ณ ป่าท้อในสำนักเทียนอี้ ดอกท้อปลิวไสวไปทั่วท้องฟ้า ราวกับสาวงามกำลังเริงระบำในสายลม
เสียงบรรเลงพิณล่อยลอยไปในอากาศ ดั่งกลิ่นหอมของดอกท้อที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้ผู้ที่ได้ฟังต่างมีจิตใจที่สงบ
ท่ามกลางศาลาหลังงาม ตอนนี้ได้มีเ้าของมือคู่สวยงามกำลังไล่ไปตามสายพิณ นำมาซึ่งเสียงพิณอันไพเราะเสนาะหู
ตอนนี้เองหลินเฟิงกำลังนั่งอยู่ที่พื้นราวกับเป็ศิษย์ที่เฉลียวฉลาด ซึ่งเขากำลังหลับตาและฟังเสียงพิณเงียบๆ
หลินเฟิงในตอนนี้กำลังหลับตาและหายใจเป็จังหวะช้าๆ รอบกายรายล้อมไปด้วยลมปราณ ทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องประหลาดใจ หลินเฟิงเหมือนกับผสานกับท้องนภา นั่นหมายถึงเขากำลังหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับเทวโลก
บุคคลที่อยู่ท่ามกลางสายหมอกอันเลือนรางผู้นี้คือ เยียนยวี่ผิงเซิง!
หากหลินเฟิงไม่เห็นเองกับตา หลินเฟิงก็คงไม่คิดว่าชายหนุ่มที่สง่างามผู้นี้จะเป็อาจารย์คุมสอบของศิษย์ทหาร และไม่คิดว่าอาจารย์ท่านนี้จะมีพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
ระหว่างการบรรเลง หากดีดพิณไปจะกลายเป็อาวุธที่ทรงพลัง ทำให้คนที่โดนอาวุธมายาเ่าั้ต้องหายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยใดๆ
หลินเฟิงเคารพเยียนยวี่ผิงเซิงมาก ประกอบกับพละกำลังที่ทรงพลัง ทำให้หลินเฟิงเคารพเขาเสมือนพระคุณที่สาม
เวลาได้ล่วงเลยไป เสียงพิณจึงหยุดลง เยี่ยนยวี่ผิงเซิงเงยหน้าขึ้นมองหลินเฟิงที่ยังคงหลับตาอยู่ด้วยแววตาอ่อนโยน
ขอบเขตผสานกับเทวโลกนั้นยากที่จะเข้าถึง แม้แต่เยี่ยนยวี่ผิงเซิงก็ไม่อาจเข้าถึงได้ แต่หลินเฟิงมีระดับการบ่มเพาะเพียงขอบเขตแห่งจิติญญา ทว่ากลับสามารถบรรลุขอบเขตผสานกับเทวโลกได้ นี่เป็วาสนาที่ดีและยังเป็พร์ที่ดีด้วยเช่นกัน
ขณะนั้นหลินเฟิงได้ลืมตาขึ้นมา รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าที่สง่างาม แลดูอบอุ่น และั์ตาที่ใสสะอาดคู่นั้นของเขา แสดงให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลม
“หลินเฟิง เดิมทีการที่เ้าได้สังหารนั้น มันขัดกับจิตใจของเ้า จึงส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะ ฉะนั้นข้าจะชี้แนะให้เ้าฟังและยินดีสอนการบรรเลงพิณ ทำให้เ้าเรียนรู้การทำจิตใจให้สงบและชะล้างสิ่งสกปรกในใจ ในตอนนี้เ้าได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผสานกับเทวโลกแล้ว มีการหยั่งรู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าข้า เ้าสามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเองผ่านความคิดและการเข้าใจในธรรมชาติในโลกนี้ ถึงแม้ไม่จำเป็ต้องพึ่งเสียงพิณของข้า มันก็จะไม่เป็อุปสรรคในพัฒนาระดับการบ่มเพาะของเ้า”
