก็ส่งผลไปถึงหลี่ซื่อจิ่นที่มักจะฟุ้งซ่านด้วย
เป็ไปตามคาด ความเร็วในการกลั่นปราณิญญาของสวี่หนิงนั้นเข้าขั้น ‘วิปริต’
ด้วยการเกื้อหนุนจากทะเลสาบิญญาใต้พิภพ นางใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม (2 ชม.) ก็สามารถกลั่นปราณิญญาสายแรกออกมาได้สำเร็จ ทำเอาหลี่ซื่อจิ่นถึงกับตะลึงพรึงเพริด
อย่าว่าแต่หลี่ซื่อจิ่นเลย แม้แต่หลี่ชิงชิวที่เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วยังอดใไม่ได้
หลี่ชิงชิวหันไปกระซิบกับหลี่ซื่อจิ่นว่า “เื่นี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด หากมีใครถาม ให้บอกว่านางใช้เวลาทั้งวันเต็มๆ กว่าจะกลั่น ‘ลมปราณ’ ออกมาได้”
“ทำไมหรือเ้าคะ?” หลี่ซื่อจิ่นถามอย่างบื้อใบ้
“ข้ากลัวศิษย์พี่สามของเ้าจะรับไม่ได้น่ะสิ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ซื่อจิ่นก็นึกถึงใบหน้าบึ้งตึงของเจียงจ้าวเซี่ยแล้วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
นางเองก็รู้สึกว่าศิษย์พี่สามน่ะเป็คนใจแคบและโกรธง่ายจริงๆ
ถึงแม้หลี่ชิงชิวจะกำชับไว้ ทว่าการที่สวี่หนิงฝึกปราณสำเร็จภายในวันเดียวก็ยังสร้างความตกตะลึงให้แก่พวกจางยวี่ชุนอยู่ดี
ผู้บำเพ็ญเซียนมีการรับรู้ถึงปราณิญญาที่เฉียบคมยิ่งนัก หยางเจวี๋ยติ่งและศิษย์คนอื่นๆ อาจไม่สังเกตเห็น ทว่าเหล่าศิษย์น้องของหลี่ชิงชิวเพียงได้พบหน้าสวี่หนิงก็รับรู้ถึงสิ่งนี้ได้ทันที
พวกเขาเริ่มมองสวี่หนิงเปลี่ยนไป แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ยเองก็เช่นกัน
ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยเพียงแค่เปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย ในสายตาของเขา ความสำเร็จของสวี่หนิงต้องยกความดีความชอบให้ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ หากฝึกข้างนอกย่อมไม่มีทางเร็วกว่าเขาแน่นอน
ความสำเร็จของสวี่หนิงทำให้หลี่ชิงชิววาดฝันถึงอนาคตของสำนักชิงเซียวมากขึ้นไปอีก
ใน่เวลาต่อมา ศิษย์ทั้งเจ็ดคนที่รับมาจากหมู่บ้านก็ยังคงมิอาจฝึกปราณิญญาได้สำเร็จ หลี่ชิงชิวจึงทำได้เพียงปล่อยให้พวกเขาตั้งใจฝึกยุทธต่อไป
ความลับเื่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพมิอาจเปิดเผยได้โดยง่าย อีกทั้งหากคนเยอะเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อการฝึกตนของเขาและเหล่าศิษย์น้องคนสำคัญด้วย
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
วสันตฤดูผ่านพ้น คิมหันตฤดูย่างกราย หลี่ชิงชิวเพิ่งผ่านวันเกิดอายุครบสิบเจ็ดปีไปหมาดๆ เหล่าศิษย์น้องต่างเข้าใจผิดว่าวันเกิดของเขาอยู่ใน่ฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเขาก็ไม่เคยบอกความจริง เพราะเขาไม่ชอบการจัดงานฉลองวันเกิดที่เอิกเกริกวุ่นวาย
ใน่บ่ายของวันหนึ่ง
หลี่ชิงชิวนั่งอยู่บนสนามหญ้าหน้าประตูสำนัก เบื้องหน้าวางกระบี่เก้าเล่มเรียงรายไว้ เขากำลังพยายามสร้าง ‘สายสัมพันธ์’ กับกระบี่เ่าั้เพื่อฝึกฝน ‘วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย’
ทันใดนั้น...
เขาสายตาเหลือบมองไปตามทางขึ้นเขา เห็นคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากชายป่า คนผู้นั้นสวมชุดสีเหลืองรัดรูป สะพายกระบี่ไว้หนึ่งเล่ม ร่างกายสูงใหญ่ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ
บุรุษชุดเหลืองเงยหน้าขึ้นเห็นหลี่ชิงชิวที่อยู่หน้าประตูสำนัก ใบหน้าพลันเผยรอยยิ้มสดใส เขาเดินก้าวขึ้นบันไดหินมาพลางเอ่ยถามว่า “ขอเรียนถาม ที่นี่ใช่สำนักชิงเซียวหรือไม่?”
หลี่ชิงชิวตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เ้าตาบอดรึไง ไม่เห็นตัวอักษรบนหัวข้าหรือ?”
บนซุ้มประตูสำนักสลักคำว่า ‘สำนักชิงเซียว’ ไว้ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ท่าทีเหมือนคนตาบอดเช่นนี้ทำให้เขาอดมิได้ที่จะแสดงความรำคาญใจ
บุรุษชุดเหลืองมิได้โกรธเคือง กลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “เห็นน่ะเห็นแล้ว ทว่าข้าอยากได้ยินเ้าตอบยืนยันด้วยปากตนเองมากกว่า ขออนุญาตแนะนำตัว ข้าคือ ‘เ้าสำนักคนใหม่’ ของสำนักชิงเซียว ข้ามีนามว่า ม่อจิ่วเจียว”
