ด้านลู่ชิงกับครอบครัวหลังจากที่นำน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไปเสนอทำการค้ากับเถ้าแก่หง ยามเช้าของวันที่สองยังไม่ถึงกำหนดวัน ที่นัดเจอกันไว้กลับกลายเป็ว่า เถ้าแก่หงมาหาพวกเขาถึงแผงขายอาหาร เพราะ้ามาให้คำตอบว่า ตนตกลงทำการค้าตามข้อเสนอของลู่ชิง โดยให้นำหนังสือสัญญาการค้า ไปให้เขาลงชื่อที่ร้านหลังจากลู่ชิงขายของหมดเรียบร้อยแล้ว
เถ้าแก่หงที่ได้รับรายงานจากหลงจู๊ของร้านผ้า ทั้งสามสาขาที่ให้ลองเอาน้ำยาปรับผ้านุ่มนี้ไปทดลองขาย เพียงแค่วันเดียวลูกค้ากลับมาถามถึงน้ำยาชนิดนี้มากมาย จนหลงจู๊ของร้านต้องยอมให้พวกเขาลงชื่อจองสินค้าไว้ก่อน เมื่อสินค้าส่งไปแล้วทางร้านจะแจ้งให้ลูกค้ามารับตามลำดับการจอง ซึ่งลูกค้าทุกคนที่ลงชื่อจองไว้ ได้จ่ายค่ามัดจำครึ่งหนึ่งเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ว่าตนเองจะได้รับสินค้าแน่นอน ถึงจะทำเช่นนั้นแต่พวกเขาก็เชื่อใจร้านค้าของเถ้าแก่หงอยู่แล้ว
ลู่ชิงจึงให้บิดากับลู่จื้อถือหนังสือสัญญา ไปพบเถ้าแก่หงพร้อมนำสินค้าไปส่งจำนวนสองร้อยห้าสิบขวด ซึ่งเป็ขวดใบใหญ่ทั้งสิ้น นอกจากนี้เถ้าแก่หงยังได้แบ่งกำไร จากสินค้าทดลองขายฝากมากับบิดาถึงห้าสิบตำลึงทอง ลู่ชิงจึงมอบให้มารดาเก็บไว้ ต่อไปก็แค่รอรับส่วนแบ่งกำไรและนำสินค้าไปส่งให้เถ้าแก่หงเท่านั้น
ตอนนี้ผ่านมาสิบห้าวันแล้ว นายช่างหานทำการปรับปรุงร้านตามแบบที่ให้ไว้ได้ดีมาก วันนี้ลู่ชิงกับครอบครัวจึงไปตรวจรับงานที่ร้าน หากไม่มีตรงไหนต้องปรับแก้แล้ว พวกเขาจะได้เอาของออกมาตกแต่งร้าน และจ่ายเงินที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้นายช่างหาน จากนั้นสถานที่ต่อไปก็เป็การสร้างบ้านของครอบครัวพวกเขาเสียที
“นายช่างหานกำลังเก็บของกันอยู่หรือขอรับ” ลู่เวินที่เดินเข้ามาเห็นนายช่างหาน กำลังช่วยคนงานเก็บอุปกรณ์ทำงานอยู่จึงเอ่ยถามขึ้น
“อ้อ พวกท่านมากันแล้วหรือข้านึกว่ายังขายอาหารไม่เสร็จ จึงช่วยคนงานเก็บพวกอุปกรณ์และเศษไม้ชิ้นใหญ่ที่หล่นบนพื้น ในเมื่อพวกท่านมาแล้วก็ตรวจดูร้านก่อนเถิด หากมีตรงไหนต้องแก้จะได้ลงมือกันทันที” นายช่างหานที่มารอครอบครัวสวีอยู่ที่ร้านก็ช่วยคนงานเก็บเศษไม้ไปทิ้ง
“ท่านพ่อกับนายช่างหานขึ้นไปตรวจชั้นบนนะเ้าคะ ส่วนข้ากับท่านแม่และพี่ชายจะตรวจดูด้านล่าง และห้องครัวเองเ้าค่ะ” ลู่ชิงแบ่งกันเป็กลุ่มเพื่อง่ายต่อการเดินตรวจรับงาน
เมื่อแบ่งกลุ่มแล้วก็แยกกันไปบนชั้นสองต่อเติมเป็ห้องนอนสองห้อง ห้องนอนจะมีเตียงไม้หลังใหญ่ บุรุษสองคนสามารถนอนได้โดยไม่เบียดกัน แต่ลู่ชิงบอกไว้แล้วว่าจะเอาเตียงออกมาวางเพิ่มทีหลัง ท่านพ่อกับพี่ชายนอนด้วยกันห้องหนึ่งลู่ชิงนอนกับท่านแม่อีกห้อง ส่วนพื้นที่ด้านนอกจะเป็ที่นั่งพักผ่อนของครอบครัวหลังเลิกงาน ซึ่งทุกคนต่างชื่นชอบที่ตรงนี้มาก เนื่องจากมันสามารถใช้นั่งทานอาหารได้นั่นเอง
