เห็นเขาอายุมากแล้ว แน่นอนว่าหลงเหยียนไม่มีทางถือสาเขาหรอก ซือถูหม่าหัวเราะเสียงดังพลางส่ายหน้า “เชียนซินเอ๋ย ท่านทำแบบนี้ก็คงไม่ถูกแล้ว ไม่เห็นหรือว่าด้านหลังข้ามีอีกสองคน? นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาออกมาหลังจากได้เข้าสำนักตงฟาง มาเพื่อช่วยท่านต่อกรกับโจรป่าเ่าั้ พวกเขาคือกำลังหลัก พวกเรามาเพื่อเป็กำลังเสริมเท่านั้น”
เพิ่งมาถึง ซือถูหม่าก็โยนภาระหน้าที่ทั้งหมดใส่หลงเหยียนและซูจื่อมั่วแล้ว เ้าหมอนี่น่ารังเกียจจริงๆ
มีหรือที่เ้าเมืองหยุนเชียนซินจะฟังน้ำเสียงของซือถูหม่าไม่ออก ปีก่อนหน้านี้ก็เคยเจอความลำบากเหมือนกัน ทว่าทุกครั้งเขาเป็คนออกตัวกำจัดให้ ครั้งนี้กลับบอกว่ากำลังหลักที่ต้องรับภารกิจก็คือชายหนุ่มสองคนหลัง
โดยเฉพาะเวลาที่ลั่วซางหันไปมองหลงเหยียนด้วยสายตาเกลียดชัง หยุนเชียนซินมองเพียงครู่เดียวก็เข้าใจเื่ทั้งหมดแล้ว คาดว่าระหว่างพวกเขาคงมีปัญหาไม่น้อย
หยุนเชียนซินกล่าวทักทายหลงเหยียนและซูจื่อมั่วตามมารยาทเล็กน้อย จากนั้นจึงพาพวกเขาทั้งสี่คนเข้าเมือง
สองข้างทางมีคนมามุงดูเต็มไปหมด เมื่อลั่วซางและซือถูหม่าปรากฏตัวอยู่หน้าประตูเมือง ประชาชน ผู้ฝึกยุทธ์ และพ่อค้าแม่ค้าสองข้างทางต่างก็โค้งตัวลงเป็การคารวะ
หลงเหยียนนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าการต้อนรับจากเมืองอารักษ์นิทราจะยิ่งใหญ่เช่นนี้ ดูเหมือนโจรป่าพวกนั้นคงสร้างปัญหาให้ประชาชนไม่น้อย
ฆ่าชิงทรัพย์ ข่มขืน และทารุณ!
หยุนเชียนซินต้อนรับลั่วซางและซือถูหม่าเข้าเมืองอย่างเคารพ บนเรือนเ้าเมืองมีรังสีปกคลุมไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็การตกแต่งเรือนหรือความยิ่งใหญ่ของจวนเ้าเมือง เกรงว่ามีรังสีที่น่าเกรงขามกว่าตระกูลหลงอู่เสียอีก หลงเหยียนััได้ถึงรังสีแข็งแกร่งที่ห้อมล้อมจวนเ้าเมืองแห่งนี้ไว้
ลั่วซางและซือถูหม่านั่งลงบนที่นั่งหลักของเรือน หลงเหยียนและซูจื่อมั่วนั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ส่วนเ้าเมืองนั่งอยู่อีกข้างของด้านล่าง จากนั้นก็ตามมาด้วยคนชรา ดูท่าทางคนชราเ่าั้ล้วนมีพลังระดับชีพัขั้นที่เก้าสูงสุด คาดว่าท่านเ้าเมืองเองก็คงมีพลังไม่น้อยกว่าระดับชีพมนุษย์เริ่มแรก
ส่วนลั่วซางและซือถูหม่ามีพลังระดับชีพมนุษย์ขั้นสูง ระหว่างนั้นคือความแตกต่างราวฟ้ากับดิน ชีพมนุษย์ ชีพธรณี และชีพ์ ทุกระดับพลังแบ่งออกเป็ขั้นแรก ขั้นล่าง และขั้นสูง แค่คิดก็น่าจะรู้แล้วว่าความแตกต่างระหว่างขั้นพลังนั้นมากเพียงใด การจะก้าวขึ้นไปได้แต่ละขั้นยากแค่ไหน
ท่านเ้าเมืองอายุมากแล้ว มีพลังอยู่ระดับชีพมนุษย์เริ่มแรก คาดว่านี่ก็คงเป็ขีดจำกัดของพลังเขาแล้ว คงไม่สามารถเลื่อนขึ้นได้อีก
เ้าเมืองหยุนสั่งสาวใช้ในจวนให้นำชาและของว่างมาบริการ เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป ทว่าลั่วซางและซือถูหม่ากลับไม่ถามถึงปัญหาของพวกเขาเลย
เป็เหตุให้หลงเหยียนรู้สึกว่าพวกเขาต่ำต้อยยิ่งนัก ลั่วซางหยิบของว่างขึ้นมา วางไว้ในปากแล้วเริ่มเคี้ยว
“ไม่เลว ไม่เลว รสชาติดีมากจริงๆ ขนมปิ้งเหล่านี้ทำมาจากผลิญญาเซียนหรือ!”
