“เหอะ ข้าว่าเขาไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบว่าพวกเรามีเงินหรือไม่หรอก แต่มาเพื่อ้าผลประโยชน์จากเรามากกว่า เขาคงไม่พอใจที่พวกเรามีเงินแล้วแต่ไม่นำผลประโยชน์ไปมอบให้เขา” หลี่อันหรานกัดฟันกรอด พร้อมกับกอดอกพ่นลมหายใจยาวเหยียด
คนพวกนี้ไม่รู้สึกอันใดที่เห็นคนอื่นเหนื่อยยากและไม่มีแม้แต่อาหารจะกิน แต่หากวันใดที่คนยากจนเหล่านี้ได้กินอาหารดีๆ พวกเขาจะรู้สึกอิจฉาตาร้อน ตรงเข้ามาหาเื่ทันที
“พอแล้ว เ้าเลิกพูดเื่พวกนี้เถอะ คิดเสียว่ายกเต้าเจี้ยวเผ็ดโถนั้นให้เขา อย่างน้อยเขาจะได้ไม่มาหาเื่พวกเราอีก แต่ต่อจากนี้พวกเราคงต้องอยู่เงียบๆ” เสิ่นอิ๋นหวนอธิบายเพิ่ม
หลี่อันหรานเข้าใจหลักการเื่นี้ดี นางรู้ว่าบางครั้งการจะทำอะไรก็ต้องใช้เส้นสาย แต่นางไม่ชอบใจมากอยู่ดี
วันต่อมาหลังจากเหตุการณ์นี้ หลี่อันหรานทำการนำเศษผ้าออกมาหนึ่งผืน นี่เป็ผ้าที่ตัดและเย็บขึ้นมาจากเสื้อผ้าที่น้องชายน้องสาวไม่ใส่แล้ว
แน่นอนว่าเสิ่นอิ๋นหวนคอยช่วยเย็บด้วยเช่นกัน จากนั้นนางใช้พู่กันเขียนคำว่า ‘ผลิตภัณฑ์อาหารอวิ๋นเซวียน’ ตัวใหญ่ และนำเศษผ้าผืนนี้มุ่งหน้าไปยังใจกลางหมู่บ้าน
เสิ่นอิ๋นหวนไม่เข้าใจว่านางจะทำอะไรจึงไล่ตามมาถาม “เ้าจะทำอันใดน่ะ? จะเอาเศษผ้านี่ไปทำอันใด? บนผ้าเขียนว่าอะไร?” เสิ่นอิ๋นหวนไม่รู้หนังสือ แต่กลับดึงผ้าผืนนั้นไม่ให้หลี่อันหรานเอาออกไป
นั่นเพราะนางรู้สึกว่าหลี่อันหรานต้องไปสร้างปัญหาบางอย่างเป็แน่ ตอนนี้ลูกสาวของนางเปลี่ยนเป็คนละคนจากเมื่อก่อน ไม่ใช่คนขี้ขลาดหรือยอมคนอีกต่อไป แต่กลายเป็คนใจกล้าและมีความคิดเป็ของตัวเอง แน่นอนว่านี่เป็เื่ดี แต่บางครั้ง การมีความคิดเป็ของตัวเองเกินไปก็อาจเผลอไปล่วงเกินผู้อื่นเข้า
ผิดกับตัวเสิ่นอิ๋นหวนเองที่ยังคงขลาดกลัว ดังนั้น จึงไม่อยากให้ลูกสาวออกไปสร้างปัญหาเท่าไรนัก
หลี่อันหรานขมวดคิ้วและหันไปมองมารดา “ทำอันใดของท่าน? เหตุใดจึงรั้งข้าไว้?”
“เ้าบอกมาก่อนว่าบนนั้นเขียนว่ากระไร? แล้วเ้าจะไปทำอันใด?”
เสิ่นอิ๋นหวนเห็นนางยู่ปากไม่ยอมตอบก็ซักไซ้ต่อ “เื่นี้เกี่ยวข้องกับเื่ที่ถิงจั่งมาหาพวกเราเมื่อวานหรือไม่?”
