ร่างเงาที่ปรากฏในสายตาของหยุนซีนั้น คนผู้นี้มีแต่ความหยาบคายและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของเขา
ตู๋กูซาง หลังจากเป็ขุนนาง เขาก็เป็ลูกหลานชนชั้นสูงอย่างแท้จริง
ซึ่งตู๋กูซางเองก็เคยได้ยินเื่เกี่ยวกับหลินเฟิงมามากมาย ไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึง จนกระทั่งเขาได้ยินใครบางคนเปรียบเทียบเขากับหลินเฟิง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบางคนอย่างหยุนซีที่คิดว่าเขาไม่อาจเทียบเคียงหลินเฟิงได้
นั่นทำให้ตู๋กูซางอารมณ์ไม่ค่อยดี ใครเล่าจะสามารถเทียบเคียงตู๋กูซางได้ ในสำนักเทียนอี้ นอกจากเขาแล้วก็มีเพียงผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของหอฝึกฝนเท่านั้นที่เขายอมรับ ส่วนคนที่เหลือต่างไม่มีใครอยู่ในสายตาเขาเลยสักคน แม้จะเป็โฉงปี้ลั่วที่อยู่อันดับสองหรืออันดับสามอย่างเวิ่นอ้าวเสวี่ย ซึ่งตู๋กูซางคิดมาตลอดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าพวกทั้งสองมากนัก
ส่วนหลินเฟิงนั้นเขาจะดูแคลนมากกว่าใครๆ เพราะในความคิดของเขา การเปรียบเทียบเขากับหลินเฟิง ก็เหมือนเป็การดูถูกเขาอย่างร้ายแรง
“เขาไม่มีอะไรที่สามารถเทียบกับเ้าได้? แต่ในความคิดของข้านั้น เ้ามันเทียบเคียงกับหลินเฟิงไม่ได้แม้แต่น้อย”
เมื่อหยุนซีได้ยินตู๋กูซางดูแคลนหลินเฟิงแล้ว นางจึงอดไม่ได้ที่จะะโด่าตู๋กูซางกลับไป
“หุบปาก!”
“เพียะ!”
เกิดเสียงแหลมดังก้องไปทั่วบริเวณ หยุนซีถึงกับหน้าหันขณะปิดครึ่งหน้าตัวเองเอาไว้ด้วยสายตาตื่นตระหนก ทว่าคนที่ตบหน้านางนั้นไม่ใช่ตู๋กูซาง แต่เป็ผู้หญิงโเี้ที่เป็ถึงสหายข้างกายนาง
“หยุนซี หุบปากของเ้าซะ! ตู๋กูซางดีกว่าหลินเฟิงมาก เมื่ออยู่ต่อหน้าตู๋กูซางแล้ว หลินเฟิงก็เป็แค่เศษขยะเท่านั้น”
น้ำเสียงของหญิงสาวผู้โหดร้ายคนนี้ยังแหลมคมเช่นเดิม อีกทั้งคำพูดและการกระทำของนางก็รุนแรงเช่นกัน
เมื่อตู๋กูซางเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น รอยยิ้มหยิ่งยโสพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ใช่แล้ว… เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาล่ะก็ หลินเฟิงก็แค่เศษขยะที่ไม่มีค่าอะไร
ในขณะนั้น บริเวณที่ห่างจากพวกเขาออกไปประมาณ 100 เมตร มีร่างของชายผู้หล่อเหลาปรากฏกายขึ้น เขาเพียงเงยหน้ามองหอฝึกฝนที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มคนนี้เป็คนที่พวกเขาพูดถึง เขาคือหลินเฟิง
