“โอ้ ไม่นะ...”
เมื่อเห็นยอดฝีมือผมขาวถูกชกเหมือนกระสอบทรายจนกระเด็นออกไป แพรีสที่อยู่ไม่ไกลก็พลันส่งเสียงร้องออกมาอย่างโกรธเคืองด้วยความสิ้นหวัง ร่างของนางกะพริบอย่างต่อเนื่องกลางอากาศไม่กี่ครั้งเพื่อไปคว้าตัวของเมอร์ฟี ก่อนที่เขาจะร่วงลงพื้นอย่างรุนแรง
หน้าอกของเขายุบเป็หลุมสองหลุมเข้าไปอย่างน่ากลัว เป็รูปหมัดคู่ประทับไว้
หมัดทั้งสองหมัดนี้ยุบลึกเข้าไปราวๆ สี่ห้าเิเ ประทับตรงหน้าอกของยอดฝีมือเมอร์ฟี มันเห็นได้แม้กระทั่งรูปนิ้วมือได้อย่างชัดเจน พลังที่เมอร์ฟีได้รับไม่มีรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย ราวกับว่าทั้งหมดได้เข้าไปในร่างของเขาและเกือบทำลายหัวใจและเส้นลมปราณของเมอร์ฟี เืสดพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุ ไหลออกมาจากปากของเขา ในขณะที่ถูกประคองด้วยแขนทั้งสองข้างของแพรีส ยอดฝีมือผู้เกรียงไกรเมื่อครู่ ตอนนี้กลับยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม
ห่างออกไปสิบเมตร
ก่อนหน้านี้ อัศวินคนนั้นถูกคลื่นพลังสีทองที่คลุ้มคลั่งกลืนกินไป แต่ตอนนี้กลับยืนอกผายไหล่ผึ่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม
มุมปากของเขายกยิ้มแปลกๆ ขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะดึงหมวกเกราะที่เป็รูปตัว T ปิดจมูกออกมาจากหัว เผยให้เห็นผมสั้นสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าสี่เหลี่ยม จมูกตรง เค้าโครงใบหน้าที่ปรากฏออกมาทำให้ดวงตาของเมอร์ฟีและแพรีสปรากฏความหวาดกลัว ร่างของนักรบคนนี้ไม่ได้สูงใหญ่มากนัก ดูผอมบางและเตี้ยเล็กน้อย ทว่าบนร่างของเขากลับมีกลิ่นอายดุดันหนาแน่นที่ไม่มีทหารคนไหนซ้ำกับเขาได้ เขายืนอยู่ตรงนั้น เพียงชั่วพริบตาก็ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงกลิ่นอายที่น่ากลัวประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพม้านับพันนับหมื่นนาย
“องค์...องค์ชายอาร์ชาวิน?!”
เมื่อเห็นใบหน้าของอัศวินคนนี้ ยอดฝีมือเมอร์ฟีและแพรีสพลันปรากฏสีหน้าเกรงกลัวขึ้นฉับพลัน
องค์ชายใหญ่แห่งราชอาณาจักรเซนิท ‘เทพา’ อาร์ชาวิน ทำไมถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ด้วยตัวเอง?
จะเป็ไปได้อย่างไร?
แพรีสจำได้อย่างชัดเจนว่า ตามรายงานที่นางได้รับ ตอนนี้องค์ชายประทับอยู่ในค่ายทหารที่ราชอาณาจักร...สมควรตาย แล้วตอนนี้คนที่บัญชาการอยู่ในค่าย ‘วีรบุรุษเหล็ก’ เป็ใครกันแน่? แพรีสคิดอย่างละเอียด ฉับพลันก็นึกถึงความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว เห็นได้ชัดว่าองค์ชายอาร์ชาวินที่อยู่ในค่ายตอนนี้ เป็ตัวปลอมที่ไว้หลอกคนอื่น!
นี่คือการรุกฆาต!
นี่คือไพ่ตาย!