เยียนยวี่ผิงเซิงค่อยๆ กล่าวช้าๆ ซึ่งขอบเขตผสานกับเทวโลกนั้นยากที่จะเข้าถึง เมื่อประตูสู่ขอบเขตผสานกับเทวโลกได้เปิดออกแล้วก็จะเป็การปลดโซ่ตรวน หลังจากนั้นการบรรลุขั้นต่างๆ จะเป็ไปอย่างราบรื่น อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าเขาจะบรรลุขอบเขต์
แตกต่างจากเยียนยวี่ผิงเซิง ซึ่งหลังจากบรรลุขอบเขตลี้ลับแล้ว หากจะบรรลุขึ้นไปอีกขั้น สำหรับเขามันนับว่าเป็เื่ที่ยากมาก
เยี่ยนยวี่ผิงเซิงเคยเห็นอัจฉริยะมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครเหมือนหลินเฟิงมาก่อน ที่สามารถบรรลุขอบเขตผสานกับเทวโลกได้ ทว่าผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขา เขากลับยังไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านอาจารย์ ข้าอยากเรียนวิชาบรรเลงพิณ”
หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้มเล็กน้อย สำหรับการเรียนศิลปะในแขนงต่างๆ แล้ว หลินเฟิงจะเรียนรู้ได้ไวกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็การประดิษฐ์ตัวอักษร การวาดภาพหรือแม้กระทั่งหมากรุกจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิณที่สามารถทำให้จิตใจสงบลงได้ หากเขาฝึกจิตใจจนมั่นคงพอ มันจะกลายเป็อาวุธร้ายกาจสำหรับใช้สังหารคนได้ในอนาคต
“เอาล่ะ หากเ้า้าเรียนรู้ ข้าก็ยินดีสอนให้ นอกจากนี้ด้วยขอบเขตผสานกับเทวโลกของเ้า ซึ่งเหมาะแก่การฝึกฝนบรรเลงพิณมาก อีกหน่อยด้วยระดับการหยั่งรูของเ้าในอนาคตนั้น ฝีมือของเ้าจะก้าวหน้ากว่าข้าขึ้นไปเรื่อยๆ”
ในใจของเยียนยวี่ผิงเซิงนั้นรู้สึกถูกชะตากับหลินเฟิงขึ้นมาแล้ว แม้หลินเฟิงจะมีพร์ที่ยอดเยี่ยม แต่กลับเป็คนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งยโส ไม่หุนหันพลันแล่น และไม่หยิ่งในศักดิ์ศรี มีเพียงความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี นอกจากนี้พร์ของหลินเฟิงก็ทำให้เขาต้องตกหลุมรัก
การได้อบรมสั่งสอนศิษย์ที่ชาญฉลาดเช่นนี้ ถือเป็เื่ที่ทำให้ผู้คนภาคภูมิใจ โดยเฉพาะความสำเร็จของเขาอาจทำให้พบกับความสุขที่แท้จริง เขาหวังว่าจะได้เห็นศิษย์ของตนมีระดับการหยั่งรู้ในการบรรเลงพิณที่สูงกว่าเขา
เยียนยวี่ผิงเซิงหยิบตำราบางเล่มออกมาและสะบัดมือของเขา ทันใดนั้นตำราก็ลอยอยู่ในอากาศแล้วตรงไปหาหลินเฟิง
หลินเฟิงเอื้อมมือไปหยิบตำรา ตอนนี้เองเยี่ยนยวี่ผิงเซิงก็กล่าวขึ้นมาว่า “หลินเฟิง การฝึกพิณจะต้องฟังเป็อันดับแรกก่อน แต่วันนี้เ้าไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เ้าต้องทำต่อไปคือสร้างความคุ้นเคยและเข้าใจพิณ ตำราพิณเล่มนี้สามารถเข้าใจได้ง่าย มีทั้งบทเพลงและเคล็ดการสังหารโดยใช้พิณ ยิ่งเ้าเรียนรู้ได้มากเท่าไรเ้าก็จะได้เท่านั้น หากมีตรงไหนไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้”
“ครับ”
หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเก็บตำราพิณ จากนั้นก็กล่าวกับเยียนยวี่ผิงเซิงว่า “ท่านอาจารย์ งั้นข้าขอตัวก่อน”
“อืม ไปเถอะ”
เยียนยวี่ผิงเซิงพยักหน้าขณะยิ้ม หลินเฟิงกล่าวจบก็เดินจากไปโดยไม่กลัวว่าเขาจะกระทำผิดต่อเยียนยวี่ผิงเซิง เขาไม่ใช่คนที่จะมาสนใจเื่เล็กๆ น้อยๆ แบบนั้น แต่กลับกันเขาชื่นชอบหลินเฟิงในแบบที่เขาเป็ ซื่อสัตย์และไม่เสแสร้ง
ข่าวการกลับมาของหลินเฟิงได้แพร่สะพัดไปทั่วสำนักเทียนอี้ เื่ราวของเขาถูกพูดถึงต่อไปเรื่อยๆ
ทุกคนต่างรู้ดีว่าระหว่างที่อยู่ในสนามรบ บทเพลงของหลินเฟิงได้สร้างแรงบันดาลใจในกองทัพ นอกจากนี้ยังสร้างชื่อเสียงให้ตัวเขาเอง
วันนี้ที่สำนักเทียนอี้ มีหลายคนกำลังพูดถึงความสำเร็จของหลินเฟิง แต่ก็มีหลายคนที่พูดถึงระดับการบ่มเพาะของหลินเฟิงเช่นกัน
ในสำนักเทียนอี้มีหอฝึกฝนทั้งหมด 4 แห่ง ซึ่ง 3 แห่งถูกแยกออกจากกันตามสาขา
ที่สุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางลานประลองของสำนักเทียนอี้ ซึ่งเป็หอฝึกฝนที่ตั้งตระหง่านละฟ้าและมีขนาดกว้างใหญ่
หอฝึกฝนทั้ง 4 แห่งต่างอุดมไปด้วยหยวนชี่อันหนาแน่น เหมาะแก่การฝึกฝน นอกจากนี้ผู้คนสามารถเข้าไปฝึกฝนได้ และถ้าใครแข็งแกร่งพอก็จะสามารถห้องฝึกฝนได้
ในขณะนั้นมีฝูงชนเดินขวักไขว่อยู่รอบๆ ใจกลางลานประลอง และกำลังมองไปยังหอฝึกฝนที่ตั้งตระหง่านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
แม้จะไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเทียนอี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าไปในนั้นได้ หากใครเข้าไปได้ ทุกคนก็จะมองคนผู้นั้นสายตาริษยา
หยุนซี นางเพิ่งเข้าสำนักเทียนอี้มาปีแรก มีการบ่มเพาะระดับขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 2 ในขณะที่นางมีอายุ 17 ปี สำหรับอายุเท่านี้ก็ถือว่าไม่เลว ทว่ากลับเป็ระดับที่ธรรมดามากสำหรับสำนักเทียนอี้
“หากวันหนึ่ง ข้าสามารถอยู่ในจุดสูงสุดของหอฝึกฝนได้ มันคงยอดเยี่ยมมาก”
หยุนซีเงยหน้ามองไปยังจุดสูงสุดของหอฝึกฝนด้วยสายตาแห่งความปรารถนา ซึ่งหอฝึกฝนแห่งนี้แตกต่างจากหอฝึกฝนอีกสามแห่งที่เหลือ เนื่องจากมันตั้งอยู่ในบริเวณที่หยวนชี่เข้มข้นเป็พิเศษ ทำให้มีกระแสหยวนชี่ฟ้าดินที่หนาแน่นเป็อย่างมาก
นอกจากนี้ภายในหอฝึกฝนแห่งนี้ไม่จำเป็ต้องใช้หินหยวน และแค่ยืนอยู่ด้านล่างก็สามารถรู้ได้ว่าห้องใดว่างอยู่ เพียงชำเลืองมองเพียงครั้งเดียว เมื่อมีใครอยู่ในห้องประตูจะปิดเองจากนั้นหยวนชี่ก็จะเริ่มไหลเวียน ทุกๆ คนสามารถมองเห็นจากด้านนอกได้ว่ามีห้องว่างหรือไม่
แต่ละชั้นมีห้องฝึกฝนเพียงห้องเดียวเท่านั้น
หอฝึกฝนแห่งนี้ไม่ได้เป็ของผู้ฝึกยุทธ์สายใดทั้งสิ้น และหอนี้ก็ตั้งอยู่ใจกลางสำนักเทียนอี้ หลายๆ คนต่างปรารถนาที่จะฝึกฝนในหอฝึกฝนแห่งนี้ หยุนซีเองก็เป็หนึ่งในนั้น ตอนนี้ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างกำลังมองไปที่หอฝึกฝนแห่งนี้ด้วยความหวัง ว่าสักวันพวกเขาจะสามารถเข้าไปข้างในได้ หรือแม้กระทั่งอยู่ในจุดสูงสุดของหอฝึกฝน
“หยุนซี หยุดเพ้อฝันได้แล้ว” หญิงสาวในชุดสีฟ้าที่อยู่ข้างๆ นางกล่าว “เว้นเสียแต่เ้าจะกลายเป็ผู้หญิงของคนพวกนั้น ถึงจะมีใครพาเ้าเข้าไปข้างในได้”
“หยุนซี ครั้งก่อนไม่ใช่ว่าตู๋กูซางแสดงให้เห็นว่า เขาสนใจในตัวเ้าหรอกหรือ?” หญิงสาวอีกคนกล่าวทันที ด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความอิจฉา
ตู๋กูซางเป็ 1 ใน 10 ศิษย์ที่ได้รับการจัดอันดับจากสำนักเทียนอี้ ซึ่งเขาอยู่ในอันดับ 4
ในจินตนาการของนางปรากฏภาพของชายหนุ่มที่มีเกียรติ หยุนซีพลันส่ายหัวและกล่าวว่า “ข้ามีคนที่ข้าชื่นชอบมากกว่าตู๋กูซาง เขาคือหลินเฟิง”
“หลินเฟิง” หญิงสาวชุดฟ้าประหลาดใจเล็กน้อย ทันใดนั้นแววตาแห่งความปรารถนาก็ปรากฏขึ้น “ข้าเองก็ได้ยินมาว่าครั้งก่อนเขาได้ท้าทายเฮยม่อผู้แข็งแกร่ง แล้วเขาก็ได้รับชัยชนะกลับมา และจากการกระทำของเขาครั้งล่าสุดนี้ กลยุทธ์เผาเมืองช่างเป็เื่ที่ยากจะจินตนาการ ดูๆ ไปชายหนุ่มผู้นี้ก็มีความกล้าหาญมาก คาดเดาจากอายุของเขาแล้ว ข้าคิดว่าน่าจะพอๆ กับพวกเรา”
“อืม นอกจากนี้เขายังได้รับยศขุนนางโลหิตและศักดินาไปหนึ่งเมือง และข้าก็ได้ยินว่าเขากลับมาที่สำนักเทียนอี้แล้ว”
ใบหน้าของหยุนซีพลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา ในวันนั้นหลินเฟิงได้ต่อสู้กับเฮยม่ออย่างอาจหาญ จากเหตุการณ์นี้นางก็ไม่สามารถลืมเขาได้อีกเลย หลินเฟิงนั้นทั้งเยาว์วัย เด็ดขาดและกล้าหาญเป็ที่สุด
“โง่เขลานัก” น้ำเสียงแข็งกร้าวและไม่แยแสได้ออกมาจากปากหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ “หลินเฟิงได้เป็ขุนนางและชนะเฮยม่อแล้วยังไง? การบ่มเพาะก็อยู่ขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 5 ขั้นที่ 6 แต่ตู๋กูซางเป็ถึงศิษย์อันดับสี่ของสำนัก เมื่อเร็วๆ นี้เขาเพิ่งทะลวงขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 8 ไป และได้ห้องฝึกฝนของชั้นสูงสุดอีกด้วย อย่างหลินเฟิงจะเทียบเคียงได้อย่างไร นอกจากนี้ตู๋กูซางยังมีตระกูลตู๋กูที่ทรงอิทธิพลอยู่เื้ั”
“หยุนซี เ้าลองไปเป็ผู้หญิงของตู๋กูซางเพียงข้ามคืนสิ ไม่แน่ว่าบางทีอาจได้รับผลประโยชน์ก็ได้”
“ทำไมต้องไปด้วย เ้าก็ไปเป็ผู้หญิงข้ามคืนของเขาเองสิ” หยุนซีขมวดคิ้วด้วยรู้สึกไม่พอใจ
“ช่างไม่รู้จักชั่วดีเสียจริงๆ หากตู๋กูซางตกหลุมรักข้าล่ะก็ ข้าจะไม่รังเกียจแต่อย่างใด” หญิงสาวกล่าวขณะยิ้มอย่างเ็า
“อย่างนั้นเหรอ?”
ในตอนนี้ได้มีเสียงหยอกล้อดังโหวกเหวกมาจากด้านหลัง ทำให้หญิงสาวเหล่านี้ต่างประหลาดใจ จากนั้นพวกนางก็หันไปตามเสียงและเห็นชายหนุ่มที่ดูเย่อหยิ่ง
ตู๋กูซาง!
ในขณะนั้นตู๋กูซางก็กำลังมองหยุนซีด้วยสายตาทะเล้น จากนั้นก็กล่าวว่า “หลินเฟิงก็แค่คนธรรมดาทั่วๆ ไป เขาไม่มีคุณสมบัติอะไรสามารถเทียบเคียงข้าได้ ไม่คิดเลยว่าเ้าจะตกหลุมรักเขา เ้าต้องตาบอดไปแล้วแน่ๆ”