กลิ่นโถมเข้ามากระทบประสาทััก่อนสิ่งอื่นใด
ไม่ใช่กลิ่นแอลกอฮอล์ที่คละคลุ้งทั่วห้องไอซียูเป็กิจวัตร ไม่ใช่กลิ่นพลาสติกจากสายน้ำเกลือ หรือกลิ่นโลหะเยียบเย็นของเข็มฉีดยา แต่เป็กลิ่นที่หนักอึ้งและคุกรุ่น...กลิ่นฝุ่นอิฐที่แหลกเป็ผง กลิ่นเืที่เริ่มแห้งกรังจับตัวเป็ลิ่มสีคล้ำ และกลิ่นหวานไหม้บางอย่างที่เธอจดจำได้แม่นยำ กลิ่นที่สัญชาตญาณรับรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาขบคิด
กลิ่นเนื้อไหม้ของมนุษย์
นิพาลืมตาขึ้น
เบื้องบนคือท้องฟ้าสีนิลกาลที่ถูกฉีกกระชากด้วยริ้วแสงสีส้มแดงจากทั่วทุกสารทิศ กลุ่มควันทะมึนลอยม้วนตัวสู่เบื้องบน ประหนึ่งมีใครบางคนกำลังเผาเมืองทั้งเมืองให้วอดวาย ตามมาด้วยเสียงกึกก้องหนักทุ้มเป็จังหวะ...เสียงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต เสียงที่สั่นะเืแผ่นดินใต้ร่างจนรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมทุกครั้งที่ดังขึ้น
เธอนอนอยู่บนพื้นปูน เศษกรวดและอิฐหักระคายแผ่นหลังผ่านเนื้อผ้าบางๆ
ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล
ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวอย่างเยือกเย็นราวกับกำลังบันทึกข้อเท็จจริง สมองที่คุ้นชินกับกะดึกอันยาวนานสอนให้รู้ว่าการตื่นตระหนกกลางความมืดโดยไม่รู้สถานการณ์รังแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ขั้นแรกคือการประเมิน ไม่ใช่การร่ำไห้ฟูมฟาย
เธอลองขยับนิ้ว
มันสั้นกว่า...ข้อต่อก็เล็กกว่า ทั้งยังมีกลิ่นกระวานและพริกไทยดำจางๆ ติดอยู่ตามซอกเล็บ ไม่ใช่กลิ่นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่เธอใช้ทุกครั้งก่อนตรวจคนไข้
นิพาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ศีรษะสั่นไหวเล็กน้อยจากแรงะเิที่ะเืมาถึงแม้จะอยู่ห่างไกล แล้วจึงก้มลงมองมือของตัวเอง
มือที่ปรากฏตรงหน้าเป็ของเด็กสาว...ผิวขาวอมเหลือง ไม่มีร่องรอยถลอกจากการสวมถุงมือเป็เวลานาน ไม่มีผิวแห้งแตกบริเวณข้อนิ้วจากการล้างมือแทบจะทุกสิบนาที เป็มือที่นุ่มนวลกว่า แต่ก็แข็งแรงในแบบที่แตกต่าง...แบบของคนที่คุ้นเคยกับการตำยา บดสมุนไพร และแบกกระสอบข้าวสาร
ไม่ใช่มือของฉัน
และวินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามา ราวกับประตูแห่งความทรงจำสองบานถูกเปิดออกพร้อมกัน บานหนึ่งคือชีวิตที่เธอคุ้นเคยดี อีกบานคือชีวิตที่เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเรียกมันว่าอะไร
ความทรงจำของสาวิตรี...บ้านหลังนี้ กลิ่นน้ำมันสนที่แทรกซึมในทุกอณูของเนื้อไม้ คำสอนของบิดาที่ก้องอยู่ในหู “ดูลักษณะลิ้น ตรวจลักษณะตา แล้วค่อยซักถามอาการ” ม้านั่งหน้าร้านที่ต้อนรับทั้งคนรวยและคนจนอย่างเท่าเทียม
ความทรงจำของนิพา...กะดึกที่เพิ่งออกเวร แก้วกาแฟเย็นในมือขวา แท็กซี่ที่จอดเทียบหน้าโรงพยาบาลรามาธิบดี แสงไฟจากรถบรรทุกที่พุ่งเข้ามาจากด้านข้างตรงทางแยก เสียงโลหะบดขยี้โลหะที่ดังสนั่นจนทุกสิ่งหยุดนิ่ง...ตามด้วยความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
ฉันตายไปแล้ว
แล้วก็ตื่นขึ้นมาที่นี่
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะสมองกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลพร้อมกัน ราวกับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกำลังรันสองโปรแกรม และสัญชาตญาณของแพทย์ก็สั่งการก่อนที่อารมณ์จะตามทัน...งานแรกไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่คือการประเมินสถานการณ์