ใครจะไปคิดว่าองค์ชายใหญ่จะไม่เสียดายที่จะยอมลดสถานะของตัวเอง ปลอมเป็อัศวินแฝงตัวมาในคณะทูต มายังเมืองแซมบอร์ด จากนั้นก็รอจนถึง่เวลาที่สำคัญแล้วลงมือโจมตีอย่างกะทันหัน ทำให้ยอดฝีมือฝ่ายตัวเองได้รับาเ็สาหัสอย่างงง่ายดายแล้วสถานการณ์ทั้งหมดก็กลับตาลปัตรทันที
คนที่ไม่ควรปรากฏตัว กลับปรากฏตัวขึ้น
จากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ตอนนี้ซุนเฟยที่อยู่ใน ‘โหมดมือสังหาร’ และกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางควันฝุ่น เมื่อได้เห็นฉากนี้ก็พลันใขึ้นมา เพราะว่าเขารู้จักนักรบผมสั้นสีน้ำตาลเข้มที่รูปร่างผอมบางคนนี้ หากจำไม่ผิด ในวันแรกที่คณะทูตของราชอาณาจักรเซนิทมาถึงเมืองแซมบอร์ด อัศวินคนนี้เป็คนขับรถม้าขององค์หญิง
ตอนนั้น ตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยเพิ่งจะเลเวล 16 การตรวจสอบยอดฝีมือไม่ค่อยแม่นยำเท่าไร แค่รู้สึกคลุมเครือว่า คนขับรถม้าคนนั้นเป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง มารดามันเถอะ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่ายอดฝีมือคนนี้จะมีฝีมือสูงส่งเหมือนตึกระฟ้าที่สูงกว่าร้อยชั้นแบบนี้
และฟังจากน้ำเสียงตื่นใของเมอร์ฟีและแพรีสแล้ว ซุนเฟยก็ทราบถึงสถานะที่สูงส่งของนักรบผมสั้นคนนี้ เขาเป็ถึงองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินแห่งราชอาณาจักรเซนิท และก็เป็ไปได้ว่าในอนาคตจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ราชอาณาจักรเซนิทต่อจากจักรพรรรดิยาซิน อีกทั้งยังเป็บุรุษที่ถูกเรียกว่า ‘เทพาแห่งเซนิท’
การค้นพบนี้ทำให้ซุนเฟยพลันตื่นตระหนกขึ้นมา
เื่ราวที่เกิดขึ้นบนยอดเขาตะวันออกในวันนี้เป็เื่ที่น่าทึ่งเกินไปแล้ว พวกคนใหญ่คนโตพากันปรากฏออกมาตรงหน้าของตัวเอง เื่ที่เหนือความคาดหมายนี้เกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งมาก...ซุนเฟยส่ายหน้าเล็กน้อย เขาพบว่าหากตัวเองต้องประลองฝีมือกับคนใหญ่คนโตพวกนี้ มันคงออกมาแย่แน่ๆ
“แพรีส ให้พวกเขาหยุดมือเถอะ?”
บนใบหน้าขององค์ชายอาร์ชาวินเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจในตัวเอง ขณะที่มองไปตรงหน้า
ใบหน้าของเขาไม่ปรากฏร่องรอยความดีใจ แม้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคนนี้จะคอยช่วยเหลือน้องชายที่ไม่ค่อยเป็มิตรกับตัวเอง หลายครั้งที่ก่อเื่วุ่นวายให้แก่เขาและสร้างความสูญเสียมามายจนแทบจะรับไม่ไหว ก่อนหน้านี้เขาเคยฝันนับครั้งไม่ถ้วนที่จะได้สังหารนาง...แต่มาตอนนี้ เมื่อได้กุมชะตาชีวิตของนางไว้ในมือของตัวเองจริงๆ อาร์ชาวินก็พลันรู้สึกเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย
ผู้หญิงที่สวยและฉลาดแบบนี้ มันน่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับตัวเอง...คนงามทำไมถึงไปอยู่ฝ่ายโจรกันนะ
ไม่ช้าแพรีสก็ปรับสภาพจิตใจของตัวเองให้มั่นคงขึ้น สาวงามพลันกัดปากแน่นรู้สึกขมฝาดขึ้นมาทันที นางถอนหายใจออกมา ก่อนจะโบกมือเบาๆ
ชั่วพริบตา ทั่วทั้งสนามรบก็สงบลง
ความเป็จริงแล้ว หลังจากที่องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินปรากฏตัวขึ้นมา ทุกคนในสนามรบต่างหยุดเข่นฆ่ากันอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยประทับหมัดที่น่าใบนหน้าอกของยอดฝีมือผมขาวเมอร์ฟี มาถึงจุดนี้ ผลแพ้ชนะก็ถูกตัดสินไปแล้ว
ในราชอาณาจักรเซนิท องค์ชายใหญ่อาร์ชาร์วินคือเทพา