หลินเฟิงค่อยๆ หันหน้ามองไปที่ตู๋กูซางและคนอื่นๆ อย่างเชื่องช้า เขา้าไปหอฝึกฝนและฝึกตนอยู่ที่นั้นจนถึงสิ้นปี หลังจากนั้นเขาค่อยกลับเมืองหยางโจว แต่ระหว่างทางกลับมีใครหลายคนกำลังพูดถึงเขาอยู่ แม้แต่ด้านล่างของหอฝึกฝนก็ยังมีคนกำลังถกเถียงเื่เกี่ยวกับเขาอย่างดุเดือด
แม้หลินเฟิงจะได้ยินสิ่งที่พวกนางคุยกัน แต่เขาก็ไม่ได้จัดการอะไรหรือกระทั่งพิสูจน์ก็ไม่ได้ทำ ผู้คนมากมายต่างพูดถึงเขาและเขาก็ไม่อาจเก็บมาใส่ใจนัก ได้แต่ปล่อยให้มันเป็ไปตามธรรมชาติ
แต่ในขณะนั้นกลับมีหญิงสาวคนหนึ่งถูกทำร้าย เพราะการพูดจาของนางจึงทำให้นางถูกตบหน้า นั่นทำให้หลินเฟิงเห็นแล้วต้องมุ่นคิ้วเข้าหากันแน่น
“หยุนซี คืนนี้ข้าจะหลับนอนกับเ้า หลังจากนั้นพวกเราจะทำเป็ไม่รู้จักกันและสำหรับเื่ในวันนี้ข้าก็จะไม่โทษเ้า”
ตู๋กูซางมองหยุนซีอย่างเย่อหยิ่ง หากเขา้าผู้หญิงล่ะก็ เขาก็จะได้มาอย่างง่ายดาย แต่หยุนซีนั้นไม่ง่ายเลยและเขาก็ไม่คิดว่านางจะมองว่าเขาด้อยกว่าหลินเฟิง ในเมื่อเป็เช่นนี้ เขาจะทำให้นางเพลิดเพลินไปกับเขาในคืนนี้ให้จงได้
“เ้า…”
หยุนซีถึงกับตกตะลึงขณะมองไปที่ใบหน้าอันโสโครกนั้น เขา้าทำให้นางกลายเป็ผู้หญิงของเขา เขาคิดไปเองว่ามันเป็เกียรติสำหรับนางที่ได้หลับนอนกับเขา ตู๋กูซางช่างเป็ชายที่ไร้ยางอายเสียจริงๆ ที่เขาคิดว่าตนเองสามารถทำให้คนอื่นได้รับความอัปยศได้
ในความเป็จริงแล้ว เพราะสถานะของตู๋กูซางจึงทำให้ผู้หญิงต่างปรารถนาในตัวเขา และที่เขาได้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนอื่นๆ นั้น มันทำให้เขามีความสุขเป็อย่างมาก
“แม้เ้าจะยังไม่ตอบคำถามข้าตอนนี้ ข้าก็สามารถรอเ้าได้เสมอ”
ตู๋กูซางกล่าวทั้งรอยยิ้มชั่วร้ายที่ประดับอยู่บนใบหน้า ทำให้สีหน้าของหยุนซีต้องกลับกลายเป็ไร้สีเื เขาช่างเป็ชายที่น่ารังเกียจอะไรเช่นนี้ แต่เพราะนางอ่อนแอกว่าเขามาก นางจึงไม่อาจตอบโต้อะไรเขาได้แม้แต่น้อย
หลังจากเป็ขุนนางและมีการบ่มเพาะระดับขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 8 แล้ว ไม่ว่าจะพึ่งพาพลังจากเทวโลกหรือพลังของตัวเองก็ตาม ตู๋กูซางจะต้องทำให้หยุนซีเป็ของเขาให้ได้
“หยุนซี ตู๋กูซางได้มอบโอกาสแก่เ้า ถือเป็ความโชคดีสูงสุดของเ้า หากปฏิเสธไปล่ะก็ มันจะทำให้เขาเสียหน้าเอาได้”
ในเวลาเดียวกันหญิงสาวที่โเี้ก็พยายามพูดจาประจบตู๋กูซาง
คำพูดดังกล่าวทำให้ใบหน้าของหยุนซีต้องซีดขาวมากขึ้น นางต้องเป็ของเล่นของเขาหนึ่งคืน แล้วถูกทิ้งขว้างไปอย่างไร้ความหมาย นี่หรือความโชคดีของนาง?
“เ้ายังอายุน้อย แต่กลับสำส่อนถึงเพียงนี้”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเ็าดังมาแต่ไกล จึงทำให้หญิงสาวผู้โเี้นางนั้นต้องประหลาดใจ นางหันไปเห็นชายหนุ่มที่หล่อเหลายืนอยู่ตรงหน้า นางขมวดคิ้วและกล่าวว่า “เ้ากำลังพูดถึงใคร?”
ครั้งก่อนนางไม่ได้เห็นการต่อสู้ของเฮยม่อและหลินเฟิง ดังนั้นนางจึงไม่รู้จักหลินเฟิง
“นอกจากเ้าแล้ว ที่แห่งนี้ยังมีหญิงสาวคนอื่นที่สำส่อนอย่างเ้าอีกหรือ?”
หลินเฟิงกล่าวแดกดัน หากจะจัดการกับผู้หญิงเหี้ยมโหดนั้น เขาต้องโหดร้ายยิ่งกว่านาง
เพราะคำพูดที่รุนแรงของหลินเฟิง ทำให้หญิงสาวคนนั้นต้องประหลาดใจ แต่หยุนซีท่าทางจะมีความสุข สายตาของนางในตอนนี้มีเพียงชายหนุ่มผู้มาใหม่คนนี้เท่านั้น
หลินเฟิง… ไม่คิดเลยว่าจะเป็หลินเฟิง
ไม่คิดเลยว่าหลินเฟิงจะปรากฎตัวที่นี่และยังช่วยนางอีกด้วย
หลินเฟิงนั้นยังคงสง่างาม เมื่อเทียบกับหลินเฟิงที่ถูกเล่าลือในกลุ่มผู้คนแล้ว หลินเฟิงในวันนี้กลับมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความลึกลับและน่าค้นหามากขึ้น
ตู๋กูซางเองก็ขมวดคิ้ว เนื่องจากเขาก็ไม่ได้รู้จักหลินเฟิง ในการต่อสู้ระหว่างหลินเฟิงกับเฮยม่อในครั้งก่อนแม้จะเป็ที่ฮือฮา ศิษย์สายทหารเกือบทุกคนได้เห็นการต่อสู้นั้น แต่ตู๋กูซางเกลียดเฮยม่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ดูการต่อสู้ในครั้งนั้น
“เ้ามาสอดเื่ของพวกเราทำไมกัน?”
ตู๋กูซางกล่าวอย่างไม่แยแส
หลินเฟิงมองตู๋กูซางด้วยสายตาเ็า จากนั้นก็ส่ายศีรษะเบาๆ ดูเหมือนหลินเฟิงจะไม่สนใจเขาเท่าไร ทั้งที่ชายตรงหน้าไม่รู้จักเขาแท้ๆ แต่กลับไปพูดจาไม่ดีลับหลัง ซึ่งคนประเภทนี้หลินเฟิงไม่ค่อยชอบนัก
หลินเฟิงมองหญิงสาวผู้โเี้พลางกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าสำหรับเ้าแล้ว การได้หลับนอนกลับชายใดก็ตามหนึ่งคืน ถือเป็เื่โชคดีสำหรับเ้า”
หลินเฟิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ทันใดนั้นฝูงชนที่อยู่รอบๆ ก็หันไปมองหญิงสาวนางนั้นด้วยสายตาเยาะเย้ย
“ข้ากำลังพูดกับเ้า!”
เมื่อตู๋กูซางเห็นหลินเฟิงไม่สนใจเขา จึงกล่าวแทรกขึ้นมา ตู๋กูซางมีสถานะสูงส่งแต่คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะกล้าเมินเขาต่อหน้าทุกคนเช่นนี้
หลินเฟิงหันไปหาเขาช้าๆ และกล่าวว่า “ข้ารู้จักเ้าด้วยหรือ?”
