“พวกเราก็ไปกันเถอะ”
เห็นว่าเผยฉีฉีเดินออกไปก่อน หลีเหย่ที่รูปร่างอ้วนเตี้ยก็หยิบเอากำไลข้อมือชิ้นหนึ่งออกมาจากในแหวนเก็บของแล้วส่งให้เนี่ยเทียน “สวมมันไว้ซะ”
กำไลชิ้นนั้นเป็สีเขียวอ่อน ด้านในมีลำแสงเปล่งวาบให้เห็นได้รำไร เนี่ยเทียนรับกำไลนั้นมาก็มองเห็นว่ามีแสงวิเศษสีเขียวราวกับน้ำวงหนึ่งปกคลุมไปรอบกายเขาทันที
หลีเหย่เองก็หยิบกำไลแบบเดียวกันออกมาสวมไว้บนข้อมือ แล้วเขาก็ถูกม่านแสงสีเขียวปกคลุมร่างทันทีเช่นกัน
เห็นว่าเนี่ยเทียนสวมกำไลข้างนั้นแล้วหลีเหย่ถึงได้กล่าวอย่างจริงจังว่า “รอกลับไปถึงเมืองโพ่เมี่ยแล้วเ้าต้องคืนกำไลหยกเขียวนี่ให้ข้าด้วย”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้ม
เขาใช้กระแสจิตกลุ่มหนึ่งออกไปรับััก็เห็นว่าในกำไลหยกมีค่ายกลลึกลับแห่งหนึ่งประทับอยู่ ค่ายกลนั้นดึงเอาพลังที่อยู่ในกำไลหยกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มันปลดปล่อยเป็แสงสีเขียวขมุกขมัว กลายมาเป็ม่านป้องกันตัวหนึ่งชั้น
ในสายตาของเนี่ยเทียน ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของกำไลหยกนี้น่าจะเพื่อต้านทานการรุกเข้ากัดกินของปราณิญญาสกปรกในเทือกเขาฮ่วนคง
“เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว”
หลีเหย่ก้าวเดินออกไปจากม่านวิเศษที่ปกคลุมทั่วถ้ำตามหลังเผยฉีฉีไป และมายืนอยู่ตรงตำแหน่งกลางูเาลูกหนึ่ง
เนี่ยเทียนจึงเดินตามเขาออกไป
“ฟู่วๆ!”
เมื่อเดินออกจากถ้ำ เนี่ยเทียนจึงสังเกตเห็นว่าเมื่อม่านแสงสีเขียวััเข้ากับอากาศภายนอกก็มีควันสีเขียว ระเหยออกมาเป็เส้นๆ
เขาไม่ได้สนใจกำไลหยกต่อ เนี่ยเทียนกับหลีเหย่เดินตามทางหินที่ทอดยาวลงไปด้านล่าง ไม่นานก็มาถึงตีนเขา
เผยฉีฉีรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
ตรงตีนเขา เนี่ยเทียนมองประเมินไปรอบด้านทั้งยังปลดปล่อยกระแสจิตออกไปรับัั
กระแสจิตของเขาที่แผ่ออกไปห้าร้อยเมตรััไม่ได้ถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตใดๆ
ในพื้นที่ที่เส้นสายตาของเขามองไปถึง เห็นเพียงแค่ก้อนหินสีเทาซีด และยังมีเศษหินแปลกประหลาดที่กระจัดกระจายไปทั่ว
นอกจากนี้ก็คือรอยแยกห้วงมิติหลายรอยที่ขยับไหวอย่างต่อเนื่อง
รอยแยกห้วงมิติเ่าั้ไม่ได้มีรูปแบบที่แน่นอน คล้ายว่ามันล่องลอยไปตามใจชอบ หลังจากที่รอยแยกห้วงอากาศเ่าั้ััเข้ากับตัวูเาก็คล้ายมีดที่หั่นลงบนก้อนเต้าหู้ ทำใหู้เาหินเกิดเป็รอยปริแตกได้อย่างง่ายดาย