องค์ชายใหญ่อายุไม่ถึงยี่สิบห้าปีก็สามารถฝึกฝนคลื่นพลังธาตุไฟจนมาถึงระดับหกดาวได้ เป็พวก ‘คมในฝัก’ และได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะที่มีพร์คนแรกในรอบร้อยปีของราชอาณาจักรเซนิท นอกจากจะมีพลังแข็งแกร่งแล้ว เขายังเชี่ยวชาญตำราพิชัยา เป็ผู้นำทัพที่อายุน้อยที่สุด นำทัพบุกตะลุยสนามรบที่ชายแดนถึงหกปี สร้างความดีความชอบในการศึกไว้นับไม่ถ้วน แล้วก่อตั้งค่าย ‘วีรบุรุษเหล็ก’ ที่ไร้เทียมทานขึ้นมา เป็กองทัพที่ถูกจัดอันดับให้เป็กองทัพที่มีพลังรบอันดับหนึ่งของราชอาณาจักรเซนิท และมีชื่อเสียงในทั่วทุกอาณาจักรว่าเป็ ‘แส้แห่งพระเ้า’
ถ้าเป็สถานการณ์ปกติ เมอร์ฟีที่เป็ยอดฝีมือรุ่นเก๋า สามารถประลองฝีมือกับเทพาแห่งราชอาณาจักรเซนิทได้อย่างสูสี แต่ภายใต้การจู่โจมที่ไม่ทันตั้งตัวแบบนั้นทำให้ตอนนี้เมอร์ฟีได้รับาเ็สาหัส เส้นลมปราณฉีกขาดทั้งหมด อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานด้วยซ้ำ ส่วนอาร์ชาวินเองก็ได้รับาเ็เล็กน้อยจากการต้านรับคลื่นพลังสีทองของเมอร์ฟี แต่อย่างน้อยอาร์ชาวินที่เป็นักรบระดับหกดาวธาตุไฟ ยังมีพลังเหลืออยู่ เจ็ดแปดส่วนจากสิบส่วน อาศัยแค่อำนาจของคนคนเดียวก็สามารถควบคุมสถานการณ์าได้
เมื่อทั้งสองฝ่ายหยุดปะทะกัน ฝุ่นที่ลอยฟุ้งเต็มท้องฟ้าค่อยๆ กระจายหายไป
ทุกที่เต็มไปด้วยเศษซากแขนขาและโคลนที่เปื้อนเื
ส่วนแท่นหินบูชาก็ทรุดตัวพังทลายลงและกลายเป็ซากปรักหักพังเป็ที่เรียบร้อย
รอบๆ แท่นหินบูชา เหล่าผู้รอดชีวิตต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันไป
กลุ่มคนที่มีเชือกสีแดงตรงแขนมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย นั่นเป็เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาได้เตรียมการล่วงหน้าไว้จึงมีความพร้อมมากกว่า แต่ในตอนนี้ จำนวนคนไม่มีผลกระทบอะไรต่อการแพ้ชนะ เพราะยอดฝีมือหกดาวอย่างอาร์ชาวินแค่ยกนิ้วขึ้นมานิ้วเดียวก็สามารถบดขยี้พวกเขาให้กลายเป็ผุยผงได้ในพริบตาแล้ว สีหน้าขององค์ชายอาณาจักรเซินฮัว อาณาจักรหลู่เหนิง อาณาจักรฉ่านป้า และอีกหลายๆ อาณาจักรที่อยู่คนละฝั่งกับองค์ชายอาร์ชาวิน ต่างก็เผยใบหน้าหวาดกลัวและสิ้นหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง
แต่สำหรับพวกทูตและองค์ชายอาณาจักรอื่นๆ และเหล่าผู้คุ้มกันที่ถูกจู่โจมกะทันหัน พวกเขาต่างพากันยิ้มระรื่นยินดีปรีดา บางคนก็ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
เมื่อแพรีสได้โบกมือ กลุ่มคนก็พากันแยกออกจากกันทันที
หลังจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา เป็นักฆ่าที่ใช้ดาบ นักฆ่าชุดขาวที่สวมถุงมือกรงเล็บ นักฆ่ามีดโค้งสีเหลืองทั้งสองคน และยอดฝีมือธาตุดินที่หนีตายเพราะถูกซุนเฟยกระทืบ พวกเขาต่างเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของแพรีส โดยมีพวกผู้คุ้มกันและเหล่าทูตที่ผูกเชือกสีแดงตรงแขนเดินมายืนอยู่ข้างๆ แพรีสด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ตอนนี้พวกเขาต่างรู้สึกปั่นป่วนไปทั่วลำไส้ด้วยความเสียใจ แต่มันไม่มีประโยชน์ การเล่นการพนันเสี่ยงตายในครั้งนี้พวกเขาต่างพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แผนการลอบสังหารในครั้งนี้พวกเขาต่างยืนอยู่ผิดฝั่ง เหมือนประกาศให้รู้อย่างเป็ทางการว่านี่คือจุดจบชีวิตของพวกเขาและการล่มสลายของอาณาจักร