ชั้นล่างฟางซินกับบุตรสาวเข้าไปตรวจดูภายในห้องครัว ที่ดูกว้างขวางวางโต๊ะได้สบายหน้าต่างบานใหญ่เปิดโล่งระบายอากาศ ถัดออกไปด้านหลังครัวจะมีห้องน้ำสองห้อง และพื้นที่โล่ง ๆ สำหรับจอดเกวียนวัว
ลู่จื้อและลู่เสียนช่วยกันตรวจดูพื้นทางเดินในร้าน ตามฝาผนัง หน้าต่าง เพื่อดูว่าแข็งแรงทนทานไม่พังง่าย ด้านหน้าร้านมุมขวามือก็เตรียมพื้นที่สำหรับวางซุ้มเล็ก ๆ เพราะลู่ชิงบอกว่าจะขายน้ำหลากสี
ทุกคนตรวจดูร้านเรียบร้อยทุกอย่างล้วนไม่มีการปรับแก้อีก ลู่เวินจึงจ่ายเงินมัดจำที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ให้นายช่างหานและบอกว่าพักสักสองสามวัน ค่อยเริ่มสร้างบ้านของพวกเขาก็ได้ แต่ไม่ลืมเชิญนายช่างหานมาร่วมงานวันเปิดร้าน ในอีกห้าวันข้างหน้าซึ่งนายช่างหานเองก็ตอบรับคำเชิญเอาไว้แล้ว
“เอาล่ะทุกคน พวกเรามาช่วยกันทำความสะอาดเสียก่อน น้องหญิงเ้ากับชิงเอ๋อร์ขึ้นไปทำที่ชั้นบนนะ เพราะไม่ค่อยสกปรกส่วนด้านล่างพี่กับเ้าใหญ่เ้ารองจะช่วยกันทำเอง” ลู่เวินให้ฟางซินกับลู่ชิงไปทำความสะอาดชั้นบน เพราะถูกเก็บกวาดไปพอสมควรแล้ว
“แบ่งหน้าที่อย่างที่ท่านพ่อว่ามาก็ได้เ้าค่ะ ข้ากับท่านแม่จะช่วยกันทำ้าเอง จะได้เอาเตียงออกมาเพิ่มในห้องของท่านพ่อ รวมถึงพวกฟูกนอน หมอน ผ้าห่มและโต๊ะสำหรับนั่งพักผ่อนตรงด้านนอก พอพรุ่งนี้พวกเราขนของมาที่ร้าน ก็นอนได้เลยไม่ต้องมานั่งจัดกันอีก” ลู่ชิงบอกถึงสิ่งที่นางจะนำออกมาใช้บนห้องชั้นสอง
“พวกเราแล้วแต่ชิงเอ๋อร์จะตัดสินใจ เอาล่ะแยกย้ายกันไปทำความสะอาด เสร็จแล้วเราจะได้กลับบ้านไปเก็บของ เตรียมย้ายมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้กัน” ลู่เวินกำชับคนในครอบครัวอีกครั้ง
กว่าทุกคนจะทำความสะอาดเสร็จ และกลับมาถึงบ้านก็เลยยามอู่ไปเล็กน้อย แต่พวกเขาทานมื้อเที่ยงระหว่างที่นั่งเกวียนกลับมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนของในบ้านก็ไม่ได้มีของมีค่าอันใด จึงใช้เวลาเก็บไม่นาน ตอนนี้ทุกคนกำลังนั่งพักเหนื่อย เนื่องจากครึ่งวันเช้าพวกเขาใช้เวลาไปคุ้มค่ามาก ลู่ชิงจึงเอาน้ำในบ่อวิเศษมาให้ดื่ม พอช่วยให้ร่างกายหายเหนื่อยล้าไปได้เยอะทีเดียว
“พี่ใหญ่พี่รองเ้าคะ สหายของพวกท่านมีคนในครอบครัวกันกี่คนเ้าคะ” ลู่ชิงเอ่ยถามกับลู่จื้อเื่ครอบครัวของสหายพี่ชาย
