ในห้องทำงานของซีอีโอ บรรยากาศเงียบจนน่าแปลก
เหลียงชาน เหลียงเฟิงรวมไปถึงจูเชียนฮัวต่างก็มองไปที่เช็คที่ระบุชื่อผู้รับที่อยู่บนโต๊ะ สีหน้าตะลึงงันขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ตอนที่เห็นยอดสั่งจ่ายที่ปรากฏอยู่บนเช็คอย่างชัดเจน ต่างพากันตาเบิกกว้าง แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกัน
ห้าร้อยล้านถ้วน!
จำนวนที่มากขนาดนี้ ทำให้พวกเขาใจนแทบจะะโจริงๆ
ไป๋เหวินหลิงก็ตะลึงงันอยู่พักหนึ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่เธอเห็นชื่อคนจ่ายที่อยู่บนเช็คแล้ว ดวงตาก็ยิ่งหดลง
ซวี่หงเฟย!
ซีอีโอของ “เจียงชานหรูฮั่ว” บริษัทการประดิษฐ์อักษรและวาดภาพที่ใหญ่ที่สุดของฉวนโจว!
คนคนนี้มีพร์ที่พิเศษในด้านการประดิษฐ์อักษรและวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็ภาพอะไร แค่มองแวบเดียวก็ล้วนจำได้ ทั้งยังคัดลอกสำเนาออกมาได้ในทันที
นอกจากนี้แล้ว สายตาของเขาก็เฉียบแหลมมาก พนักงานจงรักภักดีหรือไม่ แค่มองแวบเดียวเขาก็แยกแยะได้
ก็เพราะเหตุนี้ แต่ไหนแต่ไรมาบริษัทเจียงชานหรูฮั่วไม่เคยเกิดเื่พนักงานทรยศ ระดับบนระดับล่างมีใจเดียวกัน จงรักภักดี นี่จึงทำให้เจียงชานหรูฮั่วมีตำแหน่งสูงที่สุดในฉวนโจว
ซูฮ่าวไปทำอะไรมาตลอดเช้านี้ คิดไม่ถึงว่าจะได้เช็คที่มีมูลค่าห้าร้อยล้านกลับมาหนึ่งใบ และยังเป็ชื่อของซวี่หงเฟยที่ลงนามอีกด้วย?
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบกริบหลายสิบวินาที คุณลุงเหลียงชานของไป๋เหวินหลิงก็เอ่ยขึ้นมา
“ซูฮ่าว เช็คใบนี้เป็ของจริงหรือ?”
น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความสงสัย
ซูฮ่าวเป็คนแบบไหน สองเดือนที่ผ่านมานี้เขาก็เข้าใจแล้ว
กินดื่มเที่ยวผู้หญิงเล่นพนัน ก่อกรรมทำชั่ว เป็พวกคุณชายเสเพล
หากไม่ใช่เพราะมีชื่อของบ้านตระกูลซู ด้วยการกระทำที่อยู่ข้างนอกของซูฮ่าวใน่สองสามเดือนนี้ ก็คงถูกคนตีตายไปนานแล้ว
ก็เพราะรู้ถึงนิสัยและชื่อเสียงของซูฮ่าว เขาจึงเกิดความสงสัยในเช็คใบนี้
เหลียงเฟิงกับจูเชียนฮัวที่อยู่ข้างๆ ล้วนมองซูฮ่าวอย่างระแวง ในดวงตานั้นก็มีความสงสัยอย่างรุนแรง
“คุณลุง ผมจำได้ว่าคุณเองก็เรียนเอกเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ได้ลำดับ 211 มา แถมยังประสบความสำเร็จมาไม่น้อย เช็คที่ระบุชื่อคนรับเงินเป็อย่างไร ใช่ของจริงหรือไม่ คุณควรเป็คนที่รู้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือ” ซูฮ่าวไม่ตอบคำถามนี้ตรงๆ แต่กลับมองอีกฝ่ายและฉีกยิ้มเล็กน้อย
บนใบหน้าของเหลียงชานมีอาการอึดอัด แล้วพูดอย่างลำบากใจว่า “เอ่อ… ฉันต้องรู้อยู่แล้วสิ แค่… แค่เช็คปลอมตอนนี้ก็มีให้เห็นเยอะ เช็คปลอมก็ใช่ว่าจะใช้คนตรวจสอบได้”
เขาพูดๆ อยู่ก็รีบมองเหลียงเฟิง “เสี่ยวเฟิง ลูกชายของนายทำงานอยู่ที่ฝ่ายการเงินของบริษัทเจียงชานหรูฮั่วไม่ใช่หรือ? ถ่ายรูปส่งให้เขาดูหน่อยว่าเช็คใบนี้เป็ของจริงหรือของปลอม!”
เหลียงเฟิงหยุดชะงักแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปเช็คใบนี้ หลังจากนั้นก็ส่งไปในวีแชทของลูกชายตน พร้อมกับส่งข้อความเสียงไปว่า “ลูกชาย นี่เป็เช็คของพี่ซูฮ่าวที่เอากลับมาด้วย นายลองดูหน่อยว่านี่คือลายมือของซีอีโอของพวกนายหรือเปล่า?”
ส่งไปไม่นาน ทางนั้นก็ส่งข้อความเสียงกลับมา
“พ่อ ซูฮ่าวนั่น พ่อคิดว่ายังเชื่อได้อีกหรือ? ด้วยวิธีการหลอกลวง และนิสัยอันธพาลของเขา เช็คนี้ต้องเป็ของปลอมแน่ พ่ออย่าไปเชื่อเขาล่ะ!”
เมื่อเสียงนั้นจบลง ทั้งห้องทำงานก็เงียบกริบ
ไป๋เหวินหลิงขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำพูดของลูกชายเหลียงเฟิง
แต่ซูฮ่าว กลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้
“ลูกชาย ฉันพูดกับนายหลายครั้งแล้ว ว่าอย่ามองพี่ซูฮ่าวของนายด้วยสายตามองโลกในแง่ร้าย” เหลียงเฟิงมีสีหน้าเคอะเขิน เปิดข้อความเสียง และแกล้งทำเป็ตำหนิลูกชายของตนเอง
“นายลองดูเช็คใบนี้อย่างละเอียด วิเคราะห์หน่อยว่าเป็ของจริงหรือไม่”
หลังจากส่งข้อความเสียงไป ทางนั้นก็ไม่มีข้อความอะไรตอบกลับมา
สามนาทีต่อมา เสียงสั่นก็ดังขึ้น ทางนั้นส่งข้อความเสียงมาสองข้อความ
“พ่อ เช็คใบนี้เป็ของปลอม เพราะหลายปีมานี้เช็คปลอมมันระบาดหนักมาก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเช็คปลอม เมื่อวานบริษัทของพวกผมก็ได้เปลี่ยนรูปแบบเช็คแล้ว เช็คที่อยู่ในมือของซีอีโอก็เป็รูปแบบใหม่สุด เช็คที่พ่อถ่ายมาคือรูปแบบเก่า เป็ของปลอมอย่างแน่นอน”
“ถึงลายมือนี้จะเหมือนลายมือของซีอีโอ แต่ตอนนี้คนที่ปลอมลายมือเก่งๆ ก็เห็นเยอะแยะ ซูฮ่าวนั่นอาจจะจ้างใครมาเขียนเช็คให้ก็ได้ เ้าหมอนั่นเป็คนมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทางที่ดีที่สุดพ่อควรจะออกห่างจากเขาหน่อย อย่าคิดที่จะได้ประโยชน์อะไรจากเขา เขาก็เป็แค่คนที่ตระกูลซูทอดทิ้ง พ่อยังหวังว่าเขาจะให้ประโยชน์อะไรพ่อได้อยู่หรือ?”
ข้อความเสียงสองข้อความทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเย็นลง
สีหน้าของไป๋เหวินหลิงบูดบึ้ง ในตาเยือกเย็น แล้วถามกลับว่า “คุณอา ไม่คิดว่าการอบรมสั่งสอนและมารยาทของน้องชายต้องได้รับการเพิ่มเติมอีกสักหน่อยหรือคะ?”