อีกฝั่งหนึ่งเป็ผู้บริสุทธิ์ที่มีจำนวนไม่มาก หลายคนยังอยู่ในท่าทางโศกเศร้าปนดีใจลึกๆ เหมือนภายใต้การจู่โจมของนกอินทรี เหล่าลูกเจี๊ยบก็มองหาแม่ไก่เจอ พวกเขาต่างเดินไปยืนอยู่ด้านหลังขององค์หญิงและองค์ชายใหญ่อาร์ชาวิน
ในที่สุด เมื่อกลุ่มคนได้แบ่งออกเป็สองฝั่งแล้วเผชิญหน้ากัน
บรรยากาศกดดันก็พุ่งขึ้นทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัว
ตอนนี้เองซุนเฟยก็เดินกัดฟันด้วยความเ็ป เดินโซซัดโซเซออกมา เขาเปลี่ยนกลับเป็ ‘โหมดคนเถื่อน’ บนร่างกายมีรอยาแที่หนักมาก ชุดคลุมที่ใช้สวมสำหรับเข้าพิธีาาภิเษกฉีกขาดเป็ชิ้นๆ เหลือเพียงเสื้อทับด้านในที่เปรอะเืเต็มไปหมด ใบหน้าของเขาเองก็อาบไปด้วยเื มีเพียงดวงตาสีดำขลับที่ยังคงเห็นอย่างชัดเจน ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเื เหมือนเอาตัวไปจุ่มกับเื ทุกที่ที่เดินผ่านมีรอยเท้าอาบเืประทับไว้
อาการาเ็สาหัสแบบนี้ ดูน่ารันทดมาก แค่เห็นก็ทำให้ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าจนน้ำตาไหล
แต่ก็มีหลายคนที่หลังจากเห็นฉากนี้ก็พากันสงสัยว่า ด้วยสภาพแบบนี้ อีกไม่นานองค์าาน้อยคงจะตายแน่ๆ ที่น่าเวทนามากขึ้นก็คือ การที่องค์าาน้อยผู้โชคร้ายคนนี้ต้องถูกก่อกวนในงานาาภิเษก นอกจากนี้ทหารและผู้คุ้มกันอื่นๆ ต่างก็พากันตกตายไปจนหมด ศพของแลมพาร์ด โอเลเกร์ และดร็อกบา รวมทั้งคนอื่นๆ ต่างนอนนิ่งสงบอยู่รอบๆ แท่นหินบูชา ก้อนหินและโคลนที่อยู่ใต้ร่างพวกเขาต่างย้อมเืจนเป็สีแดง
“อา อเล็กซานเดอร์ เ้ายังมีชีวิตอยู่ นี่มันดีมากจริงๆ”
องค์ชายมอดริชที่รอดตายพลันอุทานออกมาอย่างยินดี หลังจากเห็นซุนเฟยก็รีบเดินเข้าไปประคองร่างของเขา ก่อนหน้านี้หลายๆ คนต่างก็เห็นว่าซุนเฟยถูกเมอร์ฟี ยอดฝีมือระดับหกดาวทำร้าย ในเวลานั้นฝุ่นปกคลุมท้องฟ้าอย่างหนาแน่น ทำให้ทุกคนต่างคิดว่าองค์าาน้อยคงตายไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะอึดเหมือนหนูท่อ แม้ว่าดูเหมือนจะได้รับาเ็หนักมาก แต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้
องค์ชายมอดริชประคองซุนเฟยไปยืนอยู่ด้านหลังขององค์ชายอาร์ชาวิน
“แพรีส น่าเสียดายจริงๆ นะ ดูเหมือนว่าคราวนี้ข้าจะชนะ”
อาร์ชาวินยิ้มน้อยๆ พลางหันไปมองแพรีส ในใจก็อดถอนหายใจไม่ได้ ในที่สุด ผู้หญิงที่ทำให้เขาปวดหัวมาตลอด สุดท้ายก็ไม่สามารถเป็ภัยคุกคามได้อีก
แปะ แปะ แปะ แปะ!
แพรีสตบมือเบาๆ
แม้ว่าแพรีสจะอยู่ในสภาพที่อับจนหนทาง แต่เห็นได้ชัดว่ายังดีกว่าผู้ชายหลายๆ คน ที่ทำให้รู้สึกแปลกใจก็คือ การที่นางสามารถเรียกสติกลับมาได้ในเวลาสั้นๆ นางตบมือ พร้อมยิ้มยั่วเย้าออกมาอย่างมีเสน่ห์ พลางพูดอย่างนับถือว่า “พูดกันตามตรงนะ ข้าเองก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าองค์ชายใหญ่แห่งราชอาณาจักรจะยอมถ่อมาที่อาณาจักรเล็กๆ ทุรกันดารแห่งนี้เพื่อมาจับข้า อีกทั้งยังไม่เสียดายที่จะปลอมตัวเป็อัศวินชั้นยศน้อยเพื่อลอบซุ่มโจมตี...ฮ่าๆๆๆ อาร์ชาวิน ท่านว่าข้าควรรู้สึกเป็เกียรติหรือกลัวดีล่ะ?”
แม้ว่าอาร์ชาวินจะได้ยินวาจาแดกดันจากปากของนาง แต่ตอนนี้เขาเป็ผู้ชนะแล้ว ดังนั้นจึงยังยิ้มกว้างออกมาได้อยู่ ไม่ถือสาอะไร
“แต่ข้าต้องยอมรับเลยว่า ไพ่ตายในครั้งนี้มันช่างงดงามจริงๆ! พวกอัศวินตายกันเป็เบือ พวกเขาสร้างความสับสนให้แก่เมอร์ฟี มันเลยทำให้ท่านสามารถลอบโจมตีเมอร์ฟีได้อย่างง่ายดาย...เพียงแต่ การที่องค์ชายของพวกเขาส่งพวกเขาไปตายแบบนี้ หากพวกเหล่าอัศวินพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาคงจะเ็ปใจมากกว่าไหม?”