ห้องที่เธออยู่คือร้านขายยา ตู้ยาไม้สักสองใบพังโค่นลงมา เศษขวดยาและสมุนไพรกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นกระเบื้องสีครีมเก่าซึ่งมีรอยร้าวพาดผ่านจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุม สมุดบันทึกปกสีน้ำตาลที่จดด้วยพู่กันจีนกองอยู่ใกล้เท้า กำแพงทิศเหนือพังทลายเป็ช่องโหว่ขนาดใหญ่ เผยให้เห็นท้องฟ้าที่ยังคุกรุ่นด้วยเพลิงา ฝุ่นปูนยังคงฟุ้งตลบในอากาศจนต้องหายใจอย่างระมัดระวัง
พลันเสียงครวญครางแ่เบาก็ดังขึ้นจากใต้ซากคานไม้ที่หักโค่น ห่างออกไปไม่ถึงสองเมตร
สัญชาตญาณแพทย์เข้าควบคุมก่อนที่ความรู้สึกส่วนตัวจะทำงาน
“ถ้ายังหายใจอยู่ ก็ยังมีโอกาสรอด” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะคลานตรงไปยังต้นเสียงทันที แม้เศษปูนแหลมคมจะบาดหัวเข่าจนเืซิบ เธอก็ไม่หยุด
ใต้คานไม้ที่หักโค่นลงมาสองท่อน ร่างของนายแพทย์สงวน สุขสวัสดิ์ วัยหกสิบปีนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น แขนซ้ายบิดเบี้ยวในมุมผิดธรรมชาติ เืสีคล้ำไหลซึมจากาแที่ขมับซ้าย ทิ้งริ้วรอยพาดผ่านใบหน้าที่เริ่มซีดเผือด ทว่าแผงอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลง...เขายังหายใจ แม้จะช้าและอ่อนแรง แต่ก็ยังไม่สิ้นใจ
ภาพความทรงจำของสาวิตรีถาโถมเข้ามาพร้อมความรู้สึกจุกแน่นในอก ชายชราผู้นี้คือคนที่เธอรักที่สุดในโลก นี่คือเสียงที่เคยสอนสั่ง คือมือที่กอบกุมเธอไว้ั้แ่จำความได้ คือคำว่า ‘พ่อ’ ที่มีความหมายมากกว่าตัวอักษรใดๆ ที่เธอเคยอ่าน
ทว่าในสายตาของดร.นิพา...ภาพที่เห็นกลับต่างออกไป
รอยเืที่ขมับบ่งชี้ถึงภาวะเืคั่งเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (Epidural Hematoma) แขนซ้ายคือกระดูกแขนท่อนปลายหักชนิดเคลื่อนที่ (Displaced Fracture of Radius-Ulna) สีผิวซีดเผือดทำให้เธอต้องวางสองนิ้วลงบนข้อมือของเขาเพื่อจับชีพจร
หกสิบแปดครั้งต่อนาที ช้ากว่าปกติ แต่ยังสม่ำเสมอ
ยังพอไหว
“พ่อคะ” เสียงเรียกนั้นหลุดจากริมฝีปาก ทว่าความรู้สึกกลับเหมือนดังมาจากคนสองคนพร้อมกัน “พ่อได้ยินไหมคะ”
ปลายนิ้วของชายชรากระดิกตอบ ไม่ใช่ทั้งมือ เป็เพียงปลายนิ้ว...แค่นั้นก็พอแล้ว
เสียงะเิภายนอกเริ่มเบาบางลง แต่ยังไม่เงียบสนิท เสียงเครื่องบินยังคงวนเวียนอยู่เหนือศีรษะ เสียงหึ่งๆ ต่ำๆ สั่นะเืในอก ทำให้ขบกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว มันเป็เสียงแปลกปลอมที่ไม่ควรจะดังขึ้นในเมืองที่เคยสงบสุขแห่งนี้
ภาพความทรงจำของสาวิตรีฉายชัดขึ้นมา...วันที่แปดธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ มีข่าวลือมาหลายวันว่าญี่ปุ่นจะบุก เมื่อคืนมีเสียงปืนดังมาจากทางสนามบิน แล้วทุกอย่างก็โกลาหลก่อนรุ่งสาง
ขณะที่ดร.นิพา...กลับมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งผุดขึ้นจากคลังความทรงจำที่แม่นยำกว่า...ญี่ปุ่นบุกไทยในวันเดียวกับที่โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ประเทศไทยยอมจำนนภายในสิบสองชั่วโมง กลายเป็พันธมิตรของฝ่ายอักษะอย่างเป็ทางการ แต่ขบวนการเสรีไทยก็ได้ก่อตัวขึ้นอย่างลับๆ เพื่อต่อต้าน และาโลกครั้งที่สองจะจบลงในปี ๒๔๘๘
ฉันรู้ว่าาจะจบ
แต่ยังมีคนอีกนับพันที่จะต้องตายก่อนวันนั้นจะมาถึง
และถ้าฉันต้องติดอยู่ในร่างนี้ไปจนถึงวันนั้น...
