“อันหราน… มากินมื้อเช้าได้แล้ว ฉางควนล่ะ?” เสิ่นอิ๋นหวนถามขึ้นก่อนเตรียมไปยกน้ำ เดิมทีนางคิดว่าหลี่อันหรานกับเจียงเฉิงอยู่ด้วยกันจึงมาตามที่ห้องหลี่อันหราน แต่แล้วกลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นนางอยู่คนเดียว
เสิ่นอิ๋นหวนหันไปมองทางกระท่อมที่หลี่อันหรานใช้ทำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยว ทว่าเจียงเฉิงไม่ได้อยู่ที่นั่นเช่นกัน
“ฉางควนล่ะ? เมื่อครู่ยังอยู่ที่นี่มิใช่หรือ? มื้อเช้าเสร็จแล้ว เขาไปอยู่ที่ใด?”
หลี่อันหรานเอ่ยเสียงกระฟัดกระเฟียด “ข้าไม่รู้ เขาเพิ่งออกไป”
“เหตุใดไม่ห้ามเขาไว้”
“เขาจะไปที่ใดแล้วเกี่ยวอะไรกับข้ากัน เหตุใดข้าต้องห้ามด้วย?”
เสิ่นอิ๋นหวนฟังแล้วรู้ในทันใดว่าหลี่อันหรานกำลังโมโห จึงเข้าไปเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “เป็อะไรไป พวกเ้าทะเลาะกันหรือ?”
“เปล่าเ้าค่ะ ท่านอย่าคิดมาก เขาเพียงแต่มีเื่ของตัวเองต้องทำก็เท่านั้น ท่านอย่าไปสนใจเขาเลย อย่างไรสักวันเขาก็ต้องไปอยู่ดี” หลี่อันหรานทำใจให้รู้สึกเหมือนก่อนหน้านี้ พยายามไม่หวั่นไหวกับเขา ไม่ยึดติดกับเขาไปมากกว่านี้
เสิ่นอิ๋นหวนค่อยดึงนางให้ลุกจากเก้าอี้ “ต่อให้สักวันเขาก็ต้องไป แต่ตราบใดที่เขายังอยู่ เราก็ควรดูแลเขาให้มากเหมือนที่เขาคอยดูแลพวกเรา รีบตามเขาไปเถิด ตามเขากลับมากินข้าวด้วย”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วโดยพลัน นางถูกเสิ่นอิ๋นหวนดันออกจากห้อง เลยตั้งใจจะกลับเข้าห้องตัวเองต่อ ทว่าเสิ่นอิ๋นหวนกลับเอาตัวมาขวาง “รีบไปสิ ลูกคนนี้นี่ จะประชดประชันทำอันใด?”
หลี่อันหรานได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดิมทีนางไม่อยากสนใจเื่นี้เลยแม้แต่น้อย แต่เสิ่นอิ๋นหวนเอาแต่ดันตัวนางออกไป สุดท้ายจึงได้แต่ยอมออกไปอย่างจนปัญญา นางเดินไปด้วย แกว่งมืออย่างหงุดหงิดไปด้วย “ก็ได้ๆ ข้าจะไปตามหาก็ได้ แต่หากตามหาไม่เจอจะมาโทษข้าไม่ได้นะเ้าคะ”
“รีบไปเถิด” เสิ่นอิ๋นหวนเร่งเร้า
หลี่อันหรานออกจากบ้านด้วยใบหน้าบูดบึ้ง นางออกมามองท้องถนนหน้าบ้าน เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของเจียงเฉิงจึงจะหันตัวกลับเข้าบ้านไป แต่แล้วเมื่อหันตัวกลับไปก็เห็นเสิ่นอิ๋นหวนยืนจ้องอยู่หน้าประตูลานบ้านอย่างพอดิบพอดี
ช่วยไม่ได้ นางจำต้องยอมเดินกลับออกไปตามหาเจียงเฉิงอย่างจริงจังอีกครั้ง
ดูจากท่าทีของเสิ่นอิ๋นหวนแล้ว เกรงว่าหากตามหาเจียงเฉิงไม่เจอ แม้แต่ตัวนางเองก็คงไม่ได้กินมื้อเช้า
นางเดินไปด้วยคิดไปด้วย เจียงเฉิงน่าจะยังไปได้ไม่ไกล แต่เขาจะไปอยู่ที่ใดได้? เช้าตรู่แบบนี้มีอะไรให้ทำกัน? หรือว่าจะจากไปแล้วเพราะโมโหกับสิ่งที่นางพูด?
