เล่มที่ 6 บทที่ 164 อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างสงบสุข
เพียงครู่เดียว หลินเฟยก็มีแผลปรากฏขึ้นเต็มตัว
พลังของเผ่ากุ่ยิช่างไม่ธรรมดาจริงๆ…
เพราะเดิมได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนที่มุ่งเน้นการบำเพ็ญกายเนื้อให้เป็ศาสตราวุธมา แถมหลินเฟยเองก็ยังเคยผ่านการชำระกายด้วยสองจุดชีพจรจากใต้หุบเขาหมัวเจี้ยนมาก่อนด้วย ความแข็งแกร่งของร่างกายจึงเทียบได้กับอาวุธหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบสาย ทว่าตอนนี้กลับถูกโจมตีจนเกิดาแมากมาย…
และที่น่าเป็ห่วงมากกว่านั้นก็คือ แม้อีกฝ่ายจะเจ็บหนัก แต่แค่สลับเปลี่ยนห้วงหยินหยาง ก็จะสามารถฟื้นพลังขึ้นมาอีกครั้งได้ ดังนั้นพลังเสิ่นทงของเผ่ากุ่ยิจึงกล้าแกร่งอย่างมาก ขอแค่มีไออสูรหล่อเลี้ยงเท่านั้น กายเนื้อก็จะไม่มีวันดับสูญ…
ในอดีตตอนที่ได้ยินเื่เผ่ากุ่ยิ หลินเฟยก็คิดมาก่อนแล้วว่า ที่พวกเผ่ากุ่ยิกล้าคิดจะหลอมทุกชีวิตให้กลายเป็อสุรกาย ก็คงเพราะมีเสิ่นทงร้ายกาจเช่นนี้เป็แน่ หากทั่วทั้งพิภพมีแต่ไออสูร สรรพสิ่งทั่วทุกพื้นที่ก็ล้วนเป็อสุรกาย ฉะนั้นแล้วเผ่าพันธุ์ก็จะเป็ะอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีผู้ใดล้มล้างได้…
ครั้งนี้พอเห็นเ้าอสุรกายหายตัวไป หลินเฟยก็เริ่มวาดมือบงการปราณกระบี่อีกครั้ง พริบตาเดียวก็มีปราณกระบี่อันเลือนรางสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา ทุกจุดที่พาดผ่านทำให้ห้วงมิติบิดเบี้ยวไปหมด ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็ถูกสะบั้นแยกออกเป็สองส่วน…
ทั้งที่เป็สถานที่เดียวกันแท้ๆ แต่ทางหนึ่งเป็สีดำ อีกทางกลับเป็สีขาว…
และบริเวณรอยต่อระหว่างห้วงมิติขาวดำ ก็มีเงาอสุรกายตนนั้นปรากฏอยู่เลือนราง เ้าอสุรกายเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจขึ้นมา ขณะที่มันยังไม่ทันตั้งตัว ปราณกระบี่ทงโยวก็กลายเป็สะพานสายหนึ่ง ทอดยาวเชื่อมห้วงมิติตั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้เ้าอสุรกายติดอยู่ระหว่างรอยต่อ ไม่สามารถออกมาได้
ปราณกระบี่ซีรื่อเองก็ไม่รอช้า รีบสลายกลายเป็ลำแสงสายหนึ่งสะบั้นเข้าที่แขนมันทันที…
พริบตาถัดมาเ้าอสุรกายก็หายตัวไปอีกครั้ง ทว่าครู่เดียวก็ปรากฏตัวออกมา แขนที่ถูกสะบั้นขาดก็กลายเป็หมอกควันดำ ลอยกลับไปรวมที่ร่างของมันอีกครั้ง…
หลินเฟยเห็นดังนั้นก็หน้าคล้ำหมองลงทันที ทั้งที่พุ่งโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้วแท้ๆ แถมยังกักขังมันไว้ระหว่างรอยต่อห้วงหยินหยางอีก แต่สุดท้ายก็ทำให้มันเพียงสูญเสียไออสูรเท่านั้น…
ขณะที่อสุรกายกำลังจะหายตัวอีกครั้ง หลินเฟยก็คิดจะใช้ปราณกระบี่ทงโยวทำเช่นเดิม แต่ครั้งนี้เ้าอสุรกายสามารถสกัดเอาไว้ได้ จึงทำให้ปราณกระบี่ทงโยวไม่อาจสะบั้นตัดห้วงมิติหยินหยางแบบคราวที่แล้วได้