“จำนวนคนในครอบครัวหรือชิงเอ๋อร์ เ้าถามเื่พวกนี้ไปทำไมกันล่ะ หรือว่าเ้าคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้อีกแล้วใช่หรือไม่” ลู่จื้อที่ได้ยินคำถามนี้ของน้องสาวก็มีอาการงุนงงเกิดขึ้นเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรมากหรอกเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้ากำลังคิดว่าถ้าจะจ้างสหายของพวกท่านสองคน ไปเป็คนงานที่ร้านช่วยยกน้ำ ยกอาหาร เก็บโต๊ะ ล้างจานโดยจะให้ค่าจ้างเป็รายเดือน พี่ใหญ่คิดว่าดีหรือไม่เ้าคะ” ลู่ชิงบอกถึงเหตุผลที่นางถามถึง จำนวนคนในครอบครัวสหายของพี่ชาย
“ชิงเอ๋อร์!! เ้าบอกว่าจะจ้างสหายของพี่ไปทำงานที่ร้านของเรา และจ่ายค่าจ้างเป็รายเดือนอีกเ้าพูดจริงหรือไม่” ลู่จื้อลุกขึ้นนั่งและถามกลับน้องสาวเพื่อความมั่นใจ ว่าได้ยินไม่ผิดลู่เสียนเองก็เช่นกัน
“ย่อมเป็ความจริงสิเ้าคะพวกท่านลองคิดดู ถ้าเปิดร้านจริง ๆ แล้วมีแค่พวกเราห้าคน ทำหน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน จะเหนื่อยขนาดไหน ข้าถึงได้คิดจะจ้างคนมาช่วยงานเพิ่ม ทุกคนจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป จึงได้ถามเื่จำนวนคนในครอบครัวสหายของพวกท่านอย่างไรเล่า” ลู่ชิงคิดว่าถ้าต้องวิ่งไปวิ่งมาทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันร่างกายจะรับไม่ไหวเอาได้
“งั้นพี่ใหญ่จะบอกเ้าเองครอบครัวของเว่ยหลินมีห้าคน ส่วนครอบครัวกวงเหอมีหกคนแต่พี่สาวของกวงเหอแต่งงานออกเรือนไปแล้วล่ะ” ลู่จื้อบอกถึงจำนวนคนในครอบครัว ของสหายทั้งสองของตน และรู้สึกขอบคุณน้องสาวผู้นี้ที่คิดถึงสหายของตนก่อนคนอื่น
ลู่เสียนถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิด แม้จะมีอาชีพเสริมมีรายได้เพิ่ม แต่ด้วยจำนวนคนในครอบครัวจะเพียงพอได้อย่างไร
“ส่วนสหายพี่รองครอบครัวตงเจ๋อมีหกคนเช่นกัน ครอบครัวซุนอวี้มีสี่คน น้องเล็กเ้าจะจ้างสหายของพวกเราไปช่วยงานแน่นะ”
“โธ่ ข้าก็บอกพวกพี่แล้วว่า้าคนช่วยงานนี่เ้าคะ พวกท่านสองคนคิดว่าที่ถามอยู่นี่คือการพูดล้อเล่นหรืออย่างไร อย่ามามองข้าเช่นนั้นนะเ้าคะอยากจะไปบอกข่าวดีกับสหายก็รีบไปสิ มาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องหน้าเหมือนคนไม่เชื่อประเดี๋ยวก็เปลี่ยนใจเสียนี่” ลู่ชิงพูดออกจะจริงจังปานนั้น ทำไมพวกพี่ชายดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อที่ตนพูดเลยล่ะ
“จื้อเอ๋อร์ เสียนเอ๋อร์ อย่าจ้องหน้าน้องสาวพวกเ้าเช่นนี้นะ ที่นางพูดมาเพราะ้าช่วยสหายของพวกเ้าสองคน ให้มีรายได้มาช่วยครอบครัวอีกทาง เพราะค่าจ้างรายเดือนย่อมได้เยอะมากกว่า ส่วนอาชีพเสริมที่พวกเขาทำอยู่ ก็ให้คนในครอบครัวที่เหลือช่วยกันทำก็ได้ มีรายได้สองทางเช่นนี้มันดีมากกว่ามิใช่หรือ” ฟางซินที่เห็นบุตรชายมองหน้าน้องสาว เหมือนคนไม่แน่ใจเช่นนั้น จึงรีบพูดขยายความให้พวกเขาฟัง