“แพรีส เมื่อมันมาถึงจุดนี้แล้ว เ้ายังมาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้หรือ ยอมจำนนต่อข้าและรับใช้ข้าเสีย แล้ววันนี้ข้าจะไม่สังหารเ้า”
อาร์ชาวินก็ยังคงยิ้มอยู่ แต่คำพูดนี้กลับเข้มงวดจริงจัง ไม่มีทางหนีทีไล่
“ฮึๆ ฝ่าา ข้าคิดว่าท่านคงจะมั่นใจในพลังของตัวเองมากไปแล้ว แม้วันนี้จะสังหารฝ่าากับองค์หญิงไม่ได้ แต่ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ หากข้าจะหนี ข้าก็สามารถหนีไปได้ไม่ใช่หรือ?” แพรีสยังคงยิ้มระรื่นเหมือนกำลังสนทนากับสหายเก่า ในคำพูดเต็มไปด้วยการลองเชิงและยั่วยุ แต่กลับไม่มีความคิดที่จะสวามิภักดิ์แม้แต่น้อย
“หากเ้าคิดจะหนีก็ควรเลือกไปั้แ่แรก เพราะบางทีเ้าอาจมีหวังอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็ตอนนี้คงไม่ได้”
ใบหน้าของอาร์ชาวินยิ้มกว้างมากขึ้น ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคได้นำอัศวินยี่สิบห้าคนที่เหลือไปเฝ้ารักษาบันไดหินเพียงแห่งเดียวที่ทอดลงสู่เชิงเขา ด้วยวิธีนี้ ต่อให้พวกนักฆ่าเข้ามาขวางทางอาร์ชาวินเพื่อยื้อเวลาให้แพรีสสักวินาที แต่แพรีสก็ไม่สามารถหลบหนีพวกอัศวินและปัฟลูย์เชนโคลงไปยังเชิงเขาได้แน่ๆ อาร์ชาวินมีโอกาสที่จะสังหารนางได้เพียงเสี้ยววินาที
แพรีสเห็นฉากนี้ ใบหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ
“ท่านพี่นาตาชา โชคของท่านมันน่าอิจฉามากเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าาาน้อยคนนี้ได้ทำลายแผนการของข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ วันนี้คนที่ต้องตายก็ไม่แน่ว่าจะเป็ท่าน...”
ตอนนี้ดูเหมือนว่าแพรีสจะเริ่มยอมรับชะตาชีวิตตัวเองแล้ว ใบหน้างามเผยสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจสักนิด ดูเหมือนไม่อยากจะพูดกับอาร์ชาวินอีก จึงเบนสายตาไปที่องค์หญิงที่ยืนเงียบๆ อยู่ท่ามกลางฝูงชน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยเสียใจ เหมือนกับว่าเป็น้องสาวที่กำลังกระเง้ากระงอดกับพี่สาวตัวเอง
ความจริงแล้วผู้หญิงคนนี้ เป็ปีศาจสาวที่ก่อกวนผู้คนจริงๆ คิ้วโก่งได้รูป ริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงตาที่ดูเศร้าสลด ทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ที่มองเกิดความรู้สึกสงสาร อยากจะเข้าไปกอดปลอบโยน
องค์หญิงเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ “ใช่แล้ว วันนี้โชคของข้าค่อนข้างดี”
นักบุญสาวพูดแบบนี้ นั่นเท่ากับว่าได้ยอมรับว่าในการประลองครั้งนี้ ซุนเฟยมีบทบาทสำคัญมาก
แน่นอนว่า ซุนเฟยเหมือนตัวสาระแนที่ไม่ได้รับเชิญ และคอยก่อกวนแผนการเดิมของทั้งสองฝ่าย
ถ้าไม่มีความโกรธหน้ามืดตามัวของซุนเฟยที่ปรี่เข้าไปจะสังหารแพรีส ฮิลตันให้ตายไปในชั่วพริบตา นางก็คงไม่ต้องเรียกให้เมอร์ฟีออกมาก่อนเวลา องค์หญิงเองก็คงไม่ต้องใช้ไพ่ตายอย่างอาร์ชาวินเช่นกัน การจะได้รับชัยชนะจากเมอร์ฟีมันไม่ง่าย เมอร์ฟีเป็ยอดนักรบระดับหกดาว และยังเป็ยอดฝีมือที่มีประสบการณ์ในการสังหารอย่างโชกโชน พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเขาไม่อาจมองข้ามได้ หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง แม้แต่อาร์ชาวินที่ถูกเรียกว่าเป็ ‘เทพาแห่งเซนิท’ ก็คงไม่อาจได้รับชัยชนะได้ง่ายๆ หากไม่ใช่ว่าลอบโจมตีจากมุมมืด เกรงว่าอาจจะต้องพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ
นักฆ่าก็เหมือนความรัก
ใครเริ่มก่อน อาจต้องได้รับาเ็หนัก
ได้ยินองค์หญิงเปิดปากยอมรับว่าที่จริงตัวเองก็อาศัยโชคเช่นกันถึงประสบความสำเร็จ แต่ใบหน้าของแพรีสก็ยังคงเผยรอยยิ้มมีเลศนัยแปลกๆ “แต่บางครั้ง แค่อาศัยโชคอย่างเดียวมันก็ไม่สำเร็จหรอกนะ”
“เ้า...” องค์หญิงเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไป “ทุกคนระ...”