เพียงแค่สิบชั่วอึดใจเท่านั้น หลินเฟยก็ถูกกดข่มทุกวิถีทาง แม้ปราณกระบี่ซีรื่อจะกดข่มเ้าอสุรกายเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสโต้กลับแม้แต่น้อย ที่เป็เช่นนี้เพราะเ้าอสุรกายสามารถสลับเปลี่ยนหยินหยางได้นั่นเอง และแน่นอนว่าปราณกระบี่ทงโยวเองก็ทำได้เช่นกัน…
เพราะขั้นบำเพ็ญที่ต่างกันเกินไป อีกฝ่ายเป็ถึงอสุรกายที่เกือบจะบรรลุกุ่ยหวังแล้ว แต่ปราณกระบี่ทงโยวกลับมีมนต์สะกดแค่สามสิบสายเท่านั้น จึงไม่อาจเทียบได้แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเ้าอสุรกายลงมืออีกครั้ง หลินเฟยจึงทำได้เพียงแค่นเสียงเ็าออกมา ก่อนจะล่าถอยออกไป ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋และซีรื่อออกมาคุ้มกาย โดยที่เขาไม่อาจโต้กลับได้แม้แต่น้อย…
ปราณกระบี่ไท่อี๋กลายเป็ลำแสงสีทองลอยอยู่รอบตัว ส่วนปราณกระบี่ซีรื่อก็กลายเป็แสงอันร้อนแรงลอยอยู่เหนือหัวเช่นกัน หากมีไออสูรพยายามเข้ามาใกล้ ก็จะถูกปราณกระบี่ทั้งสองบดขยี้จนสลายไป…
ข้อได้เปรียบจากขั้นเซียนเทียนนี้เอง อีกทั้งยังกดข่มไอชั่วร้ายได้อีกด้วย ทำให้หลินเฟยสามารถต้านทานพลังเอาไว้ได้ชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกันเขาเองก็ตกเป็รองอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิงไปเสียแล้ว
“นี่ ออกมาช่วยหน่อย เร็ว” หลินเฟยหอบหายใจหนักหน่วง พลางใช้ขาเตะไปที่ค่ายแปดอสูรหลิงเป่าที่อยู่ด้านข้าง…
ปีศาจกระบี่ที่อยู่ในค่ายกลโผล่หัวออกมาดูครู่เดียว ก่อนจะรีบหดกลับไปอย่างไม่ลังเล
‘ล้อเล่นหรือไง อีกฝ่ายเกือบจะบรรลุขั้นกุ่ยหวังเชียวนะ…’
“…” หลินเฟยสะอึกทันที ขณะที่ลอบด่าในใจ ปากของเขาก็เอ่ยขู่ไปด้วย
“อย่าลืมนะว่าเ้าเป็อาวุธคุ้มกายข้า หากข้าตาย เ้าเองก็อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างสงบสุข!”
“บัดซบนัก!” ปีศาจกระบี่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมาก ทว่าหลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ก็เข้าใจความเป็จริงที่อาจจะต้องเกิดขึ้น จึงกลายร่างเป็ลำแสงสายหนึ่ง พุ่งออกมาจากค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่า…
ปีศาจกระบี่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็เข้าประชิดทั้งหน้าหลังของเ้าอสุรกาย ครั้งแรกที่พุ่งเข้าโจมตี ร่างของอสุรกายก็แปรเปลี่ยนเป็เงาโปร่งทันที ทำให้ปีศาจกระบี่แทงโดนเพียงอากาศเท่านั้น ทว่าปีศาจกระบี่ก็เปลี่ยนไปพุ่งเข้าจู่โจมทางด้านล่างลำตัวอีกครั้ง แต่เ้าอสุรกายกลับทำเพียงระบายยิ้มโเี้ออกมา ก่อนจะยกแขนขึ้นเพื่อปัดการโจมตี และแปรสภาพเป็เงาเลือนรางอีกครั้ง…
ขณะที่ปีศาจกระบี่ใกล้จะพุ่งเข้ามา จู่ๆต้นแขนของอสุรกายก็แปรเปลี่ยนเป็กายเนื้อที่จับต้องได้ เพียงพริบตาเดียวปีศาจกระบี่ก็ปักเข้าที่แขนของเ้าอสุรกายเข้าไปเต็มๆ ทว่าเ้าอสุรกายกลับไม่สนโลหิตสีดำที่ไหลเป็ทางออกมาแม้แต่น้อย ก่อนที่มันจะใช้ฝ่ามืออีกข้างตบกระบี่ที่ปักอยู่ที่แขนเข้าทันที…
ปีศาจกระบี่ร้องเสียงหลงด้วยความเ็ป แล้วมันก็หายไปภายในพริบตาเดียว
“บ้าเอ๊ย เ้าคิดยังไงถึงได้ไปหาเื่อสุรกายพิสดารเช่นนี้?”