“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ น้องเล็ก ขอบใจเ้าแทนสหายของพวกพี่มากนะถ้าพวกเขารู้ คงจะดีใจจนร้องไห้ก็เป็ได้ น้องรองพวกเราแยกย้ายไปบอกสหายกันเถอะ” ลู่จื้อแค่อยากจะแกล้งน้องสาวเท่านั้นแหละ
“ขอรับพี่ใหญ่ พวกเรารีบไปกันเถอะ แล้วไปเจอกันที่เดิมนะขอรับพี่ใหญ่” ลู่เสียนบอกสถานที่นัดหมายของพวกเขาก่อนจะแยกกันไป
“ชิงเอ๋อร์ของพ่อช่างคิดอ่านรอบคอบนัก หากไม่มีคนมาช่วยงานพวกเราแล้วละก็ แค่พวกเราห้าคนคงจะหัวหมุน ทำอะไรไม่ทันเป็แน่” ลู่เวินเอ่ยชื่นชมบุตรสาว
“ชิงเอ๋อร์คงคิดเื่นี้เอาไว้ก่อนแล้วกระมัง แต่เพราะเหตุใดถึงเลือกสหายของพี่ชายเ้ามาช่วยงานเล่า พอจะบอกเหตุผลของเ้าได้หรือไม่ลูก” ฟางซินคิดว่าบุตรสาวคงคิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนเหตุผลที่เลือกสหายของบุตรชาย นางเชื่อว่าบุตรสาวได้คิดอ่านมาอย่างดีแล้ว
“เพราะว่าสหายของพี่ชาย ต่างคุ้นเคยกันและรู้จักนิสัยใจคอของพวกเขามากกว่าคนอื่นเ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าข้ารังเกียจคนอื่น แต่เื่ของบางอย่างในร้าน ถ้าเป็คนที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอ เกรงว่าพวกเขาจะเอาไปพูดต่อ จนทำให้พวกเราเป็อันตรายได้ ฉะนั้นจึงได้เลือกสหายของพี่ชาย อย่างน้อยพวกเขาสามารถพูดคุยขอร้องกันง่ายกว่า ส่วนคนอื่นในหมู่บ้านเอาไว้พอคิดสินค้าใหม่ ๆ ได้ ค่อยให้พวกเขาทำทีหลังเ้าค่ะ” ที่นางเลือกสหายพี่ชาย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาไม่ยุ่งเื่ส่วนตัวของผู้อื่น และทุกคนยินดีคบหากับพี่ชาย ไม่มีความคิดเอาเื่อดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน
ลู่จื้อและลู่เสียนไปหาสหาย ไม่ได้ต่างกันกับครั้งที่มาพูดเื่อาชีพเสริม จนตอนนี้พวกเขามายืนพร้อมหน้ากัน ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว
“นี่อาจื้อเ้ามีเื่สำคัญทีไร ก็ไม่ยอมให้ข้ามีคำถามทุกทีแล้วยังเร่งให้รีบเดินเร็ว ๆ อีก มันเหนื่อยนะเ้าเข้าใจบ้างไหม” กวงเหอบ่นให้สหายที่พาเขามาเหมือนครั้งก่อน
“ข้าพาเ้ามาก็ล้วนมีข่าวดีมาบอกมิใช่รึ หรือว่าครั้งนี้เ้าไม่อยากฟังข่าวดีอีกแล้วงั้นสิ” ลู่จื้อแกล้งทำเป็จะไม่บอกข่าวดีกับกวงเหอ
“พี่ชายกวงท่านก็ยอม ๆ พี่ชายของข้าเสียหน่อยเถิดขอรับ” ลู่เสียนร่วมวงแกล้งกวงเหออีกคน
“ไอหยา อาจื้อสหายสุดหล่อของข้าเ้าอย่าแกล้งกันเช่นนี้ มีครั้งไหนที่ข้าต่อต้านไม่ฟังเื่ดี ๆ จากเ้าบ้างเล่าจริงไหม” กวงเหอรีบเปลี่ยนอารมณ์ในการพูดคุยกับสหายอย่างรวดเร็ว
“ไหน ๆ ก็มากันครบแล้ว อาจื้อ อาเสียน วันนี้พวกเ้ามีข่าวดีอันใดมาบอกพวกเรางั้นหรือ” เว่ยหลินรีบตัดบทก่อนที่จะยืดเยื้อไปมากกว่านี้