หลี่อันหรานแน่นิ่งไปสักพัก นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่รู้ว่าควรอธิบายกับเสิ่นอิ๋นหวนอย่างไร “ท่านวางใจเถิด ข้าไม่ได้จะไปหาเื่ถิงจั่งหรือผู้ใดทั้งนั้น ข้าเพียงแต่จะทำให้ทุกคนรู้ว่าบ้านพวกเราทำเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริก หากผู้ใดในหมู่บ้านชอบก็มาซื้อที่บ้านเราได้”
“ข้าจะลดราคาให้พวกเขาครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ เต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกก็ต้องใช้วัตถุดิบ ต่อไปคงต้องขอให้คนในหมู่บ้านช่วยหา นี่คือสิ่งที่ข้าต้องทำ ท่านอย่าห้ามข้าเลย”
สิ้นเสียง นางก็เดินเข้าไปยังหมู่บ้านอย่างฉับไว ภายในหมู่บ้านมีถนนที่ค่อนข้างใหญ่อยู่หนึ่งสาย ทว่าความจริงแล้วมันเป็เพียงทางสี่แยกเท่านั้น ถือว่าเป็ศูนย์กลางของหมู่บ้านก็ว่าได้
เสิ่นอิ๋นหวนกลัวว่านางจะเล่นลูกไม้อะไรอีกจึงตามมาด้วย นางเห็นหลี่อันหรานนำเศษผ้าผืนนั้นไปแปะบนกระดาน และในเวลาเดียวกันนี้เอง ท่านป้าหวางที่นั่งรับแดดอยู่หน้าบ้านก็ได้เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม
“โอ้ นี่มันอิ๋นหวนมิใช่หรือ? อันหรานก็อยู่ด้วย พวกเ้ากำลังทำอันใด? ตัวหนังสือพวกนี้เขียนว่ากระไรหรือ?”
เสิ่นอิ๋นหวนไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร นางยิ้มให้ป้าหวางอย่างกระอักกระอ่วนแล้วหันไปมองหลี่อันหราน หลี่อันหรานกำลังตอกเศษผ้าผืนนั้นให้ตรึงกับกระดาน เสียงนี้ดึงดูดให้เพื่อนบ้านรอบข้างเดินเข้ามาดู
ชาวบ้านจำนวนห้าถึงหกคนค่อยๆ ทยอยกันมามุงดู ส่วนใหญ่พวกเขาอ่านหนังสือไม่ออก มีเพียงส่วนน้อยที่พอรู้หนังสืออยู่บ้าง แต่หลี่อันหรานไม่รอให้คนเหล่านี้ได้อ่านจนจบ นางปรบมือพูดกับคนเหล่านี้เสียงดังว่า “ทุกท่านตั้งใจฟังให้ดี อักษรเหล่านี้อ่านว่า ‘ผลิตภัณฑ์อาหารอวิ๋นเซวียน’ นี่เป็ชื่อยี่ห้อของครอบครัวข้า”
“ครอบครัวข้าขายเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริก คนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงน่าจะทราบว่าข้าทำอาหารขายและนำไปขายแลกเงินในเมือง จากนั้นนำไปซื้อสิ่งจำเป็ในชีวิตประจำวัน หากพวกท่านอยากลองชิมก็มารับที่บ้านข้าได้”
“ตราบใดที่เป็การชิมครั้งแรก ข้าก็จะไม่คิดเงิน จะคิดั้แ่ครั้งที่สองเป็ต้นไป”
ชาวบ้านรอบข้างได้ยินดังนี้ก็เริ่มคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่ทันที
หลี่อันหรานไม่ได้สนใจอะไรอีก นางพาเสิ่นอิ๋นหวนออกจากที่นี่ทันที เสิ่นอิ๋นหวนยังคงไม่เข้าใจนักว่าหลี่อันหรานคิดจะทำอันใดกันแน่ นางเดินกลับบ้านพลางถามไปด้วยว่า “เ้าคิดจะทำอันใด? จะให้พวกเขาชิมเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกโดยไม่เก็บเงินจริงหรือ?”
หลี่อันหรานเดินไปด้วย ตอบไปด้วย “ในเมื่อพวกเขารู้แล้วว่าบ้านพวกเราทำสิ่งนี้ขายและรู้สึกสงสัย เช่นนั้นก็ทำให้พวกเขาเข้าใจกระจ่างไปเลย ต่อไปจะได้ไม่เข้าใจกันผิดอีก”
นางหยุดฝีเท้าถามเสิ่นอิ๋นหวนอย่างฉับพลัน “ท่านแม่ ยังมีผลไม้ที่ซื้อจากในเมืองเมื่อคราวก่อนเหลืออยู่หรือไม่?”
เสิ่นอิ๋นหวนพยักหน้า “ยังเหลืออยู่ คราวก่อนกินไปแค่เล็กน้อยแต่ยังไม่หมด แม่เก็บส่วนที่เหลือเอาไว้อยู่”
ได้ยินดังนั้น หลี่อันหรานจึงก้าวเดินต่อ “เช่นนั้นข้าขอที่เหลือทั้งหมด เอาไว้รอบหน้าที่เข้าเมืองจะซื้อกลับมาให้น้องๆ กินใหม่”
เสิ่นอิ๋นหวนไล่ตามไปถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง “เ้าจะเอาผลไม้พวกนี้ไปทำอันใด?”
“ข้าจะไปบ้านของถิงจั่ง ต่อไปจะได้ตีสนิทกับภรรยาของถิงจั่งด้วย”
เสิ่นอิ๋นหวนขมวดคิ้ว นางเข้าใจความหมายแล้ว “เ้าจะนำไปฝากถิงจั่งหรือ?”
หลี่อันหรานไม่ปฏิเสธ ยามนี้นางเดินกลับถึงบ้านแล้ว นางเริ่มเตรียมผลไม้พวกนั้น “เ้าค่ะ ในเมื่อที่นี่ให้ความสำคัญกับเส้นสายขนาดนี้ เช่นนั้นข้าก็คงมีแต่ต้องเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แม้ว่าข้าจะไม่ชอบถิงจั่งผู้นั้นอย่างรุนแรง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็ผู้มีอำนาจของที่นี่ ผูกมิตรเข้าไว้จะได้ดีต่อกิจการของข้าในอนาคต”
นางกล่าวจบแล้วใส่ผลไม้พวกนั้นลงในห่อผ้า “ท่านแม่ ท่านพูดถูกแล้ว บางครั้งเราก็ควรผูกมิตรกันไว้”
กล่าวจบ หลี่อันหรานก็ถือผลไม้พวกนั้นออกจากบ้านไป ทว่าเสิ่นอิ๋นหวนกลับเสียดายผลไม้พวกนั้นไม่น้อย เพราะนั่นเป็ผลไม้ที่ไม่ได้พบเห็นกันได้บ่อย
คิดจนตก นางจึงตามไปห้ามหลี่อันหราน “เมื่อวานเขาเอาเต้าเจี้ยวเผ็ดของเราไปแล้ว เหตุใดเ้าจึงนำของพวกนี้ไปให้พวกเขาอีกเล่า?”
หลี่อันหรานหันมากุมมือผู้เป็แม่ “เมื่อวานท่านบอกข้าเองว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็ถิงจั่ง จะเอาอะไรไปหน่อยก็ไม่เป็ไร เหตุใดตอนนี้จึงตระหนี่ถี่เหนียวเล่าเ้าคะ?”
“ท่านวางใจเถิด ของพวกนี้จะไม่เสียเปล่า ข้าทำเพื่อให้พวกเขาเลิกวิจารณ์พวกเรา ที่สำคัญกว่านั้นคือ ต่อไปข้ายังต้องค้าขายที่นี่อีก การรู้จักกับถิงจั่งจะส่งผลดีกับกิจการของเราในอนาคต”
เสิ่นอิ๋นหวนยังคงไม่เข้าใจอยู่บ้าง “กิจการขนาดเล็กของเ้าต้องลงทุนขนาดนี้เชียวหรือ? อีกอย่าง มันก็ขายได้ไม่กี่อีแปะเท่านั้น อย่าดีกว่านะ”
นางกล่าวแล้วตั้งท่าจะแย่งผลไม้จากมือหลี่อันหราน “แม่เก็บผลไม้พวกนี้ไว้เพราะน้องชายน้องสาวเ้าต่างก็ชอบกิน ไม่กล้าให้พวกเขากินหมดในคราเดียว หากนำไปมอบให้ครอบครัวของถิงจั่ง…”
ทว่าหลี่อันหรานกลับตัดบทนางฉับ “ท่านแม่ ท่านอย่าตระหนี่เช่นนี้สิเ้าคะ ต่อไปพวกเราต้องทำการใหญ่ ถึงแม้ตอนนี้กิจการของข้าจะยังเล็ก แต่ท่านต้องให้เวลาข้าได้เติบโตพัฒนาด้วยสิ อีกอย่าง บ้านไม้ที่พวกเราอยู่ตอนนี้ก็ได้มาจากเงินที่ข้าหามามิใช่หรือ? หากไม่มีเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริก ตอนนี้พวกเราคงยังอยู่ที่กระท่อมฟางด้วยซ้ำ”