ขณะที่กำลังคิด อยู่นางก็หันไปเห็นเงาของคนสองคนยืนอยู่ไม่ไกล หลี่อันหรานถึงกับขมวดคิ้ว ก่อนตรงดิ่งไปหาทันทีที่พบว่าเป็ผู้ใด
“ฉางควน!” นางะโเรียก สองคนนั้นหันมามองพร้อมกัน
หนิงเชินมีรอยยิ้มเจือด้วยความเย้ยหยันเมื่อเห็นนาง “นังอัปลักษณ์ ตามมาไวขนาดนี้เชียว ข้าเพิ่งคุยกับท่านพี่ฉางได้ไม่กี่คำ”
“หุบปาก เ้านั่นแหละอัปลักษณ์! แล้วก็…” หลี่อันหรานเดินมายังเบื้องหน้าทั้งสองคน นางลากเจียงเฉิงไปหลบด้านหลังโดยใช้ร่างกายผอมบางของตัวเองบังไว้ ทว่าท่าทีกลับปราศจากความอ่อนแออย่างสิ้นเชิง
นางเงยหน้าจ้องหนิงเชินเขม็ง “ผู้ใดเป็พี่น้องกับเ้ากัน ฉางควนไม่ใช่พี่น้องของเ้า”
ว่าแล้วนางก็กลอกตาใส่หนิงเชิน ก่อนจะหันตัวลากเจียงเฉิงออกจากที่นี่
หนิงเชินมองทั้งสองคนเดินจากไป เขาหรี่ตากัดฟันรำพันกับตัวเองเสียงเบาหวิว “หลี่อันหราน สักวันเ้าจะต้องเสียใจที่ล่วงเกินข้า”
จังหวะนั้นเอง อยู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังมาจากถนนอีกสาย
“ทั้งที่สภาพนางกลายเป็แบบนี้ก็ยังจะชอบอีกหรือ? ข้าคิดว่าคุณชายเช่นเ้านิยมชมชอบแค่สาวงามเสียอีก”
หนิงเชินหันไปมองตามเสียงนั่น ครั้นพบว่าเป็หลี่เยวี่ยซือ สีหน้าเขาบึ้งตึงโดยพลัน
หลี่เยวี่ยซือเป็หญิงสาวที่ได้ชื่อว่างดงามในหมู่บ้านแถบนี้เช่นกัน ทว่าหากเทียบกับหลี่อันหรานแล้วถือว่าอยู่คนละชั้นโดยสิ้นเชิง แต่แน่นอนว่าต้องเป็หลี่อันหรานตอนที่ยังไม่เสียโฉม
แต่ถึงแม้จะเป็อย่างนี้ หนิงเชินก็ยังคงไม่รู้สึกอะไรกับหลี่เยวี่ยซืออยู่ดี
หลี่เยวี่ยซือเห็นหนิงเชินก็มีท่าทีเดือดดาลก็คลี่ยิ้ม “จ้องข้าเช่นนี้ทำอันใด ข้าพูดผิดหรือ? สมัยที่หลี่อันหรานยังไม่ถูกเ้าทำให้เสียโฉม เ้าก็ชอบนางมาโดยตลอดมิใช่หรือ?”