เหลียงเฟิงมีสีหน้าเคอะเขิน ลูกชายของตนเองจะต้องคิดว่าซูฮ่าวไม่ได้อยู่ข้างๆ แน่นอน ดังนั้นเลยพูดอะไรตรงไปตรงมาเช่นนี้
สิ่งที่จูเชียนฮัวกับเหลียงชานที่อยู่ข้างๆ สนใจกลับไม่ใช่จุดนี้ ทั้งสองคนมองซูฮ่าวและชี้ไปที่เช็ค พลางหรี่ตาพูดว่า “ซูฮ่าว นายจะไม่อธิบายอะไรหน่อยหรือ?”
“อธิบายอะไร?” ซูฮ่าวถามกลับอย่างเฉยเมย
“ถ้าตรวจได้ว่าเป็เช็คปลอม นายก็จะต้องถูกสอบสวนตามกฎหมาย นายทำอย่างนี้ คิดอะไรอยู่?” เหลียงชานมีสายตาเ็าเล็กน้อย และเกิดความโมโหบ้างแล้ว
ยังดีที่เขาระแวงไว้ก่อน ให้ลูกชายของเหลียงเฟิงตรวจสอบ มิฉะนั้นหากเอาเช็คปลอมใบนี้ไปขึ้นธนาคาร ก็จะติดคุกทันที และอาจจะติดคุกตลอดชีวิตก็ได้
ซูฮ่าวหัวเราะทันที “ใครว่านี่เป็เช็คปลอม?”
“เื่ก็มาถึงขั้นนี้แล้วนายยังจะปากแข็งอีก ข้อความเสียงของน้องชายนายเมื่อกี้ไม่ได้ยินหรือ?” เหลียงชานจ้องซูฮ่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“น้องชายหรือ?” ซูฮ่าวแกล้งตะลึงงัน และแกล้งเข้าใจขึ้นมาทันที “อ้อ อ้อ อ้อ ข้อความเสียงเมื่อกี้เป็เสียงของเขาเองหรือ ผมก็นึกว่าเป็เสียงคนโง่ที่ไหนว่ายอยู่ในบ่ออุจจาระแล้วพูดไปด้วยแบบนั้น!”
“ผัวะ!”
เหลียงเฟิงที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วจึงตบโต๊ะทันที เอ่ยด้วยสีหน้าเ็า “ซูฮ่าว ฉันให้เกียรตินาย นายก็อย่ากำแหงให้มันมากนัก นายคิดว่านายเป็ใคร เอาเช็คปลอมมาหลอกพวกฉัน เห็นพวกฉันเป็คนโง่หรือ? ฉันจะบอกนายให้นะ ถ้าเื่นี้นายไม่อธิบาย ฉันจะให้นายได้เห็นดีวันนี้เลย”
คำพูดนี้ของเขาถือว่าแตกหักกับซูฮ่าวแล้ว เขารังเกียจซูฮ่าวเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้ซูฮ่าวยังเอาเช็คปลอมมาหลอกเขาอีก ทั้งยังพูดจาเยาะเย้ยลูกชายของเขา เป็ธรรมดาที่จะระงับความโกรธในใจไม่ได้
“พอเถอะเสี่ยวเฟิง ไม่ว่าอย่างไรนายก็คือผู้าุโคนหนึ่ง ต้องโมโหเป็ฟืนเป็ไฟกับเด็กคนเดียวด้วยหรือ?” เหลียงชานเห็นว่าในห้องตลบอบอวลไปด้วยเขม่าควัน จึงเข้ามาไกล่เกลี่ย
เหลียงเฟิงยังเมินใส่ สีหน้าแข็งทื่อ ราวกับยังโมโหมาก
เหลียงชานเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ก็ฝืนยิ้มกล่าวว่า “ซูฮ่าว เื่นี้นายก็ทำไม่ถูก ตอนนี้บริษัทมีอันตรายรอบด้าน เดิมทีพวกเราก็ร้อนใจ แต่นายยังจะเอาเช็คปลอมมาหลอกพวกฉันอีก คงไม่ได้มาหลอกพวกฉันเล่นเพื่อเอาสนุกหรอกใช่ไหม?”