แต่ช้าเกินไป
ตอนนี้เอง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
พวกเขาเห็นเพียงองค์ชายมอดริชแห่งอาณาจักรเล็กซัสที่ยืนอยู่ข้างๆ ซุนเฟย ดวงตาเย็นเยียบขึ้น ก่อนจะลงมืออย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ กลิ่นอายความร้อนอย่างรุนแรงถูกปล่อยออกมาจากฝ่ามือทั้งซ้ายขวา ก่อนที่จะประทับตรงหัวใจด้านหลังขององค์ชายอาร์ชาวินและสาวน้อยชุดม่วงอย่างแม่นยำ
วินาทีต่อมา คลื่นพลังสีแดงก็พลันะเิขึ้นมาในชั่วพริบตา
พรูด พรูด!
เหตุการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก
เหลือเชื่อ
ความสนใจทั้งหมดของอาร์ชาวินและสาวน้อยเปลวเพลิงสีม่วงต่างเพ่งไปที่ร่างของแพรีส พวกเขามัวแต่เฝ้าระวังแพรีส กลัวว่าจะเกิดการต่อสู้แบบหมาจนตรอกขึ้นมา คาดไม่ถึงว่า ‘พวกเดียวกับตัวเอง’ ที่อยู่ด้านหลังจะลอบทำร้าย ด้วยระยะห่างที่ใกล้ขนาดนี้ กระทั่งทั้งสองคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ทัน พวกเขาไม่ทันจะได้โคจรคลื่นพลังมาปกป้องกายของตัวเอง ก็ถูกเปลวไฟสีแดงของมอดริชทั้งสองข้างจู่โจมเข้าอย่างรุนแรง พลังมหาศาลถูกส่งเข้ามาในร่างก่อนจะะเิขึ้น ทั้งสองคนต่างกระอักเืออกมาได้รับาเ็สาหัสในทันที
สีหน้าของทั้งสองคนพลันเปลี่ยนไป ทั้งไม่อยากจะเชื่อทั้งโมโห และตกตะลึง
เมื่อการโจมตีสำเร็จ มอดริชก็ไม่ได้ถอยหนี เขาสะบัดมือพลางแสยะยิ้มอย่างโหดร้าย ทำให้คลื่นพลังลูกหนึ่งกลายเป็ัยาวร้องคำรามและพุ่งไปทางองค์หญิงที่อยู่ไม่ไกล
เหตุการณที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ในตอนนั้นไม่มีใครคิดจะเข้ามาปกป้ององค์หญิง
พวกเขาเห็นเพียงองค์หญิงตรงหน้าที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาถูกโจมตีอย่างกะทันหันและกำลังจะกลายเป็หมอกเืในชั่วพริบตา แต่ในตอนนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นมา จู่ๆ ก็มีม่านน้ำป้องกันสีฟ้าปรากฏขึ้นมาตรงด้านหน้าขององค์หญิง องค์หญิงถูกขวางไว้ด้วยม่านน้ำนี้ และเมื่อัเพลิงได้ชนเข้ากับม่านน้ำตรงหน้าก็พลันกระเพื่อมอย่างรุนแรง ป้องกันการโจมตีของมอดริช
“ไอ้บัดซบ ข้าจะฆ่าเ้า!”
ในตอนนั้น ‘เทพาแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินก็พลันได้สติกลับมา เขามองเห็นองค์หญิงตกอยู่ในอันตรายก็กัดฟันแน่น อดทนต่ออาการาเ็สาหัส เขาโคจรคลื่นพลังที่เหลืออยู่ ก่อนจะโจมตีไปทางมอดริช มอดริชไม่มีทางเลือก เขายืดแขนที่โคจรคลื่นพลังขึ้นมาป้องกัน ทันทีที่ถูกโจมตีก็กระอักเืออกมา ก่อนจะกระเด็นออกไปตกอยู่ข้างหน้าแพรีส แต่ก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้
การเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อเพียงเสี้ยววินาที
ชั่วพริบตาทุกคนต่างตกอยู่ในสภาพโกลาหล
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ทำไมถึงเกิดเื่นี้ขึ้น?