เนี่ยเทียนจึงตระหนักได้ทันทีว่าที่บนูเาเล็กเตี้ยซึ่งเขาเหยียบลงไปเมื่อครู่นี้มีรอยปริแตกเต็มไปหมดก็เพราะเกิดจากฝีมือของรอยแยกห้วงมิติเ่าั้
“ไม่ถูกสิ!” เขาหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เมื่อครู่ตอนที่อยู่กลางูเา เขาไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ตอนนี้พอยืนอยู่ตรงตีนเขาและมองไปอย่างตั้งใจถึงได้พบว่าูเาลูกเตี้ยนั้น...ไม่มีทางสูงถึงหนึ่งพันเมตรแน่นอน
เขาสังเกตเห็นว่ายอดเขาของูเาลูกเตี้ยราบเรียบราวกระจก ไม่มีจุดเว้าจุดโค้งเลยแม้แต่นิดเดียว
ไพล่นึกไปถึงรอยแยกห้วงมิติที่เคลื่อนไหวเ่าั้ เขาพลันตระหนักได้ว่าูเาเตี้ยลูกนั้นน่าจะถูกรอยแยกห้วงมิติขนาดใหญ่ั์รอยหนึ่งผ่าครึ่งท่อน
ูเาเตี้ยที่เขาเห็นในตอนนี้อาจเป็เพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของูเาที่ก่อนหน้านี้ยังไม่แตกหัก
“หัวเทียน เ้าตามข้ามา อย่าอยู่ห่างจากข้าเกินไปนัก” ขณะที่เขาใคร่ครวญเงียบๆ หลีเหย่ก็เอ่ยกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง “จำไว้ว่าอย่าใช้กระแสจิตของเ้าไปตรวจสอบรอยแยกห้วงมิติที่เคลื่อนไหวเ่าั้ อีกอย่างอยู่ให้ห่างจากรอยแยกห้วงมิติพวกนั้นให้ได้มากที่สุด เ้าไม่มีทางรู้เลยว่านาทีถัดมาในรอยแยกห้วงมิติพวกนั้นจะพ่นอะไรออกมาบ้าง”
“ไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตาม ด้วยตบะของเ้าแล้วล้วนมิอาจต้านทานได้! โดนเมื่อไหร่เ้าก็ตายเมื่อนั้น!”
ท่าทางเหมือนเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจของหลีเหย่ทำให้เนี่ยเทียนพลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “วางใจเถอะ ข้าไม่รนหาที่ตายหรอก นับแต่นี้ไปข้าจะตามติดเ้า เ้าไปที่ไหน ข้าก็ตามไปที่นั่นด้วย”
“อืม แบบนี้แหละถึงจะฉลาดที่สุด” หลีเหย่เอ่ยชมหนึ่งประโยค
จากนั้นกลุ่มคนหนึ่งที่มีเผยฉีฉีนำทางอยู่ข้างหน้า ส่วนเนี่ยเทียนและหลีเหย่ตามติดมาด้านหลังก็ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคงที่มีเศษหินกระจัดกระจายเต็มไปทั่ว
ระหว่างทาง เผยฉีฉีล้วนสามารถหลบเลี่ยงรอยแยกห้วงมิติที่ล่องลอยไปทั่วได้อย่างปราดเปรียว มีบางครั้งทั้งๆ ที่เห็นว่าเผยฉีฉีมุ่งหน้าเข้าหารอยแยกห้วงมิติแห่งหนึ่ง เนี่ยเทียนที่มองดูอยู่ยังอกสั่นขวัญแขวน ทว่ารอจนเผยฉีฉีเข้าไปใกล้แล้ว รอยแยกห้วงมิตินั้นกลับค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่น ทำให้เขาและหลีเหย่ไม่ถูกทำร้าย
