ในเมืองหลวงแห่งราชวงศ์ขนนกสีเงิน ณ คฤหาสน์ตระกูลจางที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศเหนือของเมืองหลวง มันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แห่งอำนาจและเกียรติยศ แต่ในยามนี้ ภายในห้องโถงใหญ่ที่ประดับด้วยลวดลายวิจิตรและทองคำอร่าม กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืที่ยังไม่ทันจางหาย ความหรูหราที่ควรให้ความรู้สึกโอ่อ่ากลับถูกกลบด้วยความอึดอัดที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
ภายในโถงหลักของคฤหาสน์ตระกูลจาง เก้าอี้ไม้แกะสลักตั้งขนานกันทั้งสองฝั่ง มีผู้คนนั่งอยู่ครบทุกที่ บ้างเป็ชายชราผมขาว บ้างเป็คนวัยกลางคนที่ดวงตาเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม มีทั้งบุรุษและสตรี แต่ไม่ว่าผู้ใด สีหน้าของทุกคนล้วนนิ่งสงบแต่ว่าภายในจิตใจของพวกเขากลับมีอารมณ์ที่หลากหลาย บางคนเพียงอยากลุกหนีออกจากสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด บางคนซ่อนเจตนาสังหารไว้ในแววตา ขณะที่บางคนเลือกนิ่งเงียบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน
ลึกเข้าไปด้านในสุดของโถง เป็ที่นั่งที่ดูเรียบง่ายกว่าที่อื่น หญิงสาววัยกลางคนนั่งอยู่ตรงนั้น นางคือผู้นำตระกูลจาง คนปัจจุบัน จางหลิงเยว่ ใบหน้างดงามราวภาพวาด ผิวพรรณเรียบเนียนไร้ตำหนิ หากแต่ว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับอึมครึมและกดดันอย่างน่าประหลาด ราวกับความสงบที่ซ่อนพายุเอาไว้ภายใน
นางมองไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนอ่อนโยน แต่กลับเย็นเยียบจนแทงลึกเข้าไปในใจผู้ฟัง
“จางเหวิน… เ้าจะบีบให้ตระกูลจางต้องพังพินาศจริง ๆ หรือ”
เสียงนั้นทำให้ทั้งโถงตระกูลเงียบสนิท นางหลับตาลงเพียงครู่ ก่อนจะเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังอดกลั้นบางสิ่งเอาไว้
“ส่งตัวจางหลินมาเถอะ… ถือว่าแม่ขอ…”
ทันทีที่คำพูดสุดท้ายหลุดออกมา ทุกสายตาในห้องโถงต่างพุ่งไปยังใจกลางโถงราวกับนัดหมายไว้แล้ว
ที่นั่น ชายหนุ่มวัยสิบแปดปียืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว เขาอุ้มร่างของเด็กชายอายุประมาณสิบห้าปีไว้ในอ้อมแขน ร่างของเด็กชายคนนั้นเต็มไปด้วยาแ รอยฟันขนาดใหญ่ฉีกผ่านจากไหล่ลงมาถึงเอว เืสีแดงสดติดอยู่บนเสื้อผ้า ดวงตาของเด็กชายปิดสนิท ไร้ซึ่งวี่แววแห่งชีวิต ราวกับจิติญญาได้จากไปแล้ว เหลือไว้เพียงร่างที่เย็นเฉียบ
ชายหนุ่มก้มมองใบหน้าซีดขาวในอ้อมแขนของตนแน่นิ่ง ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น แต่ไหล่ของเขากลับเกร็งแข็ง ราวกับต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อประคองตนเองไม่ให้ทรุดลง
แรงกดดันในโถงยิ่งทวีคูณ ไม่มีใครกล้าขยับ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใด ทุกคนต่างรอคอยคำตอบจากชายหนุ่มผู้นั้น รอว่าเขาจะเลือกก้มหัวต่ออำนาจของตระกูลหรือไม่
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับแรงทั้งหมดในร่างถูกดึงออกไปพร้อมกัน เขาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่สองแขนกลับกอดรัดร่างของเด็กชายในอ้อมแขนเอาไว้แแ่ราวกับกลัวว่าเพียงคลายแรงลงแม้แต่น้อย ร่างนั้นจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