แม้จะรวมพลังกับปีศาจกระบี่ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ บัดนี้อย่างมากหลินเฟยก็ทำได้เพียงป้องกันตัวเท่านั้น หลังจากประมือกันชั่วครู่ เ้าอสุรกายก็สังเกตเห็นค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าที่อยู่ด้านข้าง
พอค่ายกลสูญเสียเ้าปีศาจกระบี่ที่บงการอยู่ สัตว์ร้ายทั้งแปดก็เหมือนกับหลุดพ้นจากพันธนาการ ภาพนิมิตของสัตว์ร้ายทั้งแปดก็ปรากฏออกมา
พวกมันเอาแต่พุ่งชนไปทั่วบริเวณค่ายกล กลิ่นอายแห่งความโเี้พลันแพร่กระจายออกมา ทว่าเ้าอสุรกายเห็นดังนั้นกลับหัวเราะชอบใจยิ่งขึ้นไปอีก มันไม่สนใจหลินเฟยและปีศาจกระบี่อีกต่อไป ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไปยังค่ายกลแทน
“เป็ฝีมือของเผ่ามนุษย์เซียนเลยทีเดียว…” ั์เนตรของอสุรกายเป็มันวาวทันที เพราะภายในค่ายกลมีพลังสัตว์ร้ายเข้มข้นแฝงอยู่ สำหรับอสุรกายที่โหดร้ายเช่นตนแล้ว กลิ่นอายโเี้เช่นนี้จึงมีแรงดึงดูดเป็อย่างมาก
ส่วนปีศาจกระบี่ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“บ้าเอ๊ย นั่นเป็ของอ๋องอย่างข้านะ…”
หลังจากพูดจบก็ถูกอสุรกายตบกระเด็นเข้าไปเต็มแรง…
หลินเฟยรีบคว้าปีศาจกระบี่เอาไว้ ไม่คิดจะขวางแม้แต่น้อย…
ดูท่าเ้าอสุรกายนี้จะมีสายตาที่หลักแหลมไม่เบา ถึงกับดูออกว่าค่ายกลนี้มีร่องรอยของเผ่ามนุษย์เซียน หากเ้าอสุรกายเข้าไปอยู่ในค่ายกลที่มีพลังโเี้ของสัตว์ร้ายทั้งแปดในค่ายกลแล้วละก็ บางทีอาจจะสามารถบรรลุขั้นกุ่ยหวังเลยก็ได้…
แน่นอนว่าแค่ “อาจจะ” เท่านั้น…
หลินเฟยไม่คิดเตือนแม้แต่น้อย ส่วนเ้าอสุรกายเองก็ไม่ได้สนใจ มันมุทะลุเข้าไปในค่ายกลทันที ก่อนจะใช้กำลังกดข่มเหล่าสัตว์ร้ายในค่ายกล หลังจากเข้ามาถึงบริเวณใจกลาง ทันใดนั้นไออสูรเข้มข้นก็แพร่กระจายไปทั่วค่ายกลทันที เ้าอสุรกายพยายามกดข่มเหล่าสัตว์ร้ายก่อนจะฝืนโคจรให้ค่ายกลทำงาน
เพียงพริบตาเดียวก็มีอักขระประหลาดปรากฏขึ้นที่ผิวของเ้าอสุรกาย เหล่าสัตว์ร้ายทั้งแปดก็ดูเชื่องลงทันที ครู่เดียวก็สามารถปลดปล่อยกลิ่นอายชั่วร้ายมหาศาลตามคำสั่งแต่โดยดี
ขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี กระแสแห่งความโเี้ก็หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ทำให้พลังของเ้าอสุรกายพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าในเวลานี้เอง สัตว์ร้ายทั้งแปดก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา พวกมันดิ้นรนอย่างเอาเป็เอาตาย จนในที่สุดก็หลุดพ้นจากการควบคุม ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีเ้าอสุรกายที่อยู่ใจกลางค่ายกลทันที
“ฝีมือแค่นี้ แต่ริอ่านจะเอาชนะข้าอย่างนั้นหรือ?” อสุรกายแค่นหัวเราะเยือกเย็น แต่ขณะที่มันกำลังจะขยับตัวนั้น หลินเฟยก็รีบบงการให้ปราณกระบี่ทงโยวพุ่งเข้ามาในค่ายกลอย่างรวดเร็ว
พริบตานั้นเองค่ายกลก็เกิดหมุนวน ทำให้ตำแหน่งใจกลางค่ายกลแปรเปลี่ยนไป บัดนี้ปราณกระบี่ทงโยวจึงปรากฏอยู่ที่กลางใจกลางค่ายกลแทน
จากนั้นสัตว์ร้ายทั้งแปดก็กลับมาฟังคำบัญชาของหลินเฟยทันที ปราณกระบี่ทงโยวสะบั้นออกมาโดยอาศัยพลังจากค่ายกล กระทั่งกลายเป็ลำแสงกระบี่เข้าตัดห้วงมิติหยินหยางจนขาดสะบั้น…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