“ใครว่านี่เป็เช็คปลอม?” ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้าน
“โธ่ นายยังจะดึงดันกับฉันอีกหรือ?” เหลียงเฟิงที่เพิ่งจะบรรเทาความโกรธลงกลับได้ยินเช่นนั้น จึงโมโหขึ้นมาอีกครั้ง
“หรือว่านายต้องให้ฉันเอาเช็คไปหาซวี่หงเฟยเพื่อยืนยันด้วยตนเอง แล้วจากนั้นก็เอามาฟาดหน้านายจนไม่เหลือชิ้นดีนายถึงจะพอใจ?”
“แบบนั้นก็ไม่จำเป็ครับ” ซูฮ่าวฉีกยิ้มเล็กน้อย และชี้ไปที่ด้านหลังของเช็คพลางพูดว่า “ตรงนี้มีเบอร์โทรศัพท์ที่เป็เบอร์ของซวี่หงเฟยโดยเฉพาะ หากคุณอยากพิสูจน์ ก็โทรไปได้”
เหลียงเฟิงตะลึงงัน เหลียงชานกับจูเชียนฮัวก็เช่นกัน
ทั้งที่รู้ว่าเป็เช็คปลอม แต่คิดไม่ถึงว่าซูฮ่าวคนนี้ยังคิดจะให้พวกเขาโทรไปยืนยันอีก?
โง่เง่าสิ้นดี!
กลับเป็ไป๋เหวินหลิงที่หรี่ตา แล้วโทรไปที่เบอร์ซึ่งติดอยู่ด้านหลังเช็ค
ปลายสายดังอยู่พักหนึ่งก็มีคนรับสาย
“สวัสดีครับ ผมคือซวี่หงเฟย” ปลายสายมีเสียงที่สุขุมดังมา
พอได้ยินว่าเป็เสียงของซวี่หงเฟย พวกเหลียงชานก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาแล้ว
ไป๋เหวินหลิงมองซูฮ่าวแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “สวัสดีค่ะท่านประธานซวี่ ดิฉันคือไป๋เหวินหลิงซีอีโอของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวนะคะ”
“คุณไป๋นี่เอง มิน่าล่ะเสียงถึงได้ไพเราะอย่างนี้ ทำให้ความเหนื่อยล้าของผมหายไปไม่น้อย” ซวี่หงเฟยที่อยู่ทางนั้นประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะอย่างสง่า “ผมกำลังคิดจะโทรไปหาคุณไป๋พอดี คิดไม่ถึงว่าคุณไป๋จะโทรมาก่อน ดูแล้วพวกเราสองคนก็มีวาสนาต่อกันไม่น้อยเลยนะครับ!”
“ประธานซวี่เป็คนมีความรู้ลุ่มลึก พูดจามีคารม เหวินหลิงสู้ไม่ได้จริงๆ ” ไป๋เหวินหลิงหัวเราะอย่างสง่างาม และชำเลืองมองซูฮ่าว พบว่าใบหน้าของเขาไม่มีอาการใดๆ เธอจึงหยุดสักพัก ก็ถามว่า “ท่านประธานซวี่ ที่ฉันโทรหาคุณเพราะมีเื่อยากถามค่ะ ไม่ทราบว่าคุณได้ให้เช็คกับคู่หมั้นของฉันหรือเปล่าคะ?”
ขณะที่คำพูดนี้พูดออกมา ห้องทำงานก็เงียบสงบเป็อย่างมาก
ทุกคนล้วนหูตั้ง รอฟังคำตอบของซวี่หงเฟย
บรรยากาศเงียบกริบสักพัก ก็ถูกเสียงของซวี่หงเฟยทำลายแล้ว
“ใช่ แม้ว่าจะเป็เช็ครูปแบบเก่าของบริษัท แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการถอนเงินที่ธนาคาร แต่คุณซูสายตาเฉียบแหลม ความสามารถในการตรวจพิสูจน์ของล้ำค่าไม่ธรรมดา วันนี้ถึงขั้นเจอภาพพัดกลมลมฤดูใบไม้ผลิลายมือแท้ของถังป๋อหู่ที่ตลาดของลายคราม ผมชอบมันมาก พอได้ยินว่าคุณซู้าขายภาพนี้ ก็เลยซื้อมันด้วยเงินห้าร้อยล้าน”
เมื่อพูดเช่นนั้นออกมา ทั้งห้องทำงานก็เงียบกริบ แม้แต่เสียงเข็มตกก็ยังได้ยินอย่างรำไร
พวกเหลียงชานมองซูฮ่าวด้วยความงุนงง ราวกับถูกฟ้าผ่า บนใบหน้าแข็งเป็หิน ต่างก็มีอาการเหลือเชื่อ
เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินห้าร้อยล้านนั้น คิดไม่ถึงว่าจะคือของจริง?