เมื่อร่างของชายหนุ่มคุกเข่าลง จางหลิงเยว่ไม่ได้ลดแรงกดดันลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากนางกลับยิ่งรุนแรงขึ้น มันกดทับลงบนร่างของชายหนุ่มอย่างโเี้ ราวกับ้าบดขยี้ทั้งร่างกายและจิตใจให้แตกสลาย
พื้นหินใต้เข่าเริ่มแตกร้าว เสียงกระดูกลั่นเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน แต่ชายหนุ่มกลับไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมา เขาเพียงก้มหน้าอย่าง นิ่งสงบ
ในวินาทีนั้นเอง ราวกับมีบางสิ่งกระแทกใส่จิตสำนึก สติของชายหนุ่มที่เหมือนจะหลุดลอยไปก็พลันได้สติ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองไปรอบ ๆ ด้วยความมึนงง ภาพห้องโถงอันหรูหรา ใบหน้ามากมายที่จ้องมองมา และแรงกดดันที่กดทับร่างของเขา ทำให้หัวใจเต้นรัวอย่างสับสน
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน”
ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นได้ไม่ทันไร ความทรงจำจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่สมองราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก
หนึ่งในความทรงจำมากมายเ่าั้ทำให้เขาได้รับความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ มันคือโลกแห่งการบ่มเพาะ ผู้คนสามารถดูดซับพลัง์ บ่มเพาะตนเองให้แข็งแกร่ง บางคนบินทะยานบนฟ้า แยกทะเลด้วยมือเปล่า หรือทำลายูเาได้เพียงแค่คิด
และตัวเขาเอง มีชื่อว่าจางเหวิน บุตรชายคนโตของจางหลิงเยว่ ผู้นำตระกูลจาง
อัจฉริยะระดับแนวหน้าของราชวงศ์ขนนกสีเงิน ผู้ร่างกายศักดิ์สิทธิ์แห่งน้ำ และมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ก่อตั้งจิติญญา ระดับสูงสุด
การรวมความทรงจำยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เด็กชายที่เขาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน มีชื่อว่าจางหลิน
เด็กคนนี้เป็น้องชายแท้ ๆ ของเขา บุตรชายคนที่สองของจางหลิงเยว่ เด็กที่เกิดมาพร้อมกระดูกศักดิ์สิทธิ์ เป็อัจฉริยะที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้ใดในราชวงศ์ขนนกสีเงิน
แต่…
การบ่มเพาะของจางหลิน ถูกทำลายลงไปแล้ว พร้อมกับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่เกือบถูกขุดขึ้นมา และผู้ที่ลงมือ ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล มันคือมารดาของพวกเขาเอง จางหลิงเยว่
ภาพความทรงจำไม่กี่วันก่อนผุดขึ้นอย่างชัดเจน
จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมดมันเริ่มขึ้นที่อาณาจักรลับของราชวงศ์ขนนกสีเงิน อาณาเขตที่เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าได้เปิดออก มันเปิดให้ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขั้นก่อตั้งจิติญญาสามารถเข้าไปได้เท่านั้น แต่การจะก้าวเข้าไปในอาณาจักรลับนั้น จำเป็ต้องได้รับอนุญาตหรือผ่านการคัดเลือกจากราชวงศ์ขนนกสีเงินเสียก่อน
เมื่อคัดเลือกผู้คนที่จะเข้าอาณาจักรลับครบแล้วในวันที่อาณาจักรลับเปิด อัจฉริยะจากสารทิศหลั่งไหลเข้ามา กองกำลังมากมายปรากฏตัว แต่ที่สำคัญกองกำลังระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครคิดถึงก็ยังมา นั้นคือ ตระกูลจักรพรรดิกู่