ตู๋กูซางประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มอย่างเ็า “แน่นอนว่าข้าไม่รู้จักเ้า ส่วนเ้าเองก็ไม่น่าจะรู้ว่าข้าเป็ใคร หากคนที่รู้จักข้าล่ะก็ จะไม่กล้าเมินข้าเช่นนี้อย่างแน่นอน แล้วเ้าชื่อแซ่อะไร?”
“เ้าประเมินตัวเองสูงเกินไป” หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้ม “ถึงแม้ข้าจะไม่รู้จักเ้า แต่ข้าก็เคยได้ยินชื่อที่น่ารังเกียจของเ้า ซึ่งเป็ปกติที่เ้าจะโอ้อวดต่อหน้าทุกคน ตู๋กูซาง”
“หืม?” ตู๋กูซางหรี่ตาลง หลินเฟิงรู้ว่าเขาเป็ใครแท้ๆ แต่ยังกล้าทำแบบนี้
“ในเมื่อเ้ารู้ว่าข้าเป็ใคร ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะแสดงวิธีการลงโทษของข้าให้เ้าเห็น เ้าจงตบหน้าตัวเอง คุกเข่าสามครั้งแล้วหมอบคลานเก้าครั้ง เมื่อเ้าทำเสร็จแล้วข้าจะถือว่าเื่ในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
ตู๋กูซางแผ่กลิ่นอายอันหนาวเหน็บออกมาเพื่อกดดันหลินเฟิง ตอนนี้เขากำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ในความความคิดของเขานั้น เขาแค่จะปลดปล่อยแรงกดดันเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้หลินเฟิงพ่ายแพ้แล้ว
อย่างไรก็ตามหลินเฟิงกลับยืนสงบไร้การเคลื่อนไหว ลมปราณที่เยือกเย็นตรงหน้าไม่ได้ทำให้หลินเฟิงนึกหวาดกลัวใดๆ ดูเหมือนว่าหลินเฟิงจะไม่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ตบหน้าตัวเอง? คุกเข่าสามครั้งและคลานเก้าครั้ง?”
หลินเฟิงเงยหน้าและค่อยๆ เดินไปหาตู๋กูซาง ฉากนี้ทำให้ตู๋กูซางรู้สึกประหลาดใจและยิ่งปลดปล่อยลมปราณออกมามากขึ้น
“ด้วยแรงกดดันอันน้อยนิดนั่น เ้าไม่คิดว่ามันจะทำให้ตัวเ้าดูโง่หรอกหรือ?”
หลินเฟิงกล่าวอย่างแ่เบาขณะที่ยังก้าวเดิน ฉากนี้ทำให้ฝูงชนที่กำลังดูอยู่ต่างตกตะลึง ช่างเป็คนที่บ้าบิ่นจริงๆ ถึงกับกล้าทำให้ตู๋กูซางอับอาย
นอกจากนี้หลินเฟิงยังเป็ศิษย์ทหาร ดังนั้นเขาจึงอยากให้สหายศิษย์ทหารของเขารู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับตู๋กูซางที่เป็ศิษย์สายขุนนาง
“ได้แต่คุยโวโอ้อวดอย่างไม่รู้สึกละอายใจ”
ตู๋กูซางกล่าวอย่างไม่แยแสขณะปลดปล่อยลมปราณอันเเข็งแกร่งออกมา ทำให้บรรยากาศทั้งหมดอยู่ภายใต้แรงกดดันของเขา
“ข้าบอกเ้าแล้วนะ ว่าอย่าทำให้ตัวเองต้องขายหน้า”
น้ำเสียงของหลินเฟิงทั้งรุนแรงและเยือกเย็น ทันใดนั้นคลื่นดาบที่ทรงพลังสายหนึ่งก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ซึ่งหลินเฟิงในตอนนี้เหมือนกับดาบเล่มหนึ่งที่แหลมคมอย่างมาก
หัวใจของฝูงชนต่างเต้นระรัว พลังนี้… ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
นี่หรือคือหลินเฟิง ผู้ที่ต่อสู้กับเฮยม่อ?