ที่ยิ่งทำให้งงก็คือ เศษสวะที่ไร้ประโยชน์ซึ่งเป็ที่ยอมรับโดยทั่วไปอย่างซูฮ่าว คิดไม่ถึงว่าจะมีสายตาเฉียบแหลม กระทั่งเจอลายมือแท้ของถังป๋อหู่?
ล้อเล่นหรืออย่างไรกัน?!
แม้แต่ไป๋เหวินหลิง หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกหวาดผวาอยู่บ้าง
ซูฮ่าวมาตงเฉิงของเขตฉวนโจวได้สองเดือน ถึงจะสนใจของลายครามอยู่ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยแสดงความสามารถด้านการตรวจพิสูจน์ของล้ำค่าเลยสักครั้ง
เธอยังจำได้ว่า ครั้งก่อนตอนที่คุยสัญญากับซีอีโอบางท่าน อีกฝ่ายก็เคยหยิบของโบราณออกมาให้เธอกับซูฮ่าวชม ซูฮ่าวในเวลานั้น แม้แต่ชื่อของโบราณพวกนั้นก็ยังไม่ค่อยรู้ ช่างน่าขายหน้าที่สุด
แต่คนเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าจะเจอลายมือแท้ของถังป๋อหู่แล้ว?
“คุณไป๋ คุณอาจจะไม่ชอบให้คุณซูไปยุ่งเื่ของลายคราม แต่ผมอยากแก้ต่างให้คุณซูหน่อย เหตุที่วันนี้เขาไปตลาดของลายคราม ส่วนใหญ่ก็เพื่อหาทางแก้ปัญหาเงินทุนของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว” ทางนั้นเห็นว่าไป๋เหวินหลิงไม่ตอบ ซวี่หงเฟยยังคิดว่าไป๋เหวินหลิงกำลังตำหนิซูฮ่าว จึงรีบพูดขึ้นมา
“ตอนที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวเกิดวิกฤติด้านเงินทุน คุณซูก็คิดหาเงินทุนมารักษาการหมุนเวียนของบริษัทในทันที ในสายตาของผมแล้ว ถือว่าเป็การกระทำของลูกผู้ชายตัวจริง คุณไป๋มีคู่หมั้นที่มีความรับผิดชอบและมีความสามารถอย่างคุณซูท่านนี้ได้ ช่างเป็ที่น่าอิจฉากับหลายๆ คนจริงๆ ดังนั้น ได้โปรดอย่าตำหนิคุณซูเลย จริงๆ เขาก็ไม่ใช่คนไม่มีประโยชน์อย่างที่เล่าลือกัน บางทีเขาก็แค่เปลี่ยนวิธีการอีกแบบหนึ่งมาสนใจคุณ ปกป้องคุณ กระทั่งไม่เสียดายที่จะเสียชื่อเสียง”
เมื่อซวี่หงเฟยพูดเช่นนี้ออกมา ก็พูดตรงใจไป๋เหวินหลิงจริงๆ
เธอมองซูฮ่าวที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ เธอรู้สึกซาบซึ้ง ดวงตาอันงดงามปกคลุมด้วยหมอกบางๆ หนึ่งชั้นแล้ว
ใช่ ก็เหมือนกับเมื่อวาน ตอนที่ลมฝนกระหน่ำมา ซูฮ่าวก็มักจะใช้ร่างกายที่ผอมบางของเขาบังลมบังฝนให้เธอ
ด้านหน้าของเขา มีคำเยาะเย้ย เสียงหัวเราะเยาะ และการดูถูกนับไม่ถ้วน
แต่ความเด็ดเดี่ยวที่อยู่ในสายตาของเขา กลับไม่ลดลงเพราะการเยาะเย้ย หัวเราะเยาะ หรือแม้กระทั่งการดูถูกพวกนี้แม้แต่น้อย
พอย้อนมองตนเองที่เชื่อเพียงเื่ที่ตนเห็น แต่ไม่เคยใช้ใจไปรู้สึกถึงการกระทำของซูฮ่าว จนกระทั่งถึงตอนนี้ ถึงได้พบว่าความเข้าใจที่ตนมีต่อซูฮ่าวน้อยมากแค่ไหน
่เวลานี้ไป๋เหวินหลิงรู้สึกแค่ว่าความละอายใจและความรู้สึกที่ติดค้างซูฮ่าวนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เธอเม้มปากพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมความรู้สึกของตนเอง พลางพูดกับซวี่หงเฟยที่อยู่ปลายสายว่า “ท่านประธานซวี่ คุณเข้าใจผิดแล้ว ซูฮ่าวทุ่มเทให้บริษัท ฉันก็ดีใจแทบแย่ จะตำหนิเขาได้อย่างไรคะ?”