ฉันจะทำอย่างไรกับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่ล้ำหน้าเกินกว่าใครในยุคนี้จะจินตนาการได้
เธอปัดความคิดนั้นไปเก็บไว้ในส่วนลึกของใจ ตอนนี้เื่สำคัญที่สุดคือพ่อ
ตู้ยาใบที่รอดพ้นจากการพังทลาย ในลิ้นชักบนสุดมีผ้าพันแผลที่เคยขาวสะอาด บัดนี้กลับอมเหลืองตามกาลเวลา เธอกวาดมันออกมาทั้งหมด กดลงบนแผลที่ขมับด้วยแรงสม่ำเสมอ ฝ่ามือที่ไม่คุ้นเคยกลับขยับได้อย่างคล่องแคล่วเกินคาด อาจเพราะกล้ามเนื้อมีความทรงจำของมันเอง หรืออาจเพราะสัญชาตญาณแพทย์ที่ฝึกฝนมานับสิบปีไม่มีวันจางหายไป ไม่ว่าจะอยู่ในร่างของใครก็ตาม
ปัญหาต่อไปคือแขนซ้ายที่หัก
ในโรงพยาบาลมีเครื่องเอกซเรย์ มีเฝือกปูน มีมอร์ฟีนฉีดเข้าเส้น และมีผู้ช่วยอีกอย่างน้อยสองคน
ที่นี่มีแค่ผ้ากับเศษไม้ และฉันคนเดียว
แต่หลักการดึงกระดูกให้เข้าที่ (Closed Reduction) ก็ยังเหมือนกันทุกยุคสมัย กระดูกต้องกลับไปอยู่ในแนวเดิม ไม่เช่นนั้นจะเชื่อมกันผิดรูปและอาจกดทับเส้นประสาท
โชคดีที่กายวิภาคศาสตร์ยังฝังแน่นอยู่ในหัว
“พ่อจะเจ็บหน่อยนะคะ” เธอกระซิบ “แต่มันจำเป็”
เธอใช้มือข้างหนึ่งกดแผลที่ขมับไว้ ขณะที่อีกข้างหนึ่งออกแรงจัดกระดูกให้กลับเข้าที่ นายแพทย์สงวนเปล่งเสียงร้องสั้นๆ แหบพร่าจากลำคอด้วยความเ็ปจนขากรรไกรค้าง...ก่อนจะหมดสติไป
ซึ่งในแง่หนึ่งก็นับว่าดี
เธอใช้เศษกระดานสองอันกับผ้าที่เหลือทำเฝือกชั่วคราวให้เขา ก่อนจะจับชีพจรอีกครั้ง
เจ็ดสิบสองครั้งต่อนาที...ดีขึ้นแล้ว
นิพานั่งลงข้างร่างพ่อบุญธรรม ทอดสายตามองผ่านช่องโหว่ของกำแพง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีนิลกาฬเป็สีเทาหม่นทางทิศตะวันออก ควันดำทะมึนก่อตัวเป็กลุ่มก้อนลอยขึ้นมาจากทิศนั้น เสียงปืนยังคงดังขึ้นเป็ระยะๆ ไม่เป็จังหวะ เหมือนการต่อสู้ที่ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ
ฉันอยู่ในกรุงเทพฯ ปีพ.ศ. ๒๔๘๔
ในร่างของลูกสาวนายแพทย์วัยยี่สิบปี
พ่อของเธอาเ็สาหัสและ้าโรงพยาบาล ซึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเปิดทำการอยู่หรือไม่
และา...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
เธอมองดูมือตัวเองอีกครั้ง คราบเืแห้งกรังสีน้ำตาลแดงยังคงติดอยู่บนนิ้วชี้และนิ้วกลาง ตัดกับสีผิวขาวผ่อง
ในโลกของเธอ ปี 2567...ทีมสี่คน อุปกรณ์ครบมือ เืสำรองเต็มตู้ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคืนที่พวกเขาช่วยทุกคนไว้ไม่ได้
แล้วนี่คือ...
