เมื่อหลายวันก่อน พวกเธอยังมาถามไถ่ถึงราคาถั่วงอกในตัวอำเภอ ว่าราคาเท่าไหร่ ขายดีหรือไม่ พวกเธอคิดจะแอบเอาไปขายในตลาดมืด เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
คนในหมู่บ้านต่างคุ้นเคยกับคำว่า “ตลาดมืด” กันดี ทุกปีใน่ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาจะเดินทางเข้าตัวอำเภอเพื่อนำของป่าไปขายกันบ้าง
ส่วนตลาดมืดนั้นก็คือบริเวณปากทางเข้าเมือง เพียงแค่ไปยืนรอ ผู้คนในเมืองที่้าซื้อของก็จะมารอกันก่อนฟ้าสาง เมื่อซื้อเสร็จก็จะแยกย้ายกันไป ส่วนคนขายก็ไม่ต้องเข้าไปในเมืองให้ยุ่งยาก
แต่ “ตลาดมืด” ก็คือตลาดมืด หากไม่ถูกจับก็แล้วไป แต่หากถูกจับได้ก็ถือเป็เื่ใหญ่
ในเมื่อตอนนี้มีช่องทางการค้าที่เปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทำไมจะไม่ยินดีเล่า?
ฮวาเฉียงเป็คนแก่ที่ผ่านโลกมามาก มองปราดเดียวก็รู้ถึงปมในใจของพวกเธอ
“ถ้าโรงงานถั่วงอกของทีมผลิต ขายได้แล้วจะแบ่งเงินกันอย่างไร? แบ่งตามคะแนนแรงงาน?” ฮวาเฉียงถามจ้าวเหลียงไฉ
“ก็ต้องแบ่งแบบนั้นสิ… จะให้แบ่งแบบไหนได้อีก?” จ้าวเหลียงไฉตอบเสียงอ่อย
การที่ทีมผลิตตั้งโรงงาน เงินที่ได้ก็ต้องเป็ของส่วนรวม ซึ่งเป็ของสมาชิกทีมผลิตทุกคน
แต่เงินนี้จะไม่ถูกจ่ายออกไปทุกเดือน แต่จะสะสมไว้ แล้วรอจนถึง่ฤดูใบไม้ร่วงเมื่อขายพืชผลได้แล้ว จึงจะนำเงินที่ได้จากการขายพืชผลมารวมกับเงินที่ได้จากการขายถั่วงอก แล้วหารด้วยจำนวนคะแนนแรงงานทั้งหมดที่สมาชิกทีมผลิตทำได้ตลอดทั้งปี เพื่อคำนวณเป็เงิน
ยกตัวอย่างเช่น ทีมเล็กเข่าซานถุน ขายพืชผลได้ 10,000 หยวน ขายถั่วงอกได้ 10,000 หยวน และสมาชิกทุกคนในทีมเล็กเข่าซานถุนทำคะแนนแรงงานรวมกันได้ 400,000 คะแนน ดังนั้น 20,000 หยวนหารด้วย 400,000 คะแนน ก็จะได้ 1 คะแนนเท่ากับ 5 เฟิน ใครทำคะแนนแรงงานได้เท่าไหร่ ก็จะได้เงินเท่านั้น
ในมุมหนึ่ง ดูเหมือนจะยุติธรรม
แต่คนเราก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเล็กๆ น้อยๆ ป้าหม่าและป้าหลิวจึงไม่เต็มใจ พวกเธอลงมือเพาะถั่วงอกเอง ใช้ถั่วของตนเอง ลงแรงด้วยตนเอง แล้วแอบนำไปขายเอง 100 ชั่ง ขายได้ 15 หยวน ได้เงินเข้ากระเป๋าเองโดยตรง แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ? จะต้องเอาไปแปลงเป็คะแนนแรงงานที่เจือจางจนแทบไม่มีทำไม?
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอขายเองก็ได้เงินเอง เห็นเงินสดๆ ในวันนั้น ไม่ต้องรอเป็ปี
ในห้องตกอยู่ในความเงียบ ความรู้สึกหนักอึ้งแผ่ซ่านไปทั่ว ทุกคนรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แต่กลับหาทางออกไม่ได้
ความคิดที่ถูกจำกัดมาหลายปีไม่อาจก้าวข้ามออกไปได้ และไม่รู้ว่าจะก้าวข้ามไปอย่างไร
“ฉันมีข้อเสนอค่ะ” ฮวาเจาพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ทุกคนหันมามองที่เธอในทันที
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ ฮวาเจาในสายตาของพวกเขา ได้กลายเป็คนฉลาดไปแล้ว
“ตอนนี้เป็่ฤดูทำไร่นา ทีมผลิตคงไม่มีคนมาดูแลการเพาะถั่วงอกโดยเฉพาะหรอกใช่ไหม? อีกอย่าง ก็ไม่มีสถานที่ด้วย” ฮวาเจาพูดอย่างไม่อาย “ฉันไม่ให้พวกคุณใช้ห้องเก็บของของฉันเป็โรงงานหรอกนะ”
ตามหลักแล้ว ห้องเก็บของขนาดใหญ่ของเธอเหมาะสมที่สุด…
และทีมผลิตก็หาลานบ้านขนาดใหญ่แบบนี้ไม่ได้แล้วจริงๆ
“ถ้าจะหาที่สร้างโรงงานใหม่ ต้องใช้เงินใช่ไหม?” ฮวาเจาถาม “ทีมผลิตมีเงินหรือเปล่า?”
