เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าเนื้อก้อนนั้นที่ลี่ฝานเฉือนออกมา พอร่วงลงมาบนพื้นดินก็กัดกร่อนจนเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว
“ในพลังิญญามีพิษร้ายปะปน!”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี เขาแอบชื่นชมกับความเด็ดขาดของลี่ฝาน เขาเชื่อว่าหากลี่ฝานไม่ได้ทำเช่นนั้น ผิวเนื้อที่ถูกเปลวไฟสีเขียวกระเซ็นมาโดนต้องลุกลามออกไปอย่างรวดเร็วแน่นอน
หากลี่ฝานรีรอ มีแต่จะยิ่งทำให้ผิวเนื้อของเขาถูกกัดกร่อนเร็วขึ้น และจะทำให้เขาสูญเสียแขนข้างหนึ่งไปในเวลารวดเร็ว
“โหมวเฉิน ต้น์่ท้าย อาณาจักรเฮยเจ๋อ!”
เฟิงหลัวที่อยู่ข้างกันพอได้ยินคำพูดเกลี้ยกล่อมของลี่ฝานและหลิวเยี่ยนจึงมองไปยังผู้ฝึกลมปราณที่ถือกระบี่เปลวไฟสีเขียวด้วยดวงตาเ็า สีหน้าเคร่งขรึมถึงขีดสุด
เขาเป็คนของสำนักโลหิต สำนักโลหิตและวังยมบาลมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สำหรับผู้ฝึกลมปราณที่จะมาเยือนอาณาจักรหลีเทียน เขาจึงได้ยินได้ฟังมาเยอะ
โหมวเฉินก็คือคนหนึ่งที่ทำให้เขาจดจำได้ขึ้นใจที่สุด และเป็คนที่ควรระวังมากที่สุด
“ท่านรู้จักคนผู้นั้นรึ?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม
เขาไม่ได้สนใจคำเตือนของลี่ฝานและหลิ่วเยี่ยน ตอนที่เขาตัดสินใจตามเฟิงหลัวมาก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเผชิญหน้ากับอะไร
เขาไม่คิดที่จะถอยกลับ
“อืม เนี่ยเทียน อีกครู่เ้าเองก็ต้องระวังไอ้หมอนั่นให้ดี เขาชื่อโหมวเฉิน มาจากอาณาจักรเฮยเจ๋อ ตบะต้น์่ท้าย” เฟิงหลัวขมวดคิ้วมุ่น กล่าวด้วยเสียงทุ้มหนัก “ในบรรดาเก้าอาณาจักรของดินแดนดาวตก ผู้ฝึกลมปราณของอาณาจักรเฮยเจ๋อชั่วร้ายและรับมือได้ยากที่สุด ผู้ฝึกลมปราณหลายคนของอาณาจักรเฮยเจ๋อล้วนเชี่ยวชาญด้านพิษร้าย ปราณิญญาฟ้าดินที่พวกเขาใช้ในการฝึกบำเพ็ญตบะเดิมทีก็แฝงเร้นไว้ด้วยไอพิษอย่างที่อาณาจักรอื่นไม่มีอยู่แล้ว”
“นี่ทำให้ปราณิญญาของพวกเขาล้วนซุกซ่อนพิษร้ายแปลกประหลาดเอาไว้มากมาย ขอแค่ถูกพลังิญญาของพวกเขาสาดมาโดนตัวแล้วซึมเข้าไปในร่างกาย ถ้าเช่นนั้น...”
สายตาที่เฟิงหลัวมองไปยังลี่ฝานมีความนับถือเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน “เ้าต้องจำไว้ให้ดีว่า หากเ้าถูกเปลวไฟเขียวเข้มพวกนั้นกระเซ็นมาโดน เ้าก็ต้องทำเช่นเดียวกับลี่ฝาน นั่นคือเฉือนเนื้อส่วนนั้นทิ้งอย่างเด็ดเดี่ยว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นเ้าถึงจะลดระดับความเสียหายได้มากที่สุด และทำให้เ้ายังมีพลังเหลือในการต่อสู้”
“ยิ่งตัดสินใจไม่เฉียบขาดก็ยิ่งเฉือนเนื้อทิ้งไม่ได้ การกัดกร่อนที่พลังิญญาพิษร้ายมีต่อร่างกายก็จะยิ่งรุนแรง!”
พูดมาถึงตรงนี้ เฟิงหลัวก็ชักเอามีดยาวที่มีแสงสีเืเปล่งประกายออกมา บนร่างของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืเข้มข้น พริบตาเดียวก็พุ่งเข้าใส่โหมวเฉินแห่งอาณาจักรเฮยเจ๋อ
ผู้ที่โอบล้อมโจมตีโหมวเฉินมีลี่ฝาน หลิ่วเยี่ยน และผู้แข็งแกร่งต้น์่ท้ายคนหนึ่งของวังยมบาล บวกกับผู้แข็งแกร่งต้น์่ต้นอีกคนหนึ่งของอารามเสวียนอู้
ต่อให้ทั้งสี่คนรวมพลังกันโจมตี โหมวเฉินแห่งอาณาจักรเฮยเจ๋อผู้นั้นก็ยังรับมือได้สบายๆ อย่างเห็นได้ชัด
เป้าหมายหลักของโหมวเฉินมีเพียงผู้แข็งแกร่งจากวังยมบาลที่ชื่อว่าหงช่านซึ่งมีตบะต้น์เท่านั้น
อีกสามคนที่เหลือล้วนเป็เพียงต้น์่ต้น จึงไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาอย่างแท้จริง
รอบด้านโหมวเฉินมีเปลวเพลิงสีเขียวเป็กลุ่มก้อนลอยอยู่ เปลวเพลิงเส้นเล็กๆ เ่าั้คล้ายหิ่งห้อยที่บินอยู่ในความมืด ปลดปล่อยแสงสีเขียวแปลกตา ขยับเคลื่อนไหวต่อเนื่อง
ทว่าก็เพราะเปลวไฟสีเขียวเหล่านี้นี่เองที่ทำให้พวกลี่ฝานสามคนลำบากอย่างถึงที่สุด แม้แต่จะเข้าใกล้โหมวเฉินก็ยังทำไม่ได้
แถมบางครั้งเปลวเพลิงสีเขียวพวกนั้นยังปะทุออกแล้วไล่กวดพวกลี่ฝานสามคนราวกับมีชีวิตและจิตสำนึกเป็ของตัวเอง
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ พวกลี่ฝานสามคนจะต้องหน้าถอดสี หลบหนีอย่างบ้าคลั่ง กลัวว่าจะโดนเปลวเพลิงสีเขียวพวกนั้น
“ฟู่วๆ!”
และอยู่ๆ ก็มีเปลวเพลิงสีเขียวอีกเส้นหนึ่งสาดกระเซ็นออกมาใส่ตัวของผู้ฝึกลมปราณอารามเสวียนอู้
เมื่อเปลวไฟสีเขียวเข้ามาใกล้ คนของอารามเสวียนอู้ผู้นั้นก็ได้รวบรวมพลังิญญาของทั้งร่างให้กลายมาเป็หมอกสีขาวปกคลุมไปทั่วร่าง
ม่านแสงหมอกที่บางราวปีกจักจั่นทว่ากลับมีพลังป้องกันอย่างถึงที่สุดนั้นพอััโดนเปลวไฟสีเขียวกลับถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว
เปลวไฟสีเขียวไม่เพียงแต่สามารถกัดกร่อนเนื้อหนังมังสา แม้แต่ม่านแสงที่เกิดจากพลังิญญาก็ยังแทรกซึมเข้ามาได้
คนผู้นั้นหน้าเผือดสี รีบตัดขาดความเชื่อมโยงกับม่านแสงพลังิญญานั้นทันที แล้วถอยกรูดออกมาด้วยความลนลาน ถึงจะพอหลบพ้นเคราะห์ไปได้หวุดหวิด
ตอนที่คนของอารามเสวียนอู้ผู้นั้นมองไปยังเปลวเพลิงสีเขียวอีกครั้ง ั์ตาของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกระวนกระวาย
“ร้ายกาจจริงๆ เสียด้วย!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เวลานี้เขาสังเกตสถานการณ์การรบรอบด้านจึงพบว่าทางฝ่ายของลี่ฝานอันตรายมากที่สุด
และที่เฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตไม่ได้เลือกไปรับมือกับผู้แข็งแกร่งจากต่างอาณาจักรอีกสามคนที่เหลือ แต่เลือกเป้าหมายเป็โหมวเฉินก็คงเพราะมองออกว่าโหมวเฉินต่างหากถึงจะเป็คนที่น่ากลัวและรับมือได้ยากที่สุดในบรรดาคนทั้งสี่
“ฟิ้วๆๆ!”