เ้าเมืองหยุนพยักหน้า “นึกไม่ถึงว่าใต้เท้าลั่วซางจะรู้จักขนมปิ้งลึกซึ้งเช่นนี้ เพียงคำเดียวก็รู้ขั้นตอนการทำแล้ว หากคนทั่วไปได้ลองชิมสักคำ โดยเฉพาะผลิญญาเซียนนั่น เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีทางป่วยง่ายๆ”
พวกเขาพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน หลงเหยียนกลับรู้สึกได้ถึงความในใจของเ้าเมือง ครั้งนี้ลั่วซางและซือถูหม่ามาในตัวแทนของตระกูลอู่ตี้ แน่นอนว่าต้องไม่กล้ามากความ
ขณะที่พูดคุยกันอย่างชื่นมื่น เ้าเมืองหยุนสั่งชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะโบกมือ แล้วบุรุษผู้นั้นก็เข้าใจ
ชายหนุ่มเดินไปข้างกายลั่วซางและซือถูหม่า หยิบถุงผ้าเฉียนคุนของพวกเขาไป หลงเหยียนเห็นแล้วก็ไม่เข้าใจกับการกระทำ
ผ่านไปไม่นาน เขาก็หยิบถุงผ้าเฉียนคุนออกมาจากด้านนอกสองชิ้น ทันทีที่เห็น ใบหน้าของลั่วซางและซือถูหม่าก็ปรากฏรอยยิ้ม
ทุกการกระทำแลดูคล่องแคล่วยิ่งนัก เวลานี้เอง ซือถูหม่าลุกขึ้นยืน ยิ้มให้กับเ้าเมืองไม่ยอมหุบ
“เ้าเมืองหยุน ท่านนี่นะ เกรงใจพวกเรามากเกินไปแล้ว พวกเราล้วนเป็คนบ้านเดียวกัน เหตุใดต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น”
ลั่วซางก็ลุกขึ้นพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “เห็นด้วย เ้าเมืองหยุน ท่านพูดเื่ของโจรป่าพวกนั้นเถิดว่าเื่มันเป็มาอย่างไร”
ในที่สุดเขาก็ถามถึงแล้ว หลงเหยียนเดาว่าชายหนุ่มเมื่อครู่ต้องนำเงินไว้ในถุงผ้าเฉียนคุนแน่ เ้าสองคนที่น่ารังเกียจ กล้ารับเงินอย่างเปิดเผย
หลงเหยียนอยากรู้เหลือเกินว่าเมื่อครู่พวกเขาได้หยกิญญามากเท่าใด
เมื่อพูดเื่ทางการ ท่าทางของเ้าเมืองนั่นก็เปลี่ยนไป เขากัดฟันกรอด
เขาลุกขึ้นพร้อมพูดว่า “คนที่นั่งอยู่ในที่แห่งนี้ล้วนเป็พวกเราคนกันเองเท่านั้น เช่นนั้นข้าจะพูดตรงๆ ก็แล้วกัน เมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน ในเมืองอารักษ์นิทราของเรา อยู่ๆ ก็มีโจรป่ากลุ่มหนึ่งปรากฏตัว พวกเขาสวมผ้าโพกหน้า ฆ่าชิงทรัพย์ ข่มเหงสตรี…”
“ผู้ฝึกยุทธ์ที่ข้าส่งไปก็ตายไปประมาณสิบกว่าคนแล้ว ต่อมาข้าและเหล่าผู้าุโปรึกษาหารือกันว่าจะลงมือปราบปรามด้วยตนเอง ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับมียอดฝีมือระดับชีพมนุษย์”
เ้าเมืองหยุนพูดถึงตรงนี้ น้ำตาก็ร่วงเผาะ “หลานชายผู้น่าสงสารที่มีพร์สูงของข้าก็ถูกพวกเขาฆ่าตาย เขาอายุเพียงสิบเอ็ดปี นี่์ลืมตระกูลหยุนของข้าหรือไร มันน่าโมโหจริงๆ”
ซือถูหม่าลุกขึ้นยืนทันที ตบโต๊ะเสียงดัง “คนพวกนั้นน่าเกลียดจริงๆ เช่นนั้นพวกท่านมีข้อมูลอะไรหรือไม่?”