ใครจะไปคาดคิดว่าองค์ชายมอดริชแห่งอาณาจักรเล็กซัสคนนี้ที่ไม่น่าจะเป็ฝ่ายเดียวกับพวกนักฆ่าและแพรีส จะลงมือจู่โจมโดยไม่มีการกล่าวเตือนล่วงหน้าใดๆ คิดไม่ถึงว่าพลังขององค์ชายน้อยคนนี้จะมีมากกว่าสองดาว การโจมตีที่แทบจะสังหารองค์หญิงและยังทำร้ายยอดฝีมือระดับสูงถึงสองคนจนได้รับาเ็หนักอย่างอาร์ชาวินและสาวน้อยชุดม่วงได้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าองค์หญิงมีอุปกรณ์เวทมนต์ป้องกันธาตุน้ำติดตัว เกรงว่าคงตายไปแล้วจริงๆ
บรรยากาศบนยอดเขาตะวันออกก็พลันเปลี่ยนแปลงขึ้นมาทันที
สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อแบบนี้ เพียงชั่วพริบตาก็ทำให้ขุมพลังทั้งสองฝ่ายต่างเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทันที
เมอร์ฟี อาร์ชาวิน และจื่อเยี่ยน เดิมทีพวกเขาทั้งสามคนต่างเป็ยอดฝีมือที่มีพลังมากที่สุดบนยอดเขาตะวันออก แต่ตอนนี้ต่างพากันได้รับาเ็หนักจนเคลื่อนไหวไม่ได้ ฝ่ายองค์หญิงเหลือกำลังต่อสู้แค่หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคและนักดาบสาวซูซานกับทหารที่เหลือแค่ยี่สิบกว่าคน และเหล่าคณะทูตคนอื่นๆ แค่สิบกว่าคน ส่วนฝ่ายแพรีสยังมีนักฆ่าผู้ใช้ดาบ นักฆ่ากรงเล็บชุดขาว นักฆ่ามีดโค้งสองคน มอดริชและนักฆ่ากระบี่ทหารม้า แม้ว่าจะมีอาการาเ็แตกต่างกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้สูญเสียพลังการต่อสู้ไป และนอกจากนี้ยังมีแพรีสที่ยังไม่ได้รับาเ็ใดๆ อีกด้วย...
เพียงชั่วพริบตา พลังของทั้งสองฝ่ายก็กลับตาลปัตร
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากจนทำให้คนอื่นๆ
รู้สึกเหมือนฝันกลางวันอยู่
เดิมทีเหล่าองค์ชายอาณาจักรเซินฮัวและคนอื่นๆ ที่ผูกเชือกสีแดงที่กำลังโศกเศร้าอยู่นั้น ตอนนี้ก็พลันกลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง พวกเขาไม่ปกปิดท่าทีดีใจออกมาสักนิด ท่าทางเซื่องซึมก็พลันแทนที่ด้วยรอยยิ้ม แต่ละคนดึงดาบข้างเอวออกมา
“ฮิๆๆ ท่านพี่นาตาชา สุดท้ายครั้งนี้ท่านก็แพ้!”
ใบหน้าสวยของแพรีสก็ปรากฏรอยยิ้มเ้าชู้กลับคืนมา ชุดสีขาวที่เปรอะไปด้วยเืและฝุ่นค่อยๆ กระพือตามสายลม ท่าทางนั้นดูเหมือนสาวน้อยที่กำลังประสบความสำเร็จกับแผนการร้ายของนาง จนถึงตอนนี้ ทุกคนก็พลันเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่นางพูดมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด มันก็แค่การหยอกล้อเท่านั้นเอง
องค์หญิงก็พลันเงียบขรึม
ส่วน ‘เทพาแห่งเซนิท’ แม้จะโกรธ แต่ร่างกายก็เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ การโจมตีของมอดริชเมื่อกี้ทำให้เขาได้รับาเ็หนักมาก ในขณะที่สาวน้อยจื่อเยี่ยนก็พลันหลับตาแน่น ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ เปลวไฟสีม่วงลุกไปทั่วร่าง เห็นได้ชัดว่าพยายามรักษาร่างกายอย่างเร่งรีบอยู่
“ฮ่าๆๆๆ พูดสิ ว่าแปลกใจมาก ทีแรกข้าก็แค่อยากสังหารท่านพี่นาตาชา เพื่อตัดแขนขององค์ชายอาร์ชาวินเท่านั้นเอง แต่ใครจะรู้ล่ะว่า ตอนนี้จะมีโอกาสสังหารแม้แต่องค์ชายใหญ่ ฮ่าๆๆ เทพธิดาแห่งโชคชะตาท่านช่างใจกว้างยิ่ง ถ้าองค์ชายโดมิงเกวซทรงทราบข่าวนี้ คงต้องมีความสุขมากแน่ๆ”
แพรีสหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงทรงเสน่ห์พร้อมกับปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมา ขณะที่ก้าวไปด้านหน้าทีละก้าวอย่างนุ่มนวล
ด้านหลังของนาง ในที่สุดพวกนักฆ่าก็พากันดึงผ้าคลุมหน้าออก
“ต้องเสียใจด้วยจริงๆ นะ เดิมทีก็อยากดื่มอะไรสักอย่างกับทั้งสองท่าน แต่เพื่อไม่ให้มันเป็เพียงความฝัน ข้าคงต้องรีบสังหารพวกเ้าแล้วล่ะ”
น้ำเสียงของแพรีสฟังดูอ่อนโยน แต่ในสายตาของอาร์ชาวิน มันกลับเหมือนมัจจุราชที่กำลังจะคร่าชีวิตของพวกเขา
“หึๆๆ เป็วิธีที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่ข้าสงสัย หากเ้าสังหารข้าและนาตาชาไป
พวกเ้าจะมีคำอธิบายอะไรไปบอกท่านพ่อหรือ? มีหลายคนที่มาร่วมงานที่นี่ ความลับนี้มันรักษาไว้ได้ไม่นานหรอก
ไม่ช้า สักวันหนึ่งท่านพ่อก็ต้อรู้เื่ที่เกิดขึ้นที่นี่ทั้งหมด เ้าและโดมิงเกวซคิดว่าจะปิดบังความจริงไว้ได้นานเท่าไรกัน?”
