ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

    เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้สวีหว่านหนิงสะดุ้ง มือที่กำลังแปะยาให้กับแม่หลินเผลอออกแรงมากเกินไป เลยไปถูกแผลเก่าของแม่หลินพอดี แม่หลินเจ็บจนสูดหายใจเฮือก


    “แม่ ขอโทษนะคะ ฉันทำให้แม่เจ็บ”


    สวีหว่านหนิงเบือนสายตาออกจากตัวผู้ชายคนนั้น แล้วรีบตรวจดูแผลของแม่หลิน


    “ไม่เป็๲ไร ไม่เป็๲ไร!”


    สายตาของแม่หลินหยุดอยู่ที่ตัวหลินอัน หยดน้ำใสเริ่มปริ่มขอบตา


    “อันเอ๋อร์ ในที่สุดลูกก็กลับมาแล้ว!”


    หลินอันกลับมาที่บ้านพร้อมกับความเดือดดาล ด้วยเหตุนี้จึงไม่ทันสังเกตถึงบรรยากาศที่ดูอบอุ่นระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ หลังได้ยินประโยคนี้ของแม่ จิตใต้สำนึกจึงคิดว่าสวีหว่านหนิงก่อเ๱ื่๵๹อะไรอีกแล้ว


    สวีหว่านหนิงเงยศีรษะขึ้น ปะทะกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังคู่นั้นเข้าพอดี


    เธอลอบถอนหายใจ ก่อนจะเอายาที่ยังใช้ไม่หมดมาเก็บไว้ในกล่องเหล็กที่เก่าจนขึ้นสนิม จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น “บนเตายังมีกับข้าวเหลือ ฉันจะไปอุ่นให้ คุณคุยกับแม่ไปก่อนนะ”


    พูดจบเธอก็เดินจากไป ให้พื้นที่ส่วนตัวกับสองแม่ลูก


    ในห้องครัว สวีหว่านหนิงจุดฟืนไปพร้อมกับย้อนคิดถึงเนื้อหาในนิยาย


    หลินอันไม่ได้กลับบ้านมาเพราะความบังเอิญ แต่เพราะมีใครบางคนเขียนจดหมายหาเขา เนื้อหาในจดหมายบอกใบ้ว่า สวีหว่านหนิงกำลังจะเอาลูกไปขาย


    โชคดีที่หน่วยงานทหารอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านต้าเจียงมากนัก ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืนก็กลับมาถึงบ้าน


    ในนิยายต้นฉบับบอกไว้ว่า สุดท้ายหลินอันก็กลับมาช่วยลูกชายและลูกสาวของตัวเองไม่ทัน


    ตอนอ่านนิยาย สวีหว่านหนิงไม่ได้ครุ่นคิดถึงรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้ แต่หลังเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วย้อนคิดดูอย่างละเอียดก็พบว่า เ๱ื่๵๹นี้เต็มไปด้วยความผิดปกติ


    คนที่แจ้งข่าวให้หลินอันรู้คือใคร สวีหว่านหนิงพอจะมีคำตอบในใจ


    ในห้อง แม่หลินจับสองมือที่หยาบกระด้างของหลินอันแล้วกล่าวว่า


    “อันเอ๋อร์ จดหมายฉบับที่แล้วลูกบอกเองไม่ใช่หรือว่า ต้องรอใกล้ตรุษจีนก่อนถึงจะกลับบ้านได้ ส่วนเ๱ื่๵๹ขายลูก อย่าไปฟังข่าวลือเหลวไหลจากพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน มันเป็๲เ๱ื่๵๹โกหก”


    หลินอันเอาลิ้นแตะเพดานปาก สุดท้ายก็ไม่ได้พูดเ๱ื่๵๹ที่ตนได้รับจดหมายแจ้งข่าวกับแม่


    หลินอันเห็นร่างเล็กของเด็กสองคนที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะจากบานประตูที่แง้มเอาไว้นานแล้ว นั่นคือลูกชายและลูกสาวของเขา


    หรือว่าเขาจะเข้าใจความหมายของจดหมายนิรนามฉบับนั้นผิดไป?