“ได้ข้าจะบอกพวกเ้าแล้วนะตั้งใจฟังให้ดี เื่ที่ข้ากับอาเสียนจะมาบอกพวกเ้าสี่คนก็คือ ชิงเอ๋อร์ตัดสินใจจะจ้างพวกเ้าทุกคนไปทำงานที่ร้านอาหาร โดยจะจ่ายค่าจ้างให้พวกเ้าเป็รายเดือน แต่ชิงเอ๋อร์ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ค่าจ้างเดือนละเท่าใด ส่วนตัวข้าคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งตำลึงเงินแน่นอน” ลู่จื้อที่บอกข่าวดีให้กับสหายได้ฟังก็คาดคะเนเื่ค่าจ้าง โดยไม่มองเลยว่าตอนนี้สหายอยู่ในอาการเช่นไร
“อะ อะ อาจื้อ เ้าพูดจริง ๆ งั้นหรือ ที่น้องสาวลู่ชิงจะจ้างพวกข้าไปทำงานที่ร้าน และให้ค่าจ้างเป็รายเดือนน่ะ ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม!” และก็ยังเป็กวงเหอที่ได้สติก่อนใครพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังพอสมควร
“ข้าพูดจริง ๆ เพราะพวกเ้าที่เป็สหายของข้าสองคน เชื่อใจได้และอยากช่วยพวกเ้าให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนชาวบ้านคนอื่นรอนางคิดเื่สินค้าใหม่ได้ ก็คงนำไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านอีกครั้ง เป็อย่างไร ข่าวดีของข้าสองคนถูกใจพวกเ้าหรือไม่” ลู่จื้อยืนยันว่าเื่ที่พูดเป็ความจริง
ลู่เสียนเองก็ยินดีกับสหาย ที่จะได้ทำงานมีรายได้ประจำ “ข้าขอยืนยันอีกเสียงนะขอรับ ว่าที่น้องเล็กพูดเป็ความจริง และพวกเราก็ดีใจที่นางเลือกพี่ชายทั้งสอง กับสหายของข้าไปทำงาน ต่อไปทุกคนจะมีเงินเก็บเอาไว้ซื้อเสบียง หรือซ่อมแซมบ้านกันแล้วนะ”
“พวกข้าขอบคุณครอบครัวของพวกเ้าจริง ๆ นะอาจื้อ อาเสียน และขอบคุณ์ ที่ให้บ้านเดิมของท่านย่าพวกเ้า อยู่ที่หมู่บ้านอันผิงแห่งนี้ หากวันหน้าพวกเ้ามีสิ่งใดให้พวกข้าช่วย ก็สามารถบอกมาได้เลย พวกข้ายินดีช่วยครอบครัวของพวกเ้าเต็มที่อย่างแน่นอน” เว่ยหลินที่เป็ตัวแทนพูดขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด พวกเขาไม่รู้จะตอบแทนครอบครัวของสหายเช่นไร ถึงจะเหมาะสมกับความช่วยเหลือที่พวกเขามอบมาให้กับครอบครัวของตนเอง
“อย่าได้พูดเช่นนั้นพวกเราล้วนเป็สหาย จะพึ่งพาอาศัยกันบ้างมิได้หรือ ข้าเชื่อว่าจากนี้ต่อไปชีวิตของพวกเ้าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ร้านอาหารของพวกเราจะเปิดกิจการอีกห้าวันข้างหน้า พวกเ้าก็เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อมเล่า” ลู่จื้อเข้าใจความรู้สึกของสหาย
เมื่อบอกข่าวดีให้กับสหายได้รู้แล้ว และกล่าวขอบคุณกันเรียบร้อย จึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน และวันนี้ก็เป็อีกวันที่ครอบครัวของสหาย จะได้ฉลองกับเื่ดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว น้องสาวคนนี้ของพวกเขาช่างคิดอ่านวางแผนจัดการได้ฉลาดยิ่งนัก ทั้งสองคนจึงสัญญากับตนเองว่าจะเรียนรู้จากลู่ชิงให้มากขึ้น