เผยฉีฉีที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติคล้ายสามารถจับทิศทางการเคลื่อนไหวของรอยแยกห้วงมิติ และเตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า
ลำพังเพียงแค่ความสามารถนี้ก็ทำให้เผยฉีฉีได้เปรียบเมื่ออยู่ในเทือกเขาฮ่วนคง หากอยู่ในสนามรบ ความสามารถนี้ของนางก็ยิ่งจะโดดเด่นยอดเยี่ยมมากกว่าเดิม
เดินอยู่ได้พักหนึ่ง เนี่ยเทียนจึงเริ่มมองเห็นว่าในบรรดารอยแยกของก้อนหินมีโครงกระดูกสีเทาซีดอยู่มากมาย
โครงกระดูกเ่าั้ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็ของเผ่ามนุษย์ และมีส่วนน้อยที่น่าจะเป็ของสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่ง
“ไหนว่าอาณาจักรเลี่ยคงไม่มีสัตว์วิเศษอย่างไรเล่า?” เขาถามหลีเหย่ด้วยความสงสัย
หลีเหย่ที่เอาแต่เร่งเดินทางก็รู้สึกเบื่อเช่นกันจึงตอบคำถามของเขา “สัตว์วิเศษส่วนใหญ่ล้วนสูญพันธ์ไปเพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของอาณาจักรเลี่ยคงได้ แต่ก็มีสัตว์วิเศษส่วนน้อยที่เนื่องจากเรือนกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าเผ่ามนุษย์ของเราจึงสามารถฝึกบำเพ็ญตบะได้ด้วยการดูดซับปราณิญญาสกปรก”
“สัตว์วิเศษที่มีชีวิตอยู่พวกนี้เมื่อเทียบกับสัตว์วิเศษก่อนหน้านี้ก็เรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่าเยอะมาก”
“เ้าจำไว้ว่าสัตว์วิเศษที่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้มักจะเข้าๆ ออกๆ อยู่ในเทือกเขาฮ่วนคง หากบังเอิญเจอเข้าก็ต้องระวังให้มาก คนหลายคนที่มาเสี่ยงโชคในเทือกเขาฮ่วนคงหากไม่ถูกรอยแยกห้วงมิติที่ล่องลอยไปทั่วสังหารก็เพราะถูกสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งเ่าั้ฉีกทึ้งกัดกิน”
“คนส่วนใหญ่ยังไม่ทันได้สำเร็จ รอยแยกห้วงมิติก็ตายไปก่อนแล้ว”
“อ่อนแอเป็เหยื่อแข็งแกร่งเป็ผู้ล่า ผู้ที่ปรับตัวได้ก็มีชีวิตอยู่ต่อ ประโยคนี้ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่เหมาะสมกับเผ่ามนุษย์ของเราเท่านั้น ยังเหมาะสมกับสัตว์วิเศษด้วย” เนี่ยเทียนพึมพำ
เขากับหลีเหย่เดินไปพลางคุยกันไป เมื่อมีสิ่งที่สงสัยเขาก็ถามเอากับหลีเหย่
หลีเหย่อยู่ว่างๆ ก็เบื่อจึงไขความสงสัยให้เขาอย่างตั้งใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เรือนกายสูงโปร่งอรชรของเผยฉีฉีที่นำทางอยู่ข้างหน้าโดยไม่ได้สนใจคนทั้งสองพลันหยุดชะงัก
“ศิษย์พี่หญิง มีอะไรหรือ?” หลีเหย่เดินขึ้นไปข้างหน้า