เวลานี้เอง เ้าเมืองหยุนรีบเดินมาตรงหน้าซือถูหม่า จับมือทั้งสองข้างของซือถูหม่าแน่น จากนั้นก็มองไปทางหลงเหยียนและซูจื่อมั่ว
“ใต้เท้าซือถู ไม่ทราบว่าที่ท่านพูดเมื่อครู่ ให้ผู้น้อยทั้งสองเป็คนลงมือ เป็กำลังหลักในครั้งนี้ ข้าเกรงว่า…”
เ้าเมืองหยุนกังวลว่าหลงเหยียนกับสหายจะรับมือคนพวกนั้นไม่ได้
มีหรือที่ซือถูหม่าจะไม่รู้ถึงความกังวลของพวกเขา
“เ้าเมืองหยุน พวกท่านไม่ต้องกังวลเื่นี้ไปหรอก พวกเราเป็ผู้คุมการทดสอบของเขาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหาให้ท่านนั่นละ พวกเขาทำไม่ได้ พวกเราจะช่วยแก้ไขให้เอง”
หลงเหยียนได้ยินพวกเขาพูดเช่นนั้น ความหมายนั่นก็คือ รอโจรป่าเ่าั้สังหารหลงเหยียนแล้ว ซือถูหม่ากับลั่วซางค่อยลงมือ
ทว่าในระหว่างที่เ้าเมืองหยุนเล่าถึงเื่โจรป่า หลงเหยียนเข้าใจรายละเอียดจากคำพูดของเขาแล้ว
ฟ้าดินนี้กว้างใหญ่ โจรป่าเ่าั้ไม่ได้โจมตีเมืองอารักษ์นิทราเป็ครั้งแรก ทว่าเนินดาราที่อยู่ละแวกเดียวกันกลับไม่เคยพบหายนะเช่นนี้มาก่อน
อีกทั้งโจรป่าเ่าั้ยังใช้ผ้าโพกหน้า สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ในสถานการณ์เช่นนี้ โจรป่าควรไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองตนอย่างไร และไม่ปิดหน้าปิดตาถึงจะถูก
หลงเหยียนลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถาม “เ้าเมืองหยุน ไม่ทราบว่าโจรป่าที่โพกหน้าไว้ อาจเป็มหาอำนาจอื่น หรือตระกูลใหญ่ในเมืองอารักษ์นิทราชักใยอยู่เื้ัหรือไม่ โจรป่าทั่วไปไม่ควรใช้ผ้าโพกหน้าไว้ นอกเสียจากเป็คนที่พวกท่านคุ้นเคย”
เวลานี้เอง เ้าเมืองหยุนหันมามองหลงเหยียน แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ก่อนนึกในใจ ‘เ้าเด็กนี่สมองปราดเปรื่อง แค่ฟังเื่ราวก็สามารถจับใจความสำคัญได้แล้ว’
เ้าเมืองหยุนพยักหน้า “สหายท่านนี้ ในเมื่อสามารถเข้าตระกูลอู่ตี้ได้ด้วยพลังระดับชีพัขั้นที่แปด ช่างทำให้ข้านับถือจริงๆ ข้าก็เคยคิดเหมือนอย่างที่เ้าพูดมาเมื่อครู่ และนี่ก็คือเหตุผลที่ข้าเชิญพวกเ้ามาในครั้งนี้”
“ในเมืองอารักษ์นิทราของเรา ยังมีมหาอำนาจอีกด้านหนึ่ง นั่นก็คือตระกูลเจียง ตอนนั้นพวกเราสองตระกูลชิงตำแหน่งเ้าเมือง แก่งแย่งกันไม่น้อย ต่อมาข้าอาศัยเมืองอู่ตี้ ส่วนตระกูลเจียงอาศัยสำนักหยุนเฟิง ข้าสงสัยว่าพวกคนที่โพกหน้าก็คือคนตระกูลเจียง”
ลั่วซางหัวเราะเสียงดัง “ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็ใคร เช่นนั้นเื่ก็ง่ายขึ้นแล้ว ตอนนี้เรามาแล้ว หรือพวกเราไปหาคนตระกูลเจียงกันเลยดีหรือไม่”
--------------------