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง เสียงหัวเราะแห้งๆ ราวกับเพิ่งเข้าใจว่าเื่ตลกที่เผชิญอยู่นั้น มันใหญ่เกินกว่าที่คาดไว้มาก
ถ้าจะท้อ ก็ควรรอให้มีเวลาจะท้อเสียก่อน
---
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำเศษปูนดังขึ้นจากทางด้านหน้า
นิพาตวัดสายตาขึ้นมอง มือซ้ายยันพื้นเตรียมพร้อม ขณะที่ดวงตากวาดสำรวจหารอบกาย...หาทุกสิ่งที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้
เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่กลางช่องโหว่ของกำแพง รูปร่างของเขาตัดกับท้องฟ้าสีเทาเื้ั...สูงเกินกว่าจะเป็ทหารญี่ปุ่น ทั้งรูปแบบเสื้อผ้าก็แตกต่าง แต่ก็ไม่ใช่พลเรือนธรรมดาทั่วไป
ท่ายืนของเขามั่นคง...ไม่เหมือนคนที่กำลังหนีตาย หรือหวาดกลัวต่อเสียงะเิ มันคือท่วงท่าของคนที่เลือกจุดที่จะยืน ด้วยเหตุผลของตนเอง
เืซึ่งซึมจากรอยฉีกขาดบนอกซ้าย ทำให้ผ้าเนื้อหยาบสีครามชุ่มเป็วงกว้าง เขายืนทรงตัวอยู่ได้ด้วยมือข้างหนึ่งที่เกาะขอบกำแพงไว้ ลมหายใจถูกผ่อนเข้าออกอย่างเชื่องช้าและจงใจ...เป็ลมหายใจของคนที่รู้ดีว่าหากรีบร้อน มันจะเ็ปกว่านี้อีกหลายเท่า
สายตาคู่คมกริบจับจ้องมาที่เธอ ไม่ใช่แววตาของคนร้องขอความช่วยเหลือ หากแต่เป็สายตาของคนที่กำลัง ประเมิน สถานการณ์ จัดเรียงข้อมูล และตัดสินใจ...ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน
"ร้านยาของนายแพทย์สงวนใช่หรือไม่"
น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย...เพราะความเ็ป ไม่ใช่ความหวาดกลัว นิพาฟังความแตกต่างนั้นออก
"ใช่" เธอตอบโดยยังไม่ลุกขึ้น "และนายแพทย์สงวนก็าเ็สาหัส คุณต้องรอ"
เขาเหลือบมองร่างของนายแพทย์สงวนเพียงชั่ววินาทีด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง
"าแที่หน้าอก" เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ เหมือนกำลังรายงานสภาพอากาศ ไม่ใช่เื่ความเป็ความตายของตัวเอง "ถ้ารักษาไม่ได้ก็บอกมาตรงๆ"
นิพาลุกขึ้นเต็มความสูง เดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขา วางมือลงบนแผ่นอก กดสำรวจรอบขอบแผลอย่างเป็ระบบ แผลฉกรรจ์ยาวราวสิบเิเพาดผ่านซี่โครงซี่ที่สี่ด้านซ้าย ขอบแผลมีรอยไหม้เล็กน้อยจากความร้อนของสะเก็ดะเิ
เธอแนบหูลงฟังเสียงลมหายใจ
เสียงจากปอดขวาชัดเจนกว่าข้างซ้ายเล็กน้อย แต่ยังคงได้ยินเสียงลมเข้าออกทั้งสองข้าง
ปอดยังพองตัว...ยังไม่ถึงขั้นภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศและความดันบวก ถ้าดูแลแผลดีพอ...ยังมีโอกาส
"ไปนั่งตรงนั้น" เธอชี้ไปยังม้านั่งไม้ตัวยาว "ห้ามนอนราบ ห้ามหายใจลึก ถอดเสื้อออก"
ชายหนุ่มจ้องหน้าเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะทำตามโดยไม่อิดออดหรือเอ่ยถามสักคำ
นิพาหันกลับไปที่ตู้ยา กวาดตามองหาทุกสิ่งที่มีด้วยสายตาของแพทย์ ไม่ใช่ลูกสาวเ้าของร้านยา...ผ้าพันแผล น้ำสะอาดในโอ่งหลังร้าน และน้ำมันสนที่เหลืออยู่ครึ่งขวด