เวลานี้แสงเจ็ดสีเป็กลุ่มๆ ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากเมืองคูน้ำผุพังแห่งนั้นอีกครั้ง ขณะเดียวกันคลื่นพลังงานแปลกประหลาดระลอกหนึ่งก็ลอยกระเพื่อมแผ่ออกไปรอบด้านอย่างเงียบเชียบ
ซากเมืองคูน้ำที่ล่องลอยไม่หยุดนิ่งส่ายไหวแล้วเปลี่ยนตำแหน่งอีกครั้ง
ทิศทางที่เมืองคูน้ำเคลื่อนมาตรงกับตำแหน่งที่เนี่ยเทียนยืนอยู่พอดี นั่นทำให้คลื่นพลังงานที่แผ่กว้างเคลื่อนมาโดนตัวเนี่ยเทียน
พอคลื่นพลังงานแปลกประหลาดััโดนตัวเนี่ยเทียน จุดแสงสีแดงเจ็ดจุดบนหลังมือของเขาก็เปลี่ยนมาเป็ร้อนแผดเผา
และเวลานี้เอง เขารู้สึกได้ว่าเจ็ดแสงสีแดงพวกนั้นคล้ายกำลังดูดซับอะไรบางอย่าง
เขารวบรวมสมาธิรับััอย่างละเอียด รู้สึกว่าจุดแสงที่กะพริบพราวอยู่ในภาพประตู์ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็เจิดจ้าสว่างไสว ยังเหมือนถูกนาบประทับอักขระโบราณที่แปลกประหลาดและซับซ้อนลงไปด้วย
เขาที่เต็มไปด้วยความสงสัยหันขวับไปมองเมืองคูน้ำที่ล่องลอยไม่อยู่นิ่ง แล้วก็รู้สึกว่าอักขระมากมายที่สลักอยู่บนกำแพงเมืองดูเหมือนจะลดน้อยลงไป
“หรือว่า...”
เขาพลันรู้สึกได้ว่าที่จุดแสงสีแดงทั้งเจ็ดดูดซับเอามาก็คืออักขระแปลกตาบนกำแพงเมือง
อีกอย่างก็มีเพียงผู้ที่มีภาพประตู์เท่านั้นถึงจะสามารถได้รับอักขระลึกลับจากเมืองคูน้ำ
เดิมทีภาพประตู์บนหลังมือของเขามีเพียงจุดเดียวที่เป็ของเขา
ตอนที่ตู้ฮวงตายไป จุดแสงสีแดงหกจุดที่มาจากตู้ฮวงจึงถูกเขาดูดซับเอามาแล้วกลายมาเป็จุดแสงอีกหกจุดบนหลังมือของเขา
ยิ่งจุดแสงมีมาก ตอนที่ซากเมืองคูน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงส่งระลอกคลื่นออกมา อักขระที่ได้รับก็จะยิ่งมีเยอะมากขึ้น
เนี่ยเทียนพลันเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที
นับั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ พวกผู้ฝึกลมปราณที่มาจากต่างอาณาจักรล้วนรู้ว่าเมื่อเข้ามาในประตู์แล้ว อาจจะต้องพบเจอกับเมืองคูน้ำพิศวงที่ลอยตัวแห่งนี้
และพวกเขาก็รู้ว่าบนกำแพงของเมืองมีรูปภาพและอักขระมากมายถูกสลักเอาไว้
เช่นเดียวกันพวกเขาก็เข้าใจด้วยว่าผู้ที่ยิ่งมีจุดแสงมากเท่าไหร่ พอมาถึงที่แห่งนี้ก็ยิ่งจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อให้ได้รับผลพวงที่มากกว่าเดิมตอนมาถึงที่นี่ พวกเขาถึงได้แยกย้ายกัน แบ่งขอบเขตกันสังหารผู้ฝึกลมปราณของเจ็ดสำนักแห่งอาณาจักรหลีเทียน
บางทีก่อนหน้าที่จะเข้ามาในนี้ คนพวกนี้ก็อาจทำข้อตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว
และเวลานี้เอง แรงดึงดูดรุนแรงระลอกหนึ่งได้ไหลกรากผ่านจุดแสงสีแดงทั้งเจ็ดที่เปล่งวาบเข้ามากลางใจของเนี่ยเทียน