“มีกลิ่นคาวเื” เผยฉีฉีขมวดคิ้ว บอกเป็นัยว่าไม่ให้หลีเหย่และเนี่ยเทียนพูดคุยกันต่อ เรือนร่างที่สวมชุดสีฟ้าเหมือนน้ำของนางพลันพุ่งพรวดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เนี่ยเทียนเบิกตากว้างมองนางที่หายไปจากเส้นสายตาของตนเพียงเวลาแค่ชั่วพริบตาเดียว
“ไป พวกเรารีบไปดูกันว่าเกิดเื่อะไรขึ้น” หลีเหย่กล่าวอย่างฮึกเหิม
เนี่ยเทียนเองก็ก้มหน้าก้มตาวิ่งตามไปติดๆ
ไม่นานหลังจากนั้น เขาและหลีเหย่ก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเศษหินขนาดใหญ่ั์ก้อนหนึ่ง ก่อนหน้านั้นตรงนี้น่าจะมีการต่อสู้นองเืเกิดขึ้นมาก่อน บนร่างมีศพอยู่สามศพที่เืยังไหลไม่หยุด
ศพสามร่างนั้นตรงหน้าอกมีปักรูปเปลวเพลิงเอาไว้ แค่มองก็รู้ว่ามากจากเปลวอัคคีที่ซากปรักหักพัง
“เผยฉีฉี!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังลอยมาจากจุดที่ห่างไปไม่ไกล ในเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว
เนี่ยเทียนได้ยินเสียงร้องด้วยความเ็ปก็รีบพุ่งเข้าไปดู แล้วก็เห็นว่าผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งที่หน้าอกมีภาพพระจันทร์เสี้ยวสีเทาปักอยู่แขนขาทั้งสี่ถูกกระบี่แหลมคมปักตรึงไว้บนเศษหินก้อนหนึ่งจนมิอาจขยับเขยื้อนได้
เผยฉีฉียืนอยู่เบื้องหน้าเขา ใช้สายตาเฉยเมยมองไปที่เขาด้วยความเ็า
กระบี่แหลมคมทั้งสี่เล่มที่ตอกตรึงคนผู้นั้นน่าจะเป็ของเผยฉีฉี ก่อนหน้าที่เนี่ยเทียนและหลีเหย่จะตามมาถึง สถานที่แห่งนี้น่าจะเพิ่งผ่านการต่อสู้กันใน่ระยะเวลาสั้นๆ
เนี่ยเทียนใช้กระแสจิตไปตรวจสอบก็พบว่าคนผู้นั้นมีตบะกลาง์่ท้ายเช่นเดียวกับหลีเหย่
“เผยฉีฉี! เ้าไว้ชีวิตข้าเถอะ ข้ามีข่าวสำคัญจะบอกเ้า!” สายตาที่คนผู้นั้นมองเผยฉีฉีราวกับมองเห็นภูตผีปีศาจตนหนึ่ง เขาเอ่ยวิงวอนด้วยความเ็ป “ข้าสาบานว่าข่าวนี้มีค่ามากพอจะแลกชีวิตของข้าได้!”
“อ้อ เช่นนั้นเ้าก็พูดมาสิ” เผยฉีฉีกล่าวเสียงเรียบ
“เ้ารับปากก่อนว่าจะไว้ชีวิตข้า!” คนผู้นั้นจ้องเผยฉีฉีเขม็ง
เผยฉีฉีพยักหน้า
“บริเวณใกล้เคียงกับเปลวอัคคีค้นพบเทือกเขาสำหรับขุดหยกคงหลิงอยู่แห่งหนึ่ง เทือกเขานั้นเคยถูกขุดมาก่อน ทว่ายังไม่ถูกขุดหมด!” คนผู้นั้นเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ข้าเชื่อว่าเ้า้าหยกคงหลิงมาก วัตถุดิบวิเศษที่ล้ำค่าเช่นนี้คือวัสดุหายากที่จำเป็สำหรับการสร้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติมากมาย เ้าย่อม้ามันแน่ๆ”
“ข้าจะบอกตำแหน่งกับเ้าตอนนี้เลย เ้าปล่อยข้า ตกลงหรือไม่?”