แต่ทว่าหนิงเชินกลับหันตัวเดินออกมาทันที เขาไม่อยากให้ความสนใจนางอีกแล้ว
เมื่อครู่เขาออกจากบ้านเพราะตั้งใจว่าจะไปทำธุระ นึกไม่ถึงว่าออกมาแล้วจะได้พบกับเจียงเฉิง ด้วยเหตุนี้จึงเข้าไปทักทาย เขารู้สึกสนใจในบุรุษแปลกหน้าที่มาอยู่บ้านหลี่อันหรานมาโดยตลอด
ทว่าเจียงเฉิงกลับไม่มีท่าทีเป็มิตรกับเขาเลยสักนิด ทั้งที่เพิ่งคุยกันเพียงไม่กี่คำก็แสดงความเป็ศัตรูออกมาแล้ว
ต่อมาหลี่อันหรานก็มาตามเจียงเฉิงกลับไปพอดี หนิงเชินไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงมีเจตนาเป็ศัตรูกับตัวเองขนาดนี้ แต่เขาก็คร้านจะสนใจเช่นกัน
ถึงอย่างไรเขาก็ตีสนิทกับเจียงเฉิงเพราะอยากรู้เื่ของหลี่อันหราน
ยามที่หลี่อันหรานยังไม่เสียโฉม หนิงเชินเอาแต่คิดถึงพะว้าพะวงถึงนางมิรู้ลืม แต่นางไม่เคยเลยที่จะเห็นเขาอยู่ในสายตา
บัดนี้ นางกลายเป็คนมีเงินทั้งยังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นี่ยิ่งทำให้ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเข้าไปใหญ่
แต่หนิงเชินกลับไม่อาจควบคุมความรู้สึกที่มีต่อหลี่อันหรานได้ แม้ว่านางจะเสียโฉมไปแล้วก็ยังอยากอยู่
เขามองว่าในเมื่อตัวเองไม่อาจนาง เช่นนั้นก็ทำลายนางให้ย่อยยับไปเลยดีกว่า เช่นนี้จะได้ไม่ต้องเอาแต่คิดถึงทั้งวันทั้งคืนอีก
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับผิดไปจากที่เขาคาด แม้ว่านางจะกลายเป็หญิงอัปลักษณ์ แต่ความรู้สึกภายในหัวใจเขากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย ตรงกันข้าม มันมีแต่จะร้อนรนกว่าเดิมเพราะการมาของเจียงเฉิง
……
อีกด้านหนึ่ง
หลี่อันหรานหยุดฝีเท้าเมื่อลากเจียงเฉิงกลับมาถึงหน้าบ้าน นางขมวดคิ้วถามเขาเสียงขุ่น “ท่านคุยอะไรกับหนิงเชิน? ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าให้อยู่ห่างจากเขา?”
เจียงเฉิงมีสีหน้าไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก สาเหตุเป็เพราะเขารู้แล้วว่าหนิงเชินคือคนที่ข่มเหงหลี่อันหราน แต่ขณะเดียวกันเขาก็กังวลว่าจะพูดเื่นี้ดีหรือไม่ หากพูดออกมาจะเป็การทำร้ายนางซ้ำสองหรือไม่
ความกังวลเหล่านี้ทำให้เขาเลือกที่จะปล่อยเื่นี้ไปก่อน
แต่แล้วเมื่อได้มาพบกับหนิงเชิน เขากลับอยากปลิดชีพอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้น
“พบกันโดยบังเอิญก็เท่านั้น” เขาตอบอย่างเรียบๆ แล้วจะเดินเข้าลานบ้าน
หลี่อันหรานเอาตัวเข้ามาขวางกะทันหัน “ต่อไปหากพบกันอีกก็ให้อ้อมเขาไป อย่าไปโต้ตอบอะไรด้วยทั้งนั้น”
“เพราะเหตุใด? เ้าเกลียดเขามากเลยหรือ? หรือว่าเขาข่มขู่อะไรเ้า?” เจียงเฉิงกัดฟันกรอด มือที่กระชับกระบี่พลันกำแน่นจนนิ้วขึ้นข้อขาว หากหลี่อันหรานยอมบอกความจริง หากนางกล้าเผชิญกับเื่เมื่อตอนนั้น เขาก็พร้อมจะไปสังหารบุรุษผู้นั้นเพื่อแก้แค้นให้นาง
“ไม่ใช่ ข้าหาได้กลัวเขาไม่ และเขาก็ไม่เคยข่มขู่ข้าเช่นกัน!” หลี่อันหรานตอบด้วยสีหน้าราบเรียบประหนึ่งไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