เขาหันขวับไปมองเมืองคูน้ำผุพัง
เขาที่ยืนนิ่งอยู่นานััได้ว่าคลื่นพลังงานแปลกประหลาดค่อยๆ ถอนตัวกลับ แล้วหายไปช้าๆ และในที่สุดเขาจึงเป็ฝ่ายเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้เมืองคูน้ำนั้นด้วยตัวเอง
ขอแค่อยู่ในคลื่นพลังงานนั้น ต่อให้เขาไม่ทำอะไรสักอย่างก็ยังััได้อย่างชัดเจนว่าจุดแสงสีแดงทั้งเจ็ดบนหลังมือกำลังดูดซับอักขระลึกลับที่กระจายตัวอยู่ในคลื่นพลังงานอย่างเงียบเชียบ
อีกทั้งดูเหมือนว่ายิ่งเข้าไปใกล้มากเพียงใด คลื่นพลังงานที่ได้รับก็ยิ่งเข้มข้นมากเท่านั้น ผลประโยชน์ที่ได้รับก็ยิ่งมหาศาลมากขึ้น
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้แข็งแกร่งของแต่ละฝ่ายถึงยอมผ่านเส้นทางนองเืมารวมตัวกันอยู่ข้างเมืองคูน้ำแห่งนี้
เพราะว่ามีเพียงผู้ที่เข้าใกล้เมืองคูน้ำ ผู้ที่ได้รับจุดแสงสีแดงมากเท่านั้น ถึงจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
เดิมทีทุกคนล้วนเข้ามาใกล้เมืองคูน้ำได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรก็ยังสามารถใช้จุดแสงของตัวเองไปดูดซับอักขระลึกลับเ่าั้ได้
แต่ทุกคนล้วนเข้าใจดีว่า จุดแสงเ่าั้... สามารถแย่งชิงมาได้!
โดยเฉพาะผู้ฝึกลมปราณจากต่างอาณาจักรสี่คนที่คิดว่าตัวเองมีศักยภาพแข็งแกร่ง เมื่อพวกเขาเห็นว่าคนของอาณาจักรหลีเทียนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่อเก็บเกี่ยวโชควาสนาที่พวกเขามองว่าควรเป็ของตัวเองั้แ่ต้น แน่นอนว่าย่อมเปิดฉากสังหารทันที
การเข่นฆ่าของพวกเขายังเพื่อให้ได้รับจุดแสงสีแดงบนหลังมือของผู้ฝึกลมปราณอาณาจักรหลีเทียนด้วย เพราะ้าดูดซับอักขระลึกลับบนกำแพงเมืองมาให้มากที่สุด
เนี่ยเทียนเข้าใจกระจ่างแจ้ง เมื่อรู้ถึงความลึกลับนี้เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป
เขาค่อยๆ เข้าไปใกล้เมืองคูน้ำที่ล่องลอยทีละก้าว ยิ่งเข้าใกล้จุดที่พลังงานไหลเชี่ยวกราก เขาก็ยิ่งััได้ถึงความร้อนลวกของจุดแสงสีแดงทั้งเจ็ดบนหลังมือ
ขณะที่เขากำลังฮึกเหิมอยู่กับตัวเอง คลื่นพลังงานที่ลอยออกมาก็พลันหดกลับเข้าไปกะทันหัน
อักขระลึกลับที่ดูดซับมาซึ่งทำให้เขารู้สึกดีอย่างถึงที่สุดนั้นก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย
“เอ๊ะ!”
อีกฝั่งหนึ่ง ผู้ฝึกลมปราณของต่างอาณาจักรอีกคนเหลือบตามาเห็นเนี่ยเทียน ั์ตาของเขาพลันเผยความตะลึงระคนดีใจและละโมบ
เขาสังเกตเห็นว่าบนหลังมือของเนี่ยเทียนที่มีตบะเพียงท้าย์กลับมีจุดแสงถึงเจ็ดจุด
“หึหึ น่าสนใจ!” เขาจึงมองเนี่ยเทียนเป็เหยื่อทันที
-----