“ไม่ตกลง” เผยฉีฉีส่ายหัว
กล่าวจบกระบี่แหลมคมสี่เล่มที่เสียบอยู่บนร่างของเขาก็พลันถูกดึงออกแล้วพุ่งเข้าเสียบจุดตายอย่างหัวใจและลำคอของเขา
“เผยฉีฉี เ้ามันนางมารชั่วช้า! เ้ารับปากแล้วว่าจะไว้ชีวิตข้า!” คนผู้นั้นร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
“คำพูดของผู้หญิงเ้าก็เชื่อด้วยรึ?” เผยฉีฉีเบ้ปาก ภายใต้การควบคุมกำลังอย่างเหมาะสมของนาง กระบี่คมสี่เล่มนั้นก็แทงเข้าไปที่หัวใจและลำคอของคนผู้นั้น หลังจากที่คนผู้นั้นตายไปอย่างไม่เต็มใจแล้ว เผยฉีฉีถึงได้พูดต่อว่า “อีกอย่างข่าวที่เ้ามอบให้ก็ไม่มีค่าใดๆ กับข้าแม้แต่นิดเดียว”
กระบี่แหลมคมสี่เล่มหลังจากสังหารคนเสร็จก็บินกลับเข้ามาในแหวนเก็บของของนางโดยที่ไม่มีคราบเืติดมาแม้แต่เส้นเดียว
“พวกเ้ามาแล้วหรือ?” นางหันไปมองเนี่ยเทียนและหลีเหย่
“ศิษย์พี่หญิง พวกเราเพิ่งมาถึง” หลีเหย่เอ่ย
เนี่ยเทียนมองใบหน้างามพิลาสที่สีหน้าเรียบเฉยราวกับผิวน้ำนั่น ในใจก็พลันรู้สึกเย็นเยียบ
“รอข้าสักครู่” เผยฉีฉีหันตัวกลับไปอีกครั้ง เก็บเอากำไลเก็บของของคนที่เพิ่งถูกฆ่าตายเมื่อครู่ไป จากนั้นถึงได้ก้มตัวลงตรวจหาของมีค่าอื่นๆ บนร่างเขาอย่างละเอียด
มองเห็นท่าทางคุ้นเคยเป็ธรรมชาติของเผยฉีฉีก็รู้ว่าการกวาดเอาทรัพย์สินมาจากร่างของศพแบบนี้นางคงทำมาแล้วไม่รู้กี่รอบ
ดวงตาเนี่ยเทียนฉายแววแปลกใจ เริ่มค่อยๆ รู้จักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อพวกคนชั่วร้ายที่อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยเผชิญหน้ากับเผยฉีฉีแล้วถึงได้แสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อนางเช่นนั้น
“ทรัพย์สินของคนตาย...”
ใจเนี่ยเทียนกระตุก พลันไพล่นึกไปถึงคนของเปลวอัคคีสามคนที่เขาพบตอนเดินมา
เขาที่ขาดแคลนหินวิเศษอย่างถึงที่สุดดวงตาพลันเป็ประกาย รีบย้อนกลับไปทางเดิมหมายจะค้นหาเอาทรัพย์สินจากศพทั้งสามเฉกเช่นเผยฉีฉี
“อย่าเสียเวลากลับไปเลย ข้าผ่านมาทางนั้นแล้วมีหรือจะปล่อยทิ้งของให้เหลือมาถึงมือเ้า”
เผยฉีฉีที่หันหลังให้กับเนี่ยเทียนและยังคงควานหาทรัพย์สินบนร่างของคนผู้นั้นไม่หยุดไม่ต้องหันหลังกลับมาก็รู้ว่าเนี่ยเทียนคิดจะทำอะไร ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยประโยคเรียบเฉย
เนี่ยเทียนอึ้งงัน แต่ใจก็ยังหวังว่าจะโชคดี จึงยังคงเดินกลับไปทางเดิม
“เ้าโง่” เผยฉีฉีประเมินด้วยน้ำเสียงเ็า
“เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้จักวิถีของศิษย์พี่หญิง” หลีเหย่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมคล้ายกำลังรอหัวเราะเยาะเนี่ยเทียน
ผ่านไปครู่หนึ่งเนี่ยเทียนก็เดินหน้าม่อยคอตกกลับมาที่เดิม แล้วก็ไม่ได้รับผลพวงใดกลับมาดังคาด
“เป็ไง?” หลีเหย่ถามด้วยรอยยิ้ม
เนี่ยเทียนสีหน้ามืดมน ส่ายหัวกล่าวว่า “กวาดเสียเกลี้ยง ไม่เหลือหินวิเศษแม้แต่ก้อนเดียว”
“ฮ่าๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็แบบนี้” หลีเหย่ทำสีหน้าราวกับว่านี่เป็เื่ที่สมควรแล้ว “ศิษย์พี่หญิงมาถึงก่อนพวกเราก็เพื่อทำสิ่งนี้นั่นแหละ ข้าติดตามนางมาหลายปี มีหรือจะไม่รู้วิถีของนาง?”
“ไปกันเถอะ” เผยฉีฉีเอ่ยเร่งอย่างหงุดหงิด คล้ายรู้สึกว่าเนี่ยเทียนทำให้นางเสียเวลาอีกครั้ง
-----