อาร์ชาวินที่นั่งอยู่บนพื้นพยายามยื้อเวลาที่จะโคจรรักษาอาการาเ็ในร่าง แต่ความหวังก็เบาบางมากเหลือเกิน เขาได้รับาเ็หนักและไม่เหลือพลังอีกต่อไป
“ฮึๆๆ ฝ่าา พูดแบบนี้เพื่อล้อเล่นเปลี่ยนบรรยากาศหรือ? ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ดียิ่งกว่าข้า ั้แ่ที่แผนนี้เริ่มต้น มันก็ไม่มีทางให้ถอยกลับแล้ว หรือคาดหวังว่าข้าจะปล่อยพวกท่านไป? ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า ก็แค่เื่ง่ายๆ สำหรับจักรพรรดิยาซิน องค์ชายโดมิงเกวซ ก็จะอธิบายไปอย่างชัดเจนว่า พวกชาวบ้านของเมืองแซมบอร์ดต่างลุกฮือขึ้นก่อฏ ท่านพี่นาตาชาโชคไม่ดีที่ต้องตายในาก่อฏครั้งนี้ และอีกอย่าง ไม่ใช่ว่าท่านกำลังประทับอยู่ที่ ‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ หรอกหรือ?”
แพรีสหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมอธิบายออกมา นั่นทำให้หัวใจของอาร์ชาวินรู้สึกหนักอึ้ง
เขาคิดว่าเื่การเปลี่ยนตัวในครั้งนี้มันจะต้องเป็ไปได้ด้วยดีแน่ๆ และก่อนหน้านี้ยังคิดว่าได้ผลดังคาด แต่พอมาตอนนี้เมื่อเื่กลับตาลปัตรขึ้นมา กลายเป็ประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามไปได้ ความหมายที่แพรีสพูดมันชัดเจนอยู่แล้วว่าน้องชายของเขาโดมิงเกวซคิดจะควบคุมเขาตัวปลอม ให้ส่งมอบ ‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ ให้แก่ตัวเองโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไร
“โอบินนา มอดริช ฮาซึงจิน พวกเ้าทั้งสามคนพาพวกคณะทูตและพวกทหารไปล้างบางเมืองแซมบอร์ดเสีย จากนั้นก็จุดไฟเผาเมืองให้หมด จำไว้ อย่าปล่อยให้ใครเหลือรอดไปได้ แล้วสร้างสถานการณ์ว่าเกิดเหตุจลาจลขึ้นมา...”
แพรีสหันไปออกคำสั่งที่เืเย็นให้แก่พวกนักฆ่าที่อยู่ด้านหลัง
“น้อมรับบัญชา”
นักฆ่าทั้งสามคนและเหล่าองค์ชายและคณะทูตที่ได้ยินต่างพากันดีใจ นี่เป็โอกาสในการเก็บเกี่ยวที่ดี ระหว่างที่พวกเขาเข่นฆ่าชาวเมืองแซมบอร์ดก็จะถือโอกาสกอบโกยสมบัติของพวกขุนนางและท้องพระคลังไปด้วย ตอนนี้เมืองแซมบอร์ดก็ไม่มีกำลังต่อต้านใดๆ แล้ว
แต่...
“เฮ้ๆ เดี๋ยวก่อนๆ ช่างไร้มารยาทเสียจริง คิดจะฆ่าล้างเมืองแซมบอร์ด พวกเ้าต้องถามาาก่อนว่าจะยอมให้พวกเ้ากระทำไหม!”
ซุนเฟยที่เืเปื้อนทั่วร่างก็เดินกระเผลกๆ ออกมา
“เ้า...” ใบหน้าของมอดริชปรากฎร่องรอยความเหยียดหยามออกมา พลางพูดหยอกล้อไปว่า “ได้รับาเ็หนักแบบนี้ เ้ายังคิดว่าจะเปลี่ยนสถานการณ์อะไรได้? ทางที่ดีประหยัดพลังไว้ดีกว่า อย่าเสียเืตายไปเสียก่อนล่ะ ฮ่าๆๆ”
“หือ เ้าว่าใครได้รับาเ็นะ?” ซุนเฟยยกมือลูบเืบนใบหน้า ขาที่เดินกะเผลกก็เปลี่ยนเป็เดินอย่างมั่นคง กายยืดตรง “ต้องขอโทษจริงๆ นี่ก็แค่การแสดงน่ะ”
ตอนนี้เอง ซุนเฟยก็พลันะโโลดเต้น ไม่มีท่าทีาเ็ใดๆ ทั้งสิ้น
“พูดก็พูดเถอะ ทำไมพวกเ้าถึงช่วยยัยป้าแพรีสด้วยเล่า?” ซุนเฟยยกมือท้าวเอว ยกมือชี้ไปที่ไปที่ชายสองคนที่อยู่ด้านหลังมอดริชแล้วถามอย่างสงสัยว่า “ยังมีอีก ทำไมพวกเขาสองคนถึงไม่ตายล่ะ? ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่ได้นะ”
--------------------