น้ำมันสน...มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้พอสมควร ในห้องผ่าตัดยุคของเธอคงไม่มีใครกล้าใช้ แต่ในสนามรบ...กระทั่งวิสกี้ยังเคยถูกใช้เป็ยาฆ่าเชื้อ ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
เธอกลับไปหาเขา เริ่มทำความสะอาดแผลด้วยน้ำ ก่อนจะบรรจงใช้ผ้าชุบน้ำมันสนเช็ดรอบขอบแผลอย่างแ่เบา เขาเพียงแค่ระบายลมหายใจออกทางจมูกเมื่อของเหลวััเนื้อสด แต่ร่างกายไม่ไหวติง
มือของเธอยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปากเอ่ยถามขึ้น...ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็น แต่ทุกคำตอบคือข้อมูลทางคลินิกที่จำเป็
"โดนอะไรมา"
"สะเก็ดะเิ"
"ั้แ่เมื่อไหร่"
"ราวหนึ่งชั่วโมง"
หนึ่งชั่วโมง...ยังเดินมาเองได้ พูดจาฉะฉาน สติสัมปชัญญะครบถ้วน...ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก
"คุณทำงานอะไร"
ความเงียบคือคำตอบ
นิพาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นเพียงจ้องตอบกลับมานิ่งๆ...ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ตอบ
นั่นคือคำตอบในตัวมันเอง
"ชื่ออะไร"
"สรวิชญ์"
"ฉันวิตรี" เธอตอบกลับไปโดยใช้ชื่อของเ้าของร่างนี้อย่างเป็ธรรมชาติ "ลูกสาวของนายแพทย์สงวน"
"รู้"
มือของเธอชะงักค้างไปชั่วอึดใจ
เขารู้จักพ่อ...หรือรู้จักวิตรีมาก่อนแล้ว การที่เขายังเจาะจงมาที่นี่ ในคืนแรกที่าปะทุขึ้น...มันหมายความว่าอะไรกันแน่
นิพาพันผ้าต่อไปเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยถาม "มาหาอะไร"
"ยาสำหรับผู้าเ็"
ยาสำหรับผู้าเ็
สี่คำเรียบง่าย แต่กลับทิ้งช่องว่างระหว่างถ้อยคำเอาไว้มากมาย...มีกี่คน อยู่ที่ไหน แล้วทำไมเขาถึงต้องมาด้วยตัวเองทั้งที่าเ็อยู่เช่นนี้
ประสบการณ์แพทย์ฉุกเฉินสิบปีสอนให้เธออ่านสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัด สิ่งที่คนไข้ไม่ได้พูดออกมาเพราะความกลัว ความเ็ป หรือเหตุผลอื่นที่ซับซ้อนกว่านั้น
"ยาที่นี่มีจำกัด" เธอเอ่ยเสียงเรียบ "และพ่อฉัน้าโรงพยาบาล ฉันต้องดูแลท่านก่อน"
"รู้"
เป็ครั้งที่สองที่เขาเอ่ยคำเดิมด้วยน้ำหนักเท่าเดิม
"แต่ถ้าเราไม่ช่วยกัน" เขาพูดต่อ น้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น ราวกับกำลังแจ้งข้อเท็จจริง ไม่ใช่การวิงวอน "คนที่อยู่ข้างนอกจะไม่มีวันได้เห็นรุ่งเช้า"
นิพาผูกปมผ้าเป็ปมสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา
คนที่มาหายาในคืนที่าเพิ่งปะทุ เดินทางมาด้วยตัวเองทั้งที่าเ็ รู้จักร้านยาแห่งนี้ รู้จักพ่อ รู้จักชื่อสาวิตรี พูดน้อยอย่างจงใจ และแววตาเช่นนั้น—
ย่อมไม่ใช่พลเรือนธรรมดา
สรวิชญ์สบตาเธอ ไม่วิงวอน ไม่ร้องขอ ไม่ข่มขู่ เพียงบอกเล่าความจริงเหมือนแพทย์ผู้แจ้งพยากรณ์โรคที่ไร้ทางเลี่ยง
"มีผู้าเ็กี่คน" เธอถาม
"สิบสอง"
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก
สิบสองคน
ในโกดังร้างสักแห่งกลางกรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปลี่ยนเ้าของในชั่วข้ามคืน
กับยาแผนโบราณ และแพทย์ที่เพิ่งตายแล้วฟื้นขึ้นมาในร่างของเด็กสาววัยยี่สิบ