“แบบนั้นก็ดีแล้วครับ คุณซูทุ่มเทแรงกายแรงใจให้บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวอย่างนี้ ไม่ควรได้รับความคับข้องใจนะครับ ” ซวี่หงเฟยพยักหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ใช่แล้วคุณไป๋ ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้พอจะมีเวลาไหม ผมอยากจะคุยเื่ร่วมงานกับคุณน่ะ”
ไป๋เหวินหลิงตะลึงงัน “ร่วมงานหรือคะ?”
“ใช่ครับ บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวผูกขาดงานผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ส่วนบริษัทเจียงชานหรูฮั่วผูกขาดเื่งานประดิษฐ์อักษรและวาดภาพ ด้านโฆษณาของทั้งสองสายงานก็ร่วมงานกันได้ เพื่อกระตุ้นความมีชื่อเสียงของสองบริษัท คุณคิดว่าอย่างไรครับ?”
“ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ได้ร่วมงานโฆษณากับบริษัทเจียงชานหรูฮั่วของประธานซวี่ก็ถือว่าเป็เกียรติของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวแล้ว” ไป๋เหวินหลิงดีใจเป็บ้า ก่อนจะรีบตอบตกลงทันที
เจียงชานหรูฮั่วคือบริษัทประดิษฐ์อักษรและวาดภาพที่ใหญ่ที่สุดของฉวนโจว ทุกๆ เดือนจะมีการจัดงานแลกเปลี่ยนการประดิษฐ์อักษรและวาดภาพ ทุกๆ ครั้งก็จะดึงดูดคนที่มีเงินมีอำนาจจำนวนไม่น้อย หากได้โฆษณาบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวในงานแลกเปลี่ยนการประดิษฐ์อักษรและวาดภาพสักหน่อย ชื่อเสียงก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยแน่นอน
“คุณไป๋ถ่อมตัวเกินไปแล้ว คุณเฉลียวฉลาดขนาดนี้ มีความสามารถยอดเยี่ยมขนาดนี้ ยังมีคู่หมั้นที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความรู้ความสามารถอย่างคุณซูผู้นี้อีก ไม่ว่าใครก็ยินดีที่จะร่วมงานกับบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวอยู่แล้วครับ” ซวี่หงเฟยกระตุกคิ้วและหัวเราะ น้ำเสียงดูสนใจอย่างยิ่ง
“ในเมื่อคุณไป๋ยินดีที่จะร่วมงานเหมือนกัน เช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนสิบโมงเช้า ผมจะรอคุณอยู่ที่ศาลาซวีสุ่ยหลาน ถึงเวลาก็มาคุยรายละเอียดเื่ร่วมงานโฆษณากันนะครับ”
“ค่ะ เหวินหลิงจะไปตรงต่อเวลาอย่างแน่นอนค่ะ!” ไป๋เหวินหลิงตอบอย่างยิ้มแย้ม หลังจากที่คุยกับซวี่หงเฟยสักพักแล้วก็วางสาย
จนกระทั่งถึง่ที่วางโทรศัพท์ ในที่สุดความมืดมนที่อยู่ในใจของเธอก็หายไปหมดสิ้นแล้ว
เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทถึงมือแล้ว และยังมีหวังในการได้ร่วมงานโฆษณา ทำให้เธอมีความมั่นใจต่ออนาคตมากยิ่งขึ้น
พวกเหลียงชานยังไม่กล้าเชื่อ
บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวใกล้จะล้มละลาย คิดไม่ถึงว่าจะถูกกู้คืนมาได้เพราะคุณชายเสเพลที่สำมะเลเทเมาคนหนึ่ง นี่เป็เื่น่าขำขนาดไหนกัน