“ไม่มี” จ้าวเหลียงไฉรีบส่ายหน้า ที่จริงแล้วมีอยู่ 18 หยวน แต่ 18 หยวนจะสร้างบ้านอะไรได้?
“ดังนั้น เราสู้เปลี่ยนจากโรงงานใหญ่ให้เป็โรงงานเล็กๆ ทำให้ทุกบ้านกลายเป็โรงงานกันดีกว่า” ฮวาเจากล่าว “ใครเพาะถั่วงอกได้กี่ชั่ง ก็เอามาส่งเท่านั้น ถั่วงอกกี่ชั่ง ก็ได้เงินเท่านั้น จ่ายเงินทันที แบ่งเงินกันทันที ยุติธรรมดีใช่ไหม?”
“ยุติธรรมๆ!”
“สมเหตุสมผลๆ!”
ป้าหม่าและป้าหลิวรีบตอบ
นี่คือสิ่งที่ทำสืบต่อกันมานับพันปีแล้ว ไม่สมเหตุสมผลตรงไหน?
มีแต่จ้าวเหลียงไฉที่ลังเล ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าดี แต่ก็ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน เขากลัวว่าเบื้องบนจะจับเขาไปเข้าประชุมในฐานะตัวอย่าง
“มีอะไรน่ากลัวขนาดนั้น ก็เหมือนกับการส่งหมูตามภารกิจไง? คิดซะว่าพวกเราส่งถั่วงอกตามภารกิจก็แล้วกัน!” ฮวาเจากล่าว “เพื่อเติมเต็มตะกร้าผักของชาวเมือง เข่าซานถุนพวกเราก็รับภารกิจอันทรงเกียรตินี้แล้ว!”
ดวงตาของจ้าวเหลียงไฉและหวังเิเป็ประกายขึ้นมา เมื่อพูดแบบนี้พวกเขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที!
“เธอฉลาดจริงๆ!” หวังเิชมเชยอย่างหนักแน่น
“ก็งั้นๆ แหละ” ฮวาเจาตอบแบบขอไปทีอย่างถ่อมตัว
หลังจากนั้น พวกเขาก็ปรึกษาหารือเกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยกันอีกเล็กน้อย ที่จริงแล้วก็คือฮวาเจาที่เริ่มพูดก่อน “ถั่วงอกที่รับซื้อก็ควรมีมาตรฐานนะ ใช้ถั่วงอกของป้าหม่าและป้าหลิวเป็มาตรฐานก็แล้วกัน ถั่วงอกที่ไม่ได้มาตรฐานก็รับซื้อไม่ได้ จะมาเอามั่วๆ ไม่ได้”
เธอไม่สามารถเพาะถั่วงอกให้คนทั้งหมู่บ้านเล่นได้ทุกวัน เพาะวันเดียวได้ สองวันก็ได้ แล้วปีสองปีหรือทั้งชีวิตล่ะ?
เธอยังจะออกไปข้างนอก เดินทางท่องเที่ยว หรือไปเยี่ยมลูกชายที่ไม่ได้เจอกันนานอีกไม่ได้หรือ?
ชาตินี้เธอจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อถั่วงอกอย่างเดียวหรือ?
ดังนั้น ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป อัตราความสำเร็จในการเพาะถั่วงอกจะต้องลดลงบ้างแล้ว ต้องให้พวกเขารู้จักกับความล้มเหลว ทุกคนย่อมต้องเคยพบกับความล้มเหลว
แบบนี้แล้วเมื่อถึงวันที่เธอจากเข่าซานถุนไป พวกเขาทำไม่ได้เลยก็จะดูไม่แปลกเกินไป…
หวังเินำถั่วงอกสองกระถางของป้าหม่าและป้าหลิวออกไป พอวันรุ่งขึ้นเขาก็กลับมาอีก พร้อมกับประธานของสหกรณ์จัดซื้อจัดหาของอำเภอ ซึ่งมาตรวจสอบถั่วงอกของเข่าซานถุนด้วยตนเอง
ทั้งหมู่บ้าน 30 กว่าครัวเรือน นำถั่วงอกที่ได้มาตรฐานมา 10 กว่ากระถาง ประธานก็ทำสัญญาซื้อขายกับจ้าวเหลียงไฉในทันที
สหกรณ์จัดซื้อจัดหาของอำเภอจะรับซื้อถั่วงอกจากเข่าซานถุนในระยะยาว กิโลกรัมละ 2 เฟิน ปัจจุบันรับซื้อวันละ 500-1,000 กิโลกรัม ไม่เกิน 1,000 กิโลกรัมพวกเขาสามารถระบายได้ทั้งหมด
จะจ่ายเงินเดือนละครั้ง
เื่การขนส่งนั้นให้เข่าซานถุนจัดคนส่งเอง จะนั่งรถไฟหรือใช้เกวียนม้าก็แล้วแต่สะดวก แต่จะต้องส่งถึงที่ให้ทันเวลาทุกเช้า
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป คนทั้งเข่าซานถุนก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ ทุกบ้านต่างพากันยินดีปรีดา
ในที่สุดก็ไม่ต้องกิน “ข้าวหม้อใหญ่” อีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เปรียบ แต่ก็ไม่ต้องเสียเปรียบแล้วอย่างน้อย!