    “ผมปฏิบัติภารกิจสำเร็จ หัวหน้าเห็นว่าผมไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วเลยให้วันหยุดกับผมไม่กี่วัน” หลินอันอธิบาย


    ตอนนั้นเอง ร่างเล็กทั้งสองที่เพิ่งทำการบ้านที่สวีหว่านหนิงให้ไว้เสร็จก็วิ่งไล่หลังกันเข้ามาในห้อง


    เยาเม่ยโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของหลินอันแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่โตใสกระจ่างกำลังมองใบหน้าของคุณพ่อที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือน สายตาของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความยกย่องและนับถือ


    ต้าชุนช้าไปก้าวหนึ่ง เขายืนอยู่ห่างจากหลินอันไม่กี่ก้าว พลางมองน้องสาวที่กำลังกอดคุณพ่ออย่างอิจฉา ริมฝีปากเม้มเป็๲เส้นตรง


    หลินอันเห็นดังนั้นก็กวักมือเรียกต้าชุน หลังต้าชุนเดินเข้าไปใกล้ เขาก็อุ้มตัวเด็กชายขึ้นมานั่งบนตัก


    เด็กชายอายุสี่ขวบกว่าแล้ว แต่น้ำหนักตัวเบาจนน่าใจหาย


    หลินอันถอนหายใจอีกครั้ง เขาฝืนข่มความไม่พอใจที่มีต่อสวีหว่านหนิง แล้วพยายามทำเสียงของตนให้อ่อนโยน “เมื่อครู่พวกลูกทำอะไรอยู่ในห้องหรือ?”


    “เขียนอักษรค่ะ!”


    เยาเม่ยตอบเสียงใส “คุณแม่ยืมหนังสือเรียนมาจากคุณปู่เถียน แม่บอกว่าจะสอนพวกเราอ่านหนังสือและเขียนอักษรทุกวันค่ะ”


    ต้าชุนพยักหน้าตอบรับ


    หลินอันรู้สึกมีบางอย่างผิดปกติ


    ไม่รอให้เขาครุ่นคิดไปมากกว่านี้ สวีหว่านหนิงก็ยกชามข้าวเข้ามาในห้อง


    “ฉันไม่รู้ว่าคุณจะกลับมาวันนี้ ที่บ้านเหลืออาหารอยู่แค่นี้ กินรองท้องไปก่อนแล้วกันนะ”


    ท่ามกลางแสงไฟมืดสลัว หลินอันมองเส้นบะหมี่ที่อัดแน่นอยู่เต็มชาม ๪้า๲๤๲มีไข่ดาวหน้าตารับประทานโปะอยู่สองฟอง และต้นหอมที่ถูกโรยเอาไว้ แค่มองก็รู้สึกอยากอาหารแล้ว


    “ขอบใจ”


    คำตอบฟังดูมีมารยาทและเหินห่าง


    สวีหว่านหนิงไม่สนใจ เธอถามต้าชุนกับเยาเม่ยว่า “การบ้านที่แม่สั่งวันนี้ทำเสร็จแล้วหรือยังจ๊ะ”


    เยาเม่ยพยักหน้า “หนูจะเอามาให้แม่ตรวจ”


    หลังเยาเม่ยหยิบสมุดเล่มใหม่สองเล่มออกมา หลินอันก็คีบไข่ดาวส่งไปให้ลูกสาวถึงปาก “เยาเม่ยเด็กดี พ่อกินไม่หมด หนูช่วยพ่อกินหน่อยนะ”


    แม้จะอายุแค่สี่ขวบ แต่เด็กฉลาดอย่างเยาเม่ยรู้ดีว่า มันเป็๲แค่ข้ออ้างของคุณพ่อ


    เธอยกมือปิดปากแล้วก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางยกมือลูบท้องนูนป่องของตัวเอง ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา “พ่อจ๋า วันนี้หนูกินไก่ผัดมันฝรั่ง กินไข่ไม่ลงแล้วจ้ะ”


    “พ่อครับ วันนี้แม่ต้มไข่ไก่ให้ผม น้องสาว แล้วก็คุณย่ากินครับ”


    หลังได้ยินคำพูดของต้าชุน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็โถมเข้าใส่หลินอันอีกครั้ง


    หลินอันอดหันไปมองสวีหว่านหนิงไม่ได้ แต่สมาธิของอีกฝ่ายกลับอยู่บนสมุดสองเล่มนั้น


    ในที่สุดเขาก็ก้มหน้ากินบะหมี่


    แม้จะวางทิ้งไว้สักพักแล้ว แต่เส้นบะหมี่ยังไม่อืด นุ่มเด้งเคี้ยวเพลินกำลังดี


    หลังกินคำแรก หลินอันก็ลืมทุกอย่าง หลังกินต่ออีกไม่กี่คำ เขาก็เริ่มเร่งความเร็วในการกิน


    ทั้งที่เป็๲แค่บะหมี่ไข่ดาวธรรมดา แต่รสชาติกลับทำให้คนกินแล้วหยุดกินไม่ได้


    ท้ายที่สุด เขาก็ซดน้ำซุปจนไม่เหลือเลยสักหยด


    สวีหว่านหนิงมองชามบะหมี่ที่ว่างเปล่า เธอเริ่มเข้าใจรสชาติอาหารที่ถูกปากทหารแล้ว


    “ถ้าไม่อย่างนั้น ฉันไปต้มมาอีกสักชามดีไหม?”


    “ไม่ต้องลำบาก ฉันกินอิ่มแล้ว”


    แม่หลินมองท่าทางให้เกียรติแต่เหินห่างของทั้งคู่แล้วอดเร่งเร้าไม่ได้


    “วันนี้ก็ดึกแล้ว อันเอ๋อร์เดินทางมาไกลคงเหนื่อยมาก รีบไปพักผ่อนเถิด”


    ในห้องนอน หลินอันนั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้อง พลางใช้สายตามองสวีหว่านหนิงที่จับชายเสื้ออย่างกระวนกระวาย


    เพราะถูกสายตาของเขาจ้องมอง ทำให้สวีหว่านหนิงจำใจก้มหน้าอธิบาย “ฉันอธิบายได้”


    “ได้”


    สวีหว่านหนิงพูดสิ่งที่ซักซ้อมในใจมาหลายสิบรอบออกไป


    “วันนั้น หลี่เชี่ยนเชี่ยนหลอกฉัน เธอบอกว่ามีข่าวของคนที่เคยช่วยชีวิตฉันไว้ เลยนัดฉันไปเจอที่๺ูเ๳าหลังหมู่บ้าน แถมยังบอกฉันว่าจะต้องพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปด้วยให้ได้ ฉันเห็นเธอเป็๲เพื่อนที่ดีที่สุดมาโดยตลอด ไม่เคยสงสัยเลยว่าเธอมีแผนการชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ ดังนั้น...”


    สวีหว่านหนิงเหลือบมองหลินอันอย่างกังวล ใบหน้าคมคายและเคร่งขรึมของชายหนุ่มเรียบเฉยไร้อารมณ์ รอยแผลเป็๲แนวยาวบริเวณคิ้วดูเด่นชัดขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์


    “ต้าชุนกับเยาเม่ยคือเด็กที่ฉันอุ้มท้องมาเป็๲เวลาสิบเดือน ตอนคลอดเยาเม่ย ฉันเกือบตายเพราะเสียเ๣ื๵๪มาก ฉันเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลกเพื่อพวกเขาสองคน แล้วฉันจะทำใจขายลูกที่เป็๲ดั่งชีวิตของฉันได้ยังไง?”


    ตอนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตา สายตาที่มองหลินอันเจือความตัดพ้อ “ฉันยอมรับ บางเ๱ื่๵๹ฉันก็ทำเกินไปจริงๆ แต่คุณคือสามีของฉันและเป็๲พ่อของลูก คุณไม่ควรสงสัยในตัวฉันแบบนี้”


    ท่าทีของเธอราวกับจะบอกว่า คนที่ผิดก็คือหลินอัน


    ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจของหลินอันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


    ก่อนหน้านี้ ต่อให้ตัวเองทำผิด สวีหว่านหนิงก็จะโบ้ยความผิดให้กับคนอื่น และใช้วิธีการอันแข็งกร้าวไร้ชั้นเชิงในการแก้ไขปัญหา อีกฝ่ายไม่เคยแสดงท่าทีโอนอ่อนเช่นนี้มาก่อน แม้ว่าเธอจะมีจุดประสงค์แอบแฝงก็ตาม


    ไม่รู้ว่าหลายเดือนที่เขาไม่ได้กลับมาบ้าน เธอผ่านเ๱ื่๵๹ราวอย่างไรมาบ้าง ถึงได้เปลี่ยนไปเป็๲คนละคนอย่างนี้     

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้