แม้ว่าจะมีความสงสัยอยู่ในใจเป็อย่างมาก แต่หลังจากที่ได้ฟังการสนทนาของซวี่หงเฟยกับไป๋เหวินหลิงก่อนหน้านี้ ก็ต้องเชื่อแล้วว่าซูฮ่าวทำเื่ที่เหลือเชื่อนี้จริงๆ
ซูฮ่าวที่ฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคำวิจารณ์ที่ซวี่หงเฟยมีให้เขาจะสูงส่งเช่นนี้ แต่จากคำพูดตอนต้นก็มองออกแล้วว่า ซวี่หงเฟยคนนี้เป็คนไม่เลวจริงๆ เป็เพื่อนที่ควรค่าพอให้สนิทสนม
สายตาเขาเหลือบไปทางพวกเหลียงชาน สีหน้าก็เต็มไปด้วยอาการหยอกล้อ
“เมื่อกี้ใครว่าเป็เช็คปลอม?”
เสียงดังอยู่ในห้องทำงานนานมากแล้ว
สีหน้าที่สะท้อนอยู่ภายใต้การส่องของแสงอาทิตย์ ก็คือใบหน้าที่อึดอัดเหมือนกินแมลงวันเข้าไป
สักพัก เหลียงชานก็ยืนขึ้น ก่อนจะโค้งตัวให้ซูฮ่าว “ซูฮ่าว เมื่อกี้อาของนายพูดจาไม่ดี ขอโทษแทนเขาด้วย”
เขาพูดๆ อยู่ก็ส่งสายตาให้เหลียงเฟิง แต่อีกฝ่ายมุมปากกระตุก เห็นได้ชัดว่าไม่ยินยอม
จูเชียนฮัวที่อยู่ข้างๆ แอบผลักเหลียงเฟิง เขาถึงได้ยืนขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เอ่อ… ซูฮ่าว เมื่อกี้ฉันพูดจาแรงเกินไปจริงๆ นายอย่าใส่ใจเลยนะ ส่วนน้องชายของนาย กลับไปฉันจะสั่งสอนเขาอย่างแน่นอน พูดจาไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่”
“คุณลุงกับคุณอาก็พูดเกินไปแล้ว ผมก็ไม่ใช่คนใจแคบ แค่สุนัขกัดตัวเดียว ต้องให้ผมกัดตอบด้วยหรือ?” ซูฮ่าวฉีกยิ้มเล็กน้อย เขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ยิ่งอยู่ ผมก็ยิ่งชอบสุนัข เพราะสุนัขอย่างไรก็คือสุนัขตลอดกาล แต่กับคนบางครั้งก็ไม่ใช่คน พวกคุณว่าไหม?”
บนใบหน้าของพวกเหลียงชานเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว ย่ำแย่ยิ่งนัก
พวกเขาจะฟังไม่ออกได้อย่างไรว่าซูฮ่าวกำลังถากถางพวกเขา แต่ภายใต้สถานการณ์นี้ จริงๆ แล้วพวกเขาก็โต้แย้งอะไรไม่ได้
ทั้งสามคนอดกลั้นความคับข้องใจและมองหน้ากัน ก่อนจะพูดขึ้นมาพร้อมกัน “เหวินหลิง ในเมื่อบริษัทมีเงินทุนของซูฮ่าวมารักษาการหมุนเวียน เช่นนั้นพวกเราก็โล่งใจแล้ว งานต่อจากนี้พวกเราจะไม่ก้าวก่าย เธอไปจัดการเถอะ แต่ก็พักผ่อนให้มากๆ อย่าหักโหมจนป่วยล่ะ”
พอพูดจบทั้งสามคนก็เดินไปด้านนอกประตูอย่างรวดเร็ว สภาพดูคล้ายหมาจนตรอก
“ติ๊งต่อง ยินดีด้วยโฮสต์จอมเสแสร้งที่ตบหน้าแหกแล้ว รางวัลคือแต้มเสแสร้งสี่สิบแต้ม ps : การเสแสร้งของโฮสต์ในครั้งนี้ราบรื่น พูดจาเหมาะสม เข้าถึงขนบธรรมเนียมของราชวงศ์เว่ยจิ้น ยิ่งส่งเสริมรูปแบบของราชวงศ์ถังและซ่งได้อย่างดี ใน่ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นโฮสต์เสแสร้งถึงระดับนี้ นับว่าเป็โชคสามชาติของระบบจริงๆ ที่ได้มองการเสแสร้งของโฮสต์แล้ว คิดไม่ถึงว่าจะรู้สึกเ็ปใจอย่างที่ไม่มีทางใช้ภาษามาบรรยายได้”
“ทำไมถึงมีความรู้สึกเ็ปใจกันนะ?”
“เพราะท่าทางในการเสแสร้งของโฮสต์ทำให้ฉันนึกถึงสุนัขอย่างไรล่ะ!”
ซูฮ่าว “ … ”
ใครก็ได้มาเด็ดหัวสุนัขของฉันที!
ซูฮ่าวมองข้ามระบบขี้บ่นนี้ ก่อนจะดูเวลา แล้วพูดกับไป๋เหวินหลิงว่า “เหวินหลิง ตอนนี้ธนาคารยังไม่เลิกงาน เดี๋ยวพวกเราไปธนาคารด้วยกัน ฉันจะโอนเงินห้าร้อยล้านนี้เข้าบัญชีธนาคารของเธอ มันจะง่ายต่อการแก้ปัญหาเงินเดือนของพนักงานมากขึ้น”
“ทำไมต้องให้ฉันทั้งหมดด้วยล่ะ?” ไป๋เหวินหลิงใ
“เงินพวกนี้เป็เงินที่นายหามานะ การรักษาการหมุนเวียนของบริษัทก็้าแค่สามร้อยล้าน เงินที่เหลือนายก็เก็บเอาไว้เถอะ”
ซูฮ่าวยักไหล่ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “เงินของคู่หมั้นก็ต้องเก็บไว้ที่คู่หมั้นสิ ถึงเวลาที่ต้องใช้ค่อยมาเอาไม่ใช่หรือ?”
ไป๋เหวินหลิงตัวสั่นเทา เธอจ้องซูฮ่าวสิบกว่าวินาที ในดวงตามีความซับซ้อนนับไม่ถ้วน ในที่สุดก็เม้มปากและพยักหน้าแล้ว “ก็ได้!”
“แบบนั้นฉันลงไปเตรียมรถก่อนนะ เดี๋ยวส่งข้อความหาอีกที” ซูฮ่าวเห็นสถานการณ์นี้แล้ว ก็หันหลังเดินออกไปด้านนอกห้องทำงานทันที
“ซูฮ่าว… ”
เท้าของซูฮ่าวที่เพิ่งก้าวข้ามประตูห้องทำงาน แต่ก็ต้องหยุดลง เขาเอียงหน้ามองไป๋เหวินหลิง “มีอะไรหรือ?”
“ขอบใจนายมากนะ… ”
“เป็สิ่งที่คู่หมั้นสมควรทำไม่ใช่หรือ? ทำไมต้องพูดขอบคุณ ไปแล้วนะ!” ซูฮ่าวโบกมือ แล้วเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างสง่างาม
ผีเสื้อตัวหนึ่งไม่รู้ว่าบินมาจากไหน มาหยุดอยู่บนไหล่ของเขา เขาชำเลืองมองผีเสื้อแล้วก็หัวเราะ
เสียงหัวเราะนี้ และแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนใบหน้าของเขากลับกลายเป็่เวลานิจนิรันดร์
ไป๋เหวินหลิงมองหลังของซูฮ่าว ก็ตะลึงงันอยู่นาน
บนใบหน้าของเธอเผยรอยยิ้มที่สวยเหมือนดอกไม้ ภายใต้แสงอาทิตย์นี้ช่างราวกับความฝัน ช่างดูสดใสเป็อย่างมาก…