พวกเขาไม่้าได้เปรียบ พวกเขาเพียงแค่ไม่้าเสียเปรียบ
คนทั้งหมู่บ้านต่างยินดี มีเพียงครอบครัวเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ยินดี
บ้านของฮวาซาน และลูกชายอีกสองสามคนของเขา
คนอื่นๆ ในหมู่บ้านหลังจากที่เรียนรู้วิธีการเพาะถั่วงอกแล้ว ต่างก็เพาะถั่วงอกไปได้ 10 กว่าชุดแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว แต่โดยรวมแล้วสำเร็จมากกว่าล้มเหลว
มีเพียงบ้านของพวกเขาเท่านั้นที่ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง!
ทำไมถึงได้ซวยขนาดนี้?
ต้องเป็เพราะฮวาเสี่ยวอวี้ที่รับผิดชอบการเพาะถั่วงอกมีความแค้นในใจ เลยจงใจทำ!
ตี!
…
เมื่อสามารถหาเงินได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ฮวาเจาก็มีความสุข
เธอไม่บ่นว่าเหนื่อยอีกต่อไปแล้ว ทำงานส่งถั่วงอก 1 กระจาด หรือ 100 ชั่ง ทุก 1 หรือ 2 วัน ได้เงินมา 20 หยวน
เธอต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าเธอก็ล้มเหลวได้เหมือนกัน
ตอนนี้ในหมู่บ้านก็ไม่มีใครอิจฉาเธอแล้ว
ทุกคนต่างก็หาเงินได้ประมาณนี้ ใครจะอิจฉาใคร?
และพวกเขาสามารถเก็บเงินได้!
ฮวาเจาทำไม่ได้ เธอขยันมากขึ้นก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขนิสัยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้ ผ้าที่ซื้อมาก็เป็ม้วนๆ ซื้อทีละม้วนทีละม้วน ผ้าขาวทั้งม้วนถูกนำไปตัดเป็สี่เหลี่ยมเล็กๆ ตากเต็มลาน พวกเขาเห็นตอนแรกยังนึกว่าฮวาเฉียงตายไปแล้ว…
พอถามดูถึงได้รู้ว่า พวกเธอทำผ้าอ้อมให้เด็ก!
พระเ้า นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!
เด็กคนเดียวมีผ้าอ้อมแค่ 3-4 ผืนก็พอแล้วไหม? เธอทำตั้ง 30-40 ผืน!
“ฉันว่านะเสี่ยวฮวา ไม่ใช่ว่าป้าจะว่าอะไรนะ แต่เธอควรเก็บเงินไว้บ้างนะ เงินไม่ใช่ว่าจะใช้กันแบบนี้” ป้าหม่ามาคุยเล่นที่บ้านฮวาเจาอีกครั้ง มองดูผ้าที่เธอวางเต็มแคร่เตรียมตัดทำเสื้อผ้าให้เด็ก ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา
“คนเรานะ ทั้งชีวิตจะได้ใส่เสื้อผ้าสักเท่าไหร่กันเชียว! ตอนเด็กๆ ใส่น้อยหน่อย โตมาจะได้ใส่เยอะๆ แล้วดูเธอสิ อะไรๆ ก็ทำเป็สองเท่า สีแดงบ้างสีน้ำเงินบ้าง เธอยังจะแยกชายหญิงอีกหรือไง?” ป้าหม่าถาม
“ใช่ค่ะ” ฮวาเจาตอบยิ้มๆ
ป้าหม่ากัดฟัน ถ้าเป็ลูกสาวแท้ๆ ของเธอ เธอคงตีไปแล้ว! เด็กทารกจะแยกชายหญิงทำไม ทำแค่ชุดเดียวก็พอแล้วไหม
ฮวาเจาลูบท้อง ยิ้มอย่างมีความสุข เธอจะบอกพ่อของลูกดีไหมนะ ว่าเธอตั้งท้องลูกแฝดชายหญิง
หรือว่าจะเก็บไว้เป็ของขวัญให้เขาดีนะ~