ในพ.ศ. 2567... แม้จะมีทั้งทีมและระบบที่พร้อมสรรพ บางครั้งเธอยังช่วยทุกคนไว้ไม่ได้
แต่ถ้าเธอไม่ไป ก็จะไม่มีใครไปเลย
เธอเหลือบมองนายแพทย์สงวนที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่เื้ั ชีพจรคงที่ สีผิวดีขึ้นกว่าเมื่อครู่...ท่านยังปลอดภัยดี
ความทรงจำของสาวิตรีนำพาเสียงของบิดาดังขึ้นมาในหัว เสียงที่สั่งสอนเธอมาั้แ่จำความจนกลายเป็ส่วนหนึ่งของจิติญญา "หมอที่ดีรักษาคนที่อยู่ตรงหน้า แต่หมอที่ยิ่งใหญ่รักษาคนที่ยังมองไม่เห็น"
เธอเดินตรงไปยังตู้ยา เปิดลิ้นชักออกทีละชั้นอย่างคล่องแคล่ว กวาดสิ่งที่จำเป็ใส่ถุงผ้า ทั้งผ้าพันแผล น้ำมันสน ยาผง เชือกเส้นเล็ก และกรรไกรตัดหนัง
"ฉันไปด้วย"
เธอเอ่ยโดยไม่หันไปมอง แต่ััได้ว่าเขาไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
สรวิชญ์เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย ประหนึ่งคาดการณ์คำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว
ทั้งสองเดินไปยังช่องโหว่ของกำแพงด้านหน้าร้าน
และแล้วเสียงก้าวเท้าหนักๆ ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากถนนด้านนอก จังหวะการเดินที่สม่ำเสมอและเป็ระเบียบนั้นบ่งบอกถึงผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
สรวิชญ์หยุดนิ่งในทันที มือซ้ายยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะขยับนิ้วสามครั้งเป็สัญญาณ
นิพาเข้าใจความหมายนั้นในทันที แม้ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ราวกับเป็สัญชาตญาณ
อย่าขยับ
เธอยืนตัวแข็งทื่อ ฟังเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา...หยุดชะงัก...แล้วค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปทีละก้าว จนกระทั่งเลือนหายไปกับสรรพเสียงของเมืองที่ยังคงสับสนวุ่นวาย
สรวิชญ์เริ่มขยับตัวอีกครั้ง
ในแสงอรุณแรกที่ลอดผ่านรอยแตกของผนัง เผยให้เห็นรอยแผลฉกรรจ์บนหน้าอกเขาชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับร่องรอยความอ่อนล้าที่มุมตาซึ่งเขาพยายามซุกซ่อนไว้ และเผยให้เห็นอีกสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อพลเรือนซึ่งเผยอออกตอนที่เขาขยับมือ
มันไม่ใช่อาวุธ
ไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาจึงต้องออกมาเสี่ยงชีวิตในคืนนี้
แต่มันเป็สิ่งที่ทำให้นิพาตระหนักได้ในทันทีว่า ชายหนุ่มผู้นี้...หากถูกทหารที่เดินลาดตระเวนเมื่อครู่จับได้ เขาจะไม่มีโอกาสได้แก้ต่างใดๆ ทั้งสิ้น
เธอเก็บภาพนั้นไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ เคียงข้างคำถามอีกนับสิบข้อที่ยังคงไร้คำตอบ
แล้วเดินตามเขาออกไปสู่รุ่งอรุณที่ยังคุกรุ่นด้วยไฟา
สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าคืออะไร เธอไม่อาจรู้
แต่มีสองสิ่งที่เธอรู้แน่ชัด
ประการแรก...ชายผู้นี้เป็มากกว่าทหาร
ประการที่สอง...ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่อาจพึ่งพาเพียงลำพังได้อีกต่อไปแล้ว
และนั่นคือสิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุด
