เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้สวีหว่านหนิงสะดุ้ง มือที่กำลังแปะยาให้กับแม่หลินเผลอออกแรงมากเกินไป เลยไปถูกแผลเก่าของแม่หลินพอดี แม่หลินเจ็บจนสูดหายใจเฮือก
“แม่ ขอโทษนะคะ ฉันทำให้แม่เจ็บ”
สวีหว่านหนิงเบือนสายตาออกจากตัวผู้ชายคนนั้น แล้วรีบตรวจดูแผลของแม่หลิน
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร!”
สายตาของแม่หลินหยุดอยู่ที่ตัวหลินอัน หยดน้ำใสเริ่มปริ่มขอบตา
“อันเอ๋อร์ ในที่สุดลูกก็กลับมาแล้ว!”
หลินอันกลับมาที่บ้านพร้อมกับความเดือดดาล ด้วยเหตุนี้จึงไม่ทันสังเกตถึงบรรยากาศที่ดูอบอุ่นระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ หลังได้ยินประโยคนี้ของแม่ จิตใต้สำนึกจึงคิดว่าสวีหว่านหนิงก่อเื่อะไรอีกแล้ว
สวีหว่านหนิงเงยศีรษะขึ้น ปะทะกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังคู่นั้นเข้าพอดี
เธอลอบถอนหายใจ ก่อนจะเอายาที่ยังใช้ไม่หมดมาเก็บไว้ในกล่องเหล็กที่เก่าจนขึ้นสนิม จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น “บนเตายังมีกับข้าวเหลือ ฉันจะไปอุ่นให้ คุณคุยกับแม่ไปก่อนนะ”
พูดจบเธอก็เดินจากไป ให้พื้นที่ส่วนตัวกับสองแม่ลูก
ในห้องครัว สวีหว่านหนิงจุดฟืนไปพร้อมกับย้อนคิดถึงเนื้อหาในนิยาย
หลินอันไม่ได้กลับบ้านมาเพราะความบังเอิญ แต่เพราะมีใครบางคนเขียนจดหมายหาเขา เนื้อหาในจดหมายบอกใบ้ว่า สวีหว่านหนิงกำลังจะเอาลูกไปขาย
โชคดีที่หน่วยงานทหารอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านต้าเจียงมากนัก ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืนก็กลับมาถึงบ้าน
ในนิยายต้นฉบับบอกไว้ว่า สุดท้ายหลินอันก็กลับมาช่วยลูกชายและลูกสาวของตัวเองไม่ทัน
ตอนอ่านนิยาย สวีหว่านหนิงไม่ได้ครุ่นคิดถึงรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้ แต่หลังเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วย้อนคิดดูอย่างละเอียดก็พบว่า เื่นี้เต็มไปด้วยความผิดปกติ
คนที่แจ้งข่าวให้หลินอันรู้คือใคร สวีหว่านหนิงพอจะมีคำตอบในใจ
ในห้อง แม่หลินจับสองมือที่หยาบกระด้างของหลินอันแล้วกล่าวว่า
“อันเอ๋อร์ จดหมายฉบับที่แล้วลูกบอกเองไม่ใช่หรือว่า ต้องรอใกล้ตรุษจีนก่อนถึงจะกลับบ้านได้ ส่วนเื่ขายลูก อย่าไปฟังข่าวลือเหลวไหลจากพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน มันเป็เื่โกหก”
หลินอันเอาลิ้นแตะเพดานปาก สุดท้ายก็ไม่ได้พูดเื่ที่ตนได้รับจดหมายแจ้งข่าวกับแม่
หลินอันเห็นร่างเล็กของเด็กสองคนที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะจากบานประตูที่แง้มเอาไว้นานแล้ว นั่นคือลูกชายและลูกสาวของเขา
หรือว่าเขาจะเข้าใจความหมายของจดหมายนิรนามฉบับนั้นผิดไป?
“ผมปฏิบัติภารกิจสำเร็จ หัวหน้าเห็นว่าผมไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วเลยให้วันหยุดกับผมไม่กี่วัน” หลินอันอธิบาย
ตอนนั้นเอง ร่างเล็กทั้งสองที่เพิ่งทำการบ้านที่สวีหว่านหนิงให้ไว้เสร็จก็วิ่งไล่หลังกันเข้ามาในห้อง
เยาเม่ยโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของหลินอันแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่โตใสกระจ่างกำลังมองใบหน้าของคุณพ่อที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือน สายตาของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความยกย่องและนับถือ
ต้าชุนช้าไปก้าวหนึ่ง เขายืนอยู่ห่างจากหลินอันไม่กี่ก้าว พลางมองน้องสาวที่กำลังกอดคุณพ่ออย่างอิจฉา ริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง
หลินอันเห็นดังนั้นก็กวักมือเรียกต้าชุน หลังต้าชุนเดินเข้าไปใกล้ เขาก็อุ้มตัวเด็กชายขึ้นมานั่งบนตัก
เด็กชายอายุสี่ขวบกว่าแล้ว แต่น้ำหนักตัวเบาจนน่าใจหาย
หลินอันถอนหายใจอีกครั้ง เขาฝืนข่มความไม่พอใจที่มีต่อสวีหว่านหนิง แล้วพยายามทำเสียงของตนให้อ่อนโยน “เมื่อครู่พวกลูกทำอะไรอยู่ในห้องหรือ?”
“เขียนอักษรค่ะ!”
เยาเม่ยตอบเสียงใส “คุณแม่ยืมหนังสือเรียนมาจากคุณปู่เถียน แม่บอกว่าจะสอนพวกเราอ่านหนังสือและเขียนอักษรทุกวันค่ะ”
ต้าชุนพยักหน้าตอบรับ
หลินอันรู้สึกมีบางอย่างผิดปกติ
ไม่รอให้เขาครุ่นคิดไปมากกว่านี้ สวีหว่านหนิงก็ยกชามข้าวเข้ามาในห้อง
“ฉันไม่รู้ว่าคุณจะกลับมาวันนี้ ที่บ้านเหลืออาหารอยู่แค่นี้ กินรองท้องไปก่อนแล้วกันนะ”
ท่ามกลางแสงไฟมืดสลัว หลินอันมองเส้นบะหมี่ที่อัดแน่นอยู่เต็มชาม ้ามีไข่ดาวหน้าตารับประทานโปะอยู่สองฟอง และต้นหอมที่ถูกโรยเอาไว้ แค่มองก็รู้สึกอยากอาหารแล้ว
“ขอบใจ”
คำตอบฟังดูมีมารยาทและเหินห่าง
สวีหว่านหนิงไม่สนใจ เธอถามต้าชุนกับเยาเม่ยว่า “การบ้านที่แม่สั่งวันนี้ทำเสร็จแล้วหรือยังจ๊ะ”
เยาเม่ยพยักหน้า “หนูจะเอามาให้แม่ตรวจ”
หลังเยาเม่ยหยิบสมุดเล่มใหม่สองเล่มออกมา หลินอันก็คีบไข่ดาวส่งไปให้ลูกสาวถึงปาก “เยาเม่ยเด็กดี พ่อกินไม่หมด หนูช่วยพ่อกินหน่อยนะ”
แม้จะอายุแค่สี่ขวบ แต่เด็กฉลาดอย่างเยาเม่ยรู้ดีว่า มันเป็แค่ข้ออ้างของคุณพ่อ
เธอยกมือปิดปากแล้วก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางยกมือลูบท้องนูนป่องของตัวเอง ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา “พ่อจ๋า วันนี้หนูกินไก่ผัดมันฝรั่ง กินไข่ไม่ลงแล้วจ้ะ”
“พ่อครับ วันนี้แม่ต้มไข่ไก่ให้ผม น้องสาว แล้วก็คุณย่ากินครับ”
หลังได้ยินคำพูดของต้าชุน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็โถมเข้าใส่หลินอันอีกครั้ง
หลินอันอดหันไปมองสวีหว่านหนิงไม่ได้ แต่สมาธิของอีกฝ่ายกลับอยู่บนสมุดสองเล่มนั้น
ในที่สุดเขาก็ก้มหน้ากินบะหมี่
แม้จะวางทิ้งไว้สักพักแล้ว แต่เส้นบะหมี่ยังไม่อืด นุ่มเด้งเคี้ยวเพลินกำลังดี
หลังกินคำแรก หลินอันก็ลืมทุกอย่าง หลังกินต่ออีกไม่กี่คำ เขาก็เริ่มเร่งความเร็วในการกิน
ทั้งที่เป็แค่บะหมี่ไข่ดาวธรรมดา แต่รสชาติกลับทำให้คนกินแล้วหยุดกินไม่ได้
ท้ายที่สุด เขาก็ซดน้ำซุปจนไม่เหลือเลยสักหยด
สวีหว่านหนิงมองชามบะหมี่ที่ว่างเปล่า เธอเริ่มเข้าใจรสชาติอาหารที่ถูกปากทหารแล้ว
“ถ้าไม่อย่างนั้น ฉันไปต้มมาอีกสักชามดีไหม?”
“ไม่ต้องลำบาก ฉันกินอิ่มแล้ว”
แม่หลินมองท่าทางให้เกียรติแต่เหินห่างของทั้งคู่แล้วอดเร่งเร้าไม่ได้
“วันนี้ก็ดึกแล้ว อันเอ๋อร์เดินทางมาไกลคงเหนื่อยมาก รีบไปพักผ่อนเถิด”
ในห้องนอน หลินอันนั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้อง พลางใช้สายตามองสวีหว่านหนิงที่จับชายเสื้ออย่างกระวนกระวาย
เพราะถูกสายตาของเขาจ้องมอง ทำให้สวีหว่านหนิงจำใจก้มหน้าอธิบาย “ฉันอธิบายได้”
“ได้”
สวีหว่านหนิงพูดสิ่งที่ซักซ้อมในใจมาหลายสิบรอบออกไป
“วันนั้น หลี่เชี่ยนเชี่ยนหลอกฉัน เธอบอกว่ามีข่าวของคนที่เคยช่วยชีวิตฉันไว้ เลยนัดฉันไปเจอทีู่เาหลังหมู่บ้าน แถมยังบอกฉันว่าจะต้องพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปด้วยให้ได้ ฉันเห็นเธอเป็เพื่อนที่ดีที่สุดมาโดยตลอด ไม่เคยสงสัยเลยว่าเธอมีแผนการชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ ดังนั้น...”
สวีหว่านหนิงเหลือบมองหลินอันอย่างกังวล ใบหน้าคมคายและเคร่งขรึมของชายหนุ่มเรียบเฉยไร้อารมณ์ รอยแผลเป็แนวยาวบริเวณคิ้วดูเด่นชัดขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์
“ต้าชุนกับเยาเม่ยคือเด็กที่ฉันอุ้มท้องมาเป็เวลาสิบเดือน ตอนคลอดเยาเม่ย ฉันเกือบตายเพราะเสียเืมาก ฉันเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลกเพื่อพวกเขาสองคน แล้วฉันจะทำใจขายลูกที่เป็ดั่งชีวิตของฉันได้ยังไง?”
ตอนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตา สายตาที่มองหลินอันเจือความตัดพ้อ “ฉันยอมรับ บางเื่ฉันก็ทำเกินไปจริงๆ แต่คุณคือสามีของฉันและเป็พ่อของลูก คุณไม่ควรสงสัยในตัวฉันแบบนี้”
ท่าทีของเธอราวกับจะบอกว่า คนที่ผิดก็คือหลินอัน
ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจของหลินอันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านี้ ต่อให้ตัวเองทำผิด สวีหว่านหนิงก็จะโบ้ยความผิดให้กับคนอื่น และใช้วิธีการอันแข็งกร้าวไร้ชั้นเชิงในการแก้ไขปัญหา อีกฝ่ายไม่เคยแสดงท่าทีโอนอ่อนเช่นนี้มาก่อน แม้ว่าเธอจะมีจุดประสงค์แอบแฝงก็ตาม
ไม่รู้ว่าหลายเดือนที่เขาไม่ได้กลับมาบ้าน เธอผ่านเื่ราวอย่างไรมาบ้าง ถึงได้เปลี่ยนไปเป็คนละคนอย่างนี้