ไม่มีผู้ใดในราชวงศ์ขนนกสีเงินสามารถเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดอาณาจักรลับแห่งนั้นจึงดึงดูดความสนใจของตระกูลกู่ได้มากถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งธิดาศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่าง กู่หลานเยว่ ยังเดินทางมาด้วยตนเอง การมาถึงของนางไม่ใช่เื่เล็ก นั่นคือการสั่นะเืทั้งราชวงศ์
ในวันที่นางปรากฏตัว ฟ้าบนเมืองหลวงดูเหมือนจะเงียบงันลงโดยไม่ได้นัดหมาย บรรพบุรุษของราชวงศ์ขนนกสีเงินสามคน ผู้มีระดับการบ่มเพาะถึงขั้นนักบุญ ต้องออกมารับหน้าด้วยตนเอง พวกเขาลดท่าทีอันสูงส่งลงจนเหลือเพียงความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด ทั้งที่ตามปกติแล้ว บุคคลระดับนี้จะไม่ขยับตัวเลย หากไม่ใช่สถานการณ์เป็เสี่ยงตายของราชวงศ์
ภาพของผู้เฒ่าทั้งสามที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสตรีวัยเยาว์ กลับดูคล้ายผู้น้อยเข้าเฝ้าผู้ครองฟ้า นั่นทำให้ผู้ที่ได้เห็นต่างรู้สึกถึงช่องว่างของอำนาจอย่างชัดเจน หลังจากการสนทนาสั้น ๆ ที่ไม่มีใครกล้าล่วงรู้รายละเอียด บรรพบุรุษของราชวงศ์ก็ประกาศอย่างเป็ทางการ ให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลกู่เข้าร่วมอาณาจักรลับครั้งนี้
เื่ราวภายในอาณาจักรลับเป็เช่นไร จางเหวินไม่รู้มาก เพราะระดับการบ่มเพาะของเขาได้ก้าวอยู่ที่ขั้นก่อตั้งจิติญญาไปแล้ว ไม่อาจเข้าสู่อาณาจักรลับนั้นได้ และใน่เวลาเดียวกัน เขายังได้รับคำสั่งจากจางหลิงเยว่ให้เดินทางไปควบคุมการขุดเหมืองหินิญญาของตระกูลจาง
สิ่งเดียวที่เขารู้ คือผลลัพธ์ของอาณาจักรลับแห่งนั้นจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุด
เมื่อประตูอาณาจักรลับปิดลง ผู้ที่รอดชีวิตออกมามีเพียง 5 คนเท่านั้น
กู่หลานเยว่ จางหลิน องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ขนนกสีเงิน และอีกสองคนจากกองกำลังอื่น
กองกำลังมากมายที่สูญเสียอัจฉริยะของตัวเองไปต่างตั้งคำถามกับผู้ที่รอดชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคำให้การของทั้งสามคน ยกเว้นจางหลินและกู่หลานเยว่ กลับตรงกันอย่างน่าประหลาด ราวกับซักซ้อมกันมาแล้ว
พวกเขากล่าวเป็เสียงเดียวกันว่า จางหลินฝึกฝนวิชาปีศาจ และเป็ผู้สังหารทุกคนภายในอาณาจักรลับ ก่อนจะกลืนกินพลังชีวิตของพวกนั้นจนหมดสิ้น
คำพูดเ่าั้ไร้ซึ่งน้ำหนักและหลักฐานใดๆ หลายกองกำลังต่างสงสัยเพราะเมื่อพวกเขาตรวจสอบแล้วตัวของจางหลินกลับไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิชาปีศาจแม้แต่น้อย ซึ่งตัวของจางหลินยินดีให้พวกเขาทั้งหมดตรวจสอบความทรงจำด้วยซ้ำ แต่ทว่ากู่หลานเยว่ได้ทำขัดขวางเอาไว้ก่อนจากนั้นนางได้ทำการยืนยันเื่นี้ด้วยตัวเองว่าเป็เื่จริงทั้งหมด
กองกำลังทั้งหมดต่างได้แต่นิ่งเงียบ พวกเขาไม่กล้าซักถาม ไม่กล้าตรวจสอบ และไม่มีใครกล้าต่อต้าน นี้คืออำนาจของตระกูลจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่พวกเขาสามารถกลับขาวให้เป็ดำ เปลี่ยนจากถูกให้กลายเป็ผิดได้เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ
