เย่ฟางขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าเธอไม่ได้จ้องมองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่หันไปกล่าวกับบรรดาเพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่โดยรอบแทน "เย่เซินของฉันจะกลับมาในอีกไม่กี่วัน เมื่อถึงตอนนั้นจะนำขนมมงคลมาแจกจ่ายให้ทุกท่านถึงบ้านเลยทีเดียว"
สตรีผู้นั้นกลับไม่ยอมลดราวาศอก สีหน้าของหล่อนดูดิ้นรนและกระวนกระวาย "เย่เซินจะแต่งงานได้อย่างไรกัน! เขาและเสี่ยวเหมยบ้านฉันก็ยังคบหากันดีมิใช่หรือ เื่ของสองคนนี้ตกลงกันไว้แล้ว ว่าจะรอเย่เซินกลับมาแล้วค่อยจัดงาน! นี่มัน นี่มันผิดสัญญาชัดๆ เลยนี่นา"
หือ?
ฮวาเจาเบิกตากว้างเล็กน้อย ในใจรู้สึกประหลาดใจและอึดอัดใจเล็กน้อย หรือว่าเธอมาเป็ภรรยาของเย่เซินโดยไม่ตั้งใจไปตัดหน้าใครเข้าแล้วหรือ?
"อย่าไปฟังยายแก่นี่พล่ามเลย!" เย่ฟางยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เหล่าเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว
"เสี่ยวเหมยของหล่อนน่ะ กับเย่เซินน่ะ ไม่มีอะไรเกินเลยกันเลยสักนิด"
"เื่นั้นมันเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ตอนนั้นเย่เซินเพิ่งจะสิบห้าสิบหก เป็แค่เพื่อนร่วมชั้นกันเท่านั้น"
"มีแต่เสี่ยวเหมยบ้านหล่อนที่วิ่งตามจีบเขาต้อยๆ อยู่ฝ่ายเดียว"
"ทางบ้านตระกูลสวีเคยมาพูดคุยทาบทามเื่นี้กับทางบ้านตระกูลเย่จริง แต่ทางบ้านตระกูลเย่ไม่เคยตอบตกลงแม้แต่ครั้งเดีย!"
เพื่อนบ้านรายล้อมเข้ามาอีกหลายคน ทุกคนต่างรุมว่ากล่าวตักเตือนสตรีผู้นั้นอย่างพร้อมเพรียง
พวกเขาเหลืออดเหลือทนจริงๆ กับคำพูดและการกระทำของหล่อน หากหล่อนกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าพวกเขา พวกเขายังพอจะชี้แจงข้อเท็จจริงได้ แต่นี่หากหล่อนไปกล่าวเช่นนี้ข้างนอก กลัวว่าเื่จะเลยเถิดไปสร้างความเสียหายให้แก่ชื่อเสียงของเย่เซินได้
"หลังจากนั้นเย่เซินก็ไปเป็ทหาร นี่ก็สิบกว่าปีแล้ว หล่อนไม่เคยเจอเสี่ยวเหมยของเธอเลยไม่ใช่หรือ?"
"สองคนไปรักกันตอนไหน? ตกลงปลงใจกันตอนไหน? ทำไมพวกเราไม่เคยรู้เื่เลย?"
เพื่อนบ้านบางคนกล่าวอย่างรุนแรง ราวกับกำลังจะฉีกหน้าของหล่อน "หรือว่าเสี่ยวเหมยของเธอถูกเขาถอนหมั้น แล้วเธออยากจะจับลูกสาวแต่งงานจนหน้ามืดตามัว ถึงได้มาพึ่งพิงเย่เซินอย่างนี้?"
"จะพึ่งใครก็ไม่ว่า แต่กลับดันมาพึ่งพิงเย่เซิน เธอนี่มันบ้าไปแล้วหรืออย่างไร"
"พวกแก นี่มันรังแกกันชัดๆ!" สตรีผู้นั้นถูกรุมว่ากล่าวจนดวงตาแดงก่ำ ดูเหมือนสภาพจิตใจของหล่อนจะไม่ปกติจริงๆ
"เสี่ยวเหมยบ้านฉันกับเย่เซินรักกันั้แ่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว! พวกแกไม่รู้เอง..."
"คุณนายจ้าว! ควรจะเหลือหน้าเหลือตาให้เสี่ยวเหมยของเธอหน่อยเถอะ" เย่ฟางกล่าวเสียงดังขึ้นทันที ตวาดเสียงกร้าวใส่สตรีผู้นั้น "การโกหกหน้าด้านๆ แบบนี้มันสนุกมากเลยหรือไง? หรือเธอคิดว่าเสี่ยวเหมยของเธอยังเสียหน้าไม่พออีก?"
คุณนายจ้าวจ้องมองเย่ฟางด้วยสายตาแข็งกร้าว
เย่ฟางไม่ปรารถนาที่จะต่อความยาวสาวความยืดกับสตรีผู้นั้นอีกต่อไป "เย่เซินที่บ้านฉันแต่งงานแล้ว ไม่ว่าเธอจะคิดอะไรไว้ มันก็ไร้ประโยชน์แล้ว เธอไปหาลูกเขยคนใหม่เถอะ" กล่าวจบ เธอก็จูงมือฮวาเจาเดินจากไปทันที
คุณนายจ้าวต้าหนีจ้องมองตามแผ่นหลังของทั้งสองไป ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ "ฟู่... ดูสภาพยัยนั่นสิ! สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ เหมือนคนบ้านนอกไม่มีผิด! เย่เซินถึงกับไปแต่งงานกับคนบ้านนอก คงจะเห็นแก่หน้าตาเพียงอย่างเดียวสินะ? ที่แท้เย่เซินก็เป็คนตื้นเขินถึงเพียงนี้!"
กล่าวจบก็บ่นพึมพำแล้วเดินจากไป
บรรดาเพื่อนบ้านที่ยืนมุงดูอยู่โดยรอบ ต่างรีบแยกย้ายหลีกห่างจากสตรีผู้นั้น
พวกเขาพบว่าั้แ่เสี่ยวเหมยของหล่อนถูกถอนหมั้นและแท้งลูก หล่อนก็ไม่หลงเหลือซึ่งยางอายอีกต่อไปแล้ว จากผู้หญิงที่เคยดูอ่อนหวานสงบเสงี่ยม กลับกลายเป็หญิงปากร้ายใจทมิฬไปเสียแล้ว
ทั้งหมดก็เป็เพราะลูกสาวของหล่อนก่อเื่นั่นเอง
เย่ฟางจูงมือฮวาเจาเข้ามาในบ้าน
บ้านของเธออยู่ชั้นสอง ห้องกว้างขวาง มีพื้นที่ใช้สอยกว่าร้อยตารางเมตร พื้นห้องปูด้วยไม้เนื้อแข็งขัดเงางามตา เครื่องเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ครบครัน ทั้งโทรทัศน์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า
"นั่งก่อนสิลูก ดื่มน้ำอุ่นๆ นี่เสียหน่อย" เย่ฟางรินน้ำอุ่นให้ฮวาเจาด้วยตัวเอง แล้วยื่นให้เธอ เมื่อเห็นเธอดื่มน้ำไปสองสามอึกแล้ว จึงค่อยๆ เอ่ยปากอธิบาย
"เย่เซินกับเสี่ยวเหมยผู้นั้นไม่มีความสัมพันธ์เกินเลยกันจริงๆ หรอกนะ ตอนเย่เซินเรียนมัธยมเขาก็มาอยู่ที่นี่ เป็เพื่อนร่วมชั้นกับเสี่ยวเหมย ตอนนั้นเสี่ยวเหมย...มีใจให้เย่เซินจริงๆ แต่เย่เซินไม่เคยสนใจหล่อนเลย"
เย่ฟางสังเกตสีหน้าของฮวาเจา พบว่าเธอสงบนิ่ง ใบหน้าไร้ซึ่งความกังวลใดๆ แถมยังแย้มยิ้มบางเบา ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็คนใจกว้างจริงๆ หรือเป็คนมีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้ง เย่ฟางคิดในใจ
"เพื่อนร่วมชั้นหรือคะ? ถ้านับแบบนี้ เธอคนนั้นก็น่าจะอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดแล้วหรือคะ? ยังไม่ได้แต่งงาน? เคยถูกถอนหมั้น?" ฮวาเจาถาม
เย่เซินแก่กว่าเธอ 8 ปี ปีนี้น่าจะอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดแล้ว
"เสี่ยวเหมยคนนั้นก็ดื้อดึงอยู่หลายปี..." หลังจากเย่เซินไปเป็ทหาร เสี่ยวเหมยก็วิ่งมาที่บ้านนี้ทุกวัน ราวกับบ้านนี้เป็บ้านของตัวเองจริงๆ จนคนภายนอกเข้าใจผิดกันไป
เย่ฟางต้องอธิบายให้คนอื่นฟังโดยเฉพาะ
แต่พอเย่ฟางอธิบายจบ เสี่ยวเหมยก็กลับไปป่าวประกาศให้คนอื่นเข้าใจผิดอีก
นั่นยิ่งทำให้เธอไม่ชอบหน้าเสี่ยวเหมยผู้นี้ แถมเย่เซินยังเคยบอกว่าไม่ชอบเสี่ยวเหมย ทางบ้านตระกูลเย่จึงไม่เคยตอบตกลง
เื่จึงได้ค้างคาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งหลายปีต่อมา เมื่อเสี่ยวเหมยอายุ 23 ปีแล้วก็ยังรอข่าวคราวของเย่เซินไม่ได้อีก ทางบ้านตระกูลสวีจึงได้หาชายที่มีฐานะดีมาแนะนำให้หล่อน เสี่ยวเหมยจึงได้เลิกมาที่บ้านนี้
ไม่เพียงแต่จะไม่มาที่บ้านอีกต่อไป แถมเมื่อเดินสวนกับเย่ฟางก็ยังทำเป็ไม่รู้จัก ไม่ทักทายกันอีกเลย
ไม่นานหล่อนก็หมั้นหมายกับชายผู้นั้น กำหนดวันแต่งงานอีกครึ่งปีให้หลัง แต่พอเหลืออีกเดือนเดียว ชายผู้นั้นก็ประกาศยกเลิกการหมั้นหมาย แล้วรีบไปแต่งงานกับหญิงอื่น
ยังไม่น่าเวทนาเท่า สิ่งที่น่าเวทนาที่สุดคือเสี่ยวเหมยกลับต้องท้องนอกมดลูกและเสียเืมากในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง
หล่อนเป็พยาบาล ตอนนั้นกำลังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล เกิดอาการเสียเืกะทันหัน เื่จึงถูกเปิดเผยออกไปอย่างไม่อาจปกปิดได้
หลังจากนั้นทางบ้านตระกูลสวีก็ไปหาชายผู้นั้น แต่ชายผู้นั้นไม่ยอมรับว่าเด็กเป็ของเขา ไม่ว่าเสี่ยวเหมยจะไปผูกคอตายประชดถึงหน้าบ้าน เขาก็ยังไม่ยอมรับ
สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าทั้งสองตระกูลจัดการกันอย่างไร ทางบ้านตระกูลสวีจึงไม่เอะอะโวยวายอีก เื่นี้ก็เลยเงียบไป
แต่ไม่นานเสี่ยวเหมยก็ถูกย้ายไปเป็หัวหน้าพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งอื่น
"เื่นี้มันเมื่อสามปีก่อนแล้ว จนถึงตอนนี้เสี่ยวเหมยก็ยังไม่สามารถหาคู่ชีวิตที่เหมาะสมได้" เย่ฟางกล่าว
"ดังนั้นหล่อนจึงกลับมาหมายปองเย่เซินอีกครั้งอย่างนั้นหรือคะ?" คราวนี้ฮวาเจาเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ถ้าเสี่ยวเหมยเป็แฟนเก่าของเย่เซินจริงๆ เธอก็คงจะรู้สึกผิดและพยายามชดเชยให้ แต่กลับกลายเป็สถานการณ์เช่นนี้ หล่อนคิดว่าสามีของเธอเป็คนซื่อๆ ที่จะยอมให้คนอื่นมารังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือไงกัน?
เย่ฟางหัวเราะ "หล่อนจะมาหมายปองก็ไร้ประโยชน์แล้ว เย่เซินที่บ้านเราแต่งงานแล้ว กำลังจะเป็พ่อคนแล้ว หล่อนควรจะตัดใจได้แล้ว"
เธอเองก็มองไปยังท้องของฮวาเจา "มาเถอะจ้ะ น้าจะตรวจครรภ์ให้หนู"
"ได้ค่ะ ได้ค่ะ!" ฮวาเจาเชื่อฟังอย่างว่าง่าย ไม่ว่าจะถามอะไรเธอก็ตอบ ไม่ว่าจะให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยดี
การตรวจครรภ์ในยุคนั้นยังค่อนข้างเรียบง่าย เพียงแค่ตรวจวัดส่วนสูง รอบอก รอบเอว น้ำหนัก สำหรับคนที่มีฐานะดีหน่อย ก็จะมีการวัดความดันโลหิตด้วย ซึ่งเครื่องมือพื้นฐานเหล่านี้ บ้านของเย่ฟางมีครบถ้วน
ฮวาเจายังได้ทราบว่าน้ำหนักของเธอตอนนี้อยู่ที่ 50 กิโลกรัมพอดี เมื่อเทียบกับส่วนสูง 170 เิเของเธอแล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ
"หนูไปนอนห้องนี้เถอะจ้ะ" เย่ฟางพาเธอไปยังห้องนอนสำรอง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "เมื่อก่อนเสี่ยวเซินก็นอนห้องนี้แหละ"
แม้จะเป็เพียงห้องนอนสำรอง แต่ก็กว้างขวาง มีขนาดกว่า 20 ตารางเมตร ตรงบริเวณหน้าต่างมีโต๊ะหนังสือวางอยู่ แล้วก็มีเตียงเดี่ยวหนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่หนึ่งตู้
หน้าต่างบานกว้างเปิดรับลม บนขอบหน้าต่างประดับด้วยกระถางต้นไม้เล็กๆ หลายกระถาง
ในห้องสะอาดและสว่างไสว
เย่ฟางเดินเข้ามาในห้องแล้วชี้ไปยังเสื้อผ้ากองหนึ่งที่วางอยู่บนเตียง แล้วกล่าวว่า "นี่คือเสื้อผ้าที่น้าเตรียมไว้ให้หนูนะ ลองหยิบไปสวมดูสิ"
หลังจากที่เย่ฟางทราบจากโทรศัพท์ว่าฮวาเจาจะมาถึง เธอก็รีบสอบถามส่วนสูงและน้ำหนักของฮวาเจา แล้วไปเลือกซื้อเสื้อผ้ามาให้เป็กอง ไม่รู้ว่าเธอจะชอบแบบไหน ทั้งเสื้อ กางเกง และกระโปรง เธอจึงซื้อมาทั้งหมด
ฮวาเจาเห็นเนื้อผ้าของเสื้อผ้าเ่าั้ก็รู้ได้ทันทีว่าราคาไม่ถูกอย่างแน่นอน ส่วนใหญ่เป็ผ้า 'ตี่ควั่ยเหลียง' ที่กำลังเป็ที่นิยมในขณะนั้น แค่ผ้าสำหรับเสื้อเชิ้ตตี่ควั่ยเหลียงตัวหนึ่งก็มีราคาสูงถึง 20 หยวนแล้ว
เสื้อผ้าสิบกว่าตัวบนเตียงนี้ก็ปาเข้าไป 200 กว่าหยวน
เป็ของขวัญที่ล้ำค่าและมีน้ำหนักมากทีเดียว
ฮวาเจามองสำรวจเสื้อผ้าที่เธอกำลังสวมใส่ เมื่อตอนพักระหว่างทาง เธอได้สระผมแบบง่ายๆ และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดูสุภาพเรียบร้อยมาแล้ว แต่แท้จริงแล้ว เธอยังไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกายเลย
หลายวันมานี้ยังไม่ได้อาบเลย
หากเธอไม่มีกลิ่นกายหอมตามธรรมชาติของร่างกาย คงไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้คนอย่างนี้
"คุณน้าคะ ที่นี่มีห้องน้ำไหมคะ? หนูอยากอาบน้ำชำระร่างกายก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ค่ะ" เธอไม่ปฏิเสธของขวัญที่เย่ฟางมอบให้ เพราะไม่ว่าของขวัญจะล้ำค่าเพียงใด เธอก็มั่นใจว่าจะสามารถตอบแทนน้ำใจนี้ได้
