เยว่เล่อลุกขึ้นช้าๆ นางย่อกายถวายคำนับอย่างถูกกาลเทศะ ทว่าสายตาที่มองสบตากับเขานั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวหรือความอาลัยอาวรณ์เหมือนที่เคยเป็
"หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเป็ห่วงเพคะ" นางตอบน้ำเสียงราบเรียบ "ข่าวนั้นมิใช่ข่าวลือหรอกเพคะ หม่อมฉันเกือบจะตายไปแล้วจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้ หม่อมฉันเสียดายชีวิตขึ้นมาเสียหน่อย"
หลงเหยียนตี้หรี่ตาลง เขาเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนาง "เสียดายชีวิต? หรือเสียดายตำแหน่งฮองเฮาที่ตระกูลเฟิ่งอยากได้นักหนากันแน่?"
"ทั้งสองอย่างเพคะ" เยว่เล่อตอบกลับทันควันโดยไม่หลบสายตา "ในเมื่อหม่อมฉันต้องอยู่ในวังนี้ตามราชโองการ หม่อมฉันก็ควรจะใช้ทุกอย่างที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่หรือเพคะ?"
ฮ่องเต้ชะงักไปเล็กน้อย ท่าทีที่เปลี่ยนไปของนางทำให้เขาประหลาดใจ เฟิ่งเยว่เล่อคนก่อนมักจะหลบสายตาและร้องไห้เสมอเมื่อพบเขา ทว่าสตรีตรงหน้ากลับมีความกล้าหาญและความเ็าที่เขามิเคยเห็น
"เ้ากำลังจะบอกข้าว่า เ้าจะยอมรับตำแหน่งนี้ด้วยความเต็มใจงั้นหรือ?"
"หม่อมฉันยอมรับหน้าที่เพคะ ส่วนเื่หัวใจนั้น..." เยว่เล่อเว้นวรรค พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของัหนุ่ม "ฝ่าาทรงทราบดีอยู่แล้วว่าในวังหลวงแห่งนี้ หัวใจเป็สิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด หม่อมฉันมิได้้ามัน และเชื่อว่าฝ่าาก็คงมิได้้าจากหม่อมฉันเช่นกัน"
หลงเหยียนตี้แค่นยิ้ม "ดี! ในเมื่อเ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี ฮองเฮา จงจำคำของเ้าไว้ อย่าได้มาร้องไห้คร่ำครวญขอความรักจากข้าในภายหลัง เพราะข้าจะมอบให้เ้าได้เพียงเกียรติยศและตำแหน่งเท่านั้น"
"นั่นคือสิ่งที่หม่อมฉัน้าเพคะ" เยว่เล่อเอ่ยเสียงหนักแน่น "เกียรติยศที่ไม่มีใครกล้าลบหลู่ และอำนาจที่ไม่มีใครกล้าต่อต้าน...เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"
ฮ่องเต้จ้องมองนางอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปโดยไม่ตรัสสิ่งใดอีก
เยว่เล่อยืนมองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา นางยกมือขึ้นลูบหน้าอกซ้ายที่หัวใจยังคงเต้นอยู่เบาๆ แต่มันเป็ความรู้สึกที่ว่างเปล่า
'หลินเยี่ยน ซูหลาน ข้ามีเกราะหงส์ตัวนี้แล้ว ต่อไปนี้ เกมการแก้แค้นของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น'
นางหันกลับไปหาชุ่ยเอ๋อร์ที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง
"ชุ่ยเอ๋อ พรุ่งนี้จัดเตรียมคนเอาไว้ ข้าจะไปเดินชมอุทยานหลวงเสียหน่อย ข้าอยากเห็นว่าวังหลังแห่งนี้ มีใครบ้างที่ข้าต้องจัดการเป็คนแรก"
สายลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาอีกครั้ง แต่วันนี้ เฟิ่งเยว่เล่อไม่ได้รู้สึกหนาวสั่น นางกลับรู้สึกถึงพลังที่ค่อยๆ ตื่นขึ้นในกาย พลังของนางหงส์ที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายได้อีกเป็ครั้งที่สอง
แสงแดดยามบ่ายทอดเงายาวลงบนระเบียงหินอ่อนของศาลาว่านอวี้ ภายในอุทยานส่วนพระองค์ของตระกูลเฟิ่ง กลิ่นหอมของดอกเหมยที่บานก่อนฤดูกาลอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่ากลับมิอาจชะล้างกลิ่นอายแห่งความตึงเครียดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณได้
เฟิ่งเยว่เล่อ ในชุดลำลองสีเขียวหยกอ่อน นั่งอยู่อย่างสงบนิ่งหน้ากระดานหมากรุกจีน นิ้วเรียวงามคีบหมากสีดำไว้ระหว่างนิ้ว ก่อนจะวางลงบนจุดตัดอย่างใจเย็น นางกำลังเดินหมากสู้กับตัวเอง หรืออาจจะกำลังเดินหมากสู้กับโชคชะตาที่กำลังจะมาถึง
"ฮ่องเต้เสด็จ!"
เสียงประกาศของขันทีดังก้องไปทั่วอุทยาน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและทรงอำนาจ เยว่เล่อไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก นางเพียงแค่กะพริบตาช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายถวายพระพรอย่างอ่อนช้อยแต่ทว่าห่างเหิน
"หม่อมฉันเฟิ่งเยว่เล่อ ถวายพระพรฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
หลงเหยียนตี้ หยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองเข้มขับเน้นรัศมีัให้ดูน่าเกรงขาม ใบหน้าที่คมคายราวกริชชั้นดีนิ่งสนิท ดวงตาคมปลาบจ้องมองสตรีตรงหน้าที่เคยมีข่าวว่า "ตรอมใจจนหวิดสิ้นชื่อ" เพราะไม่อยากแต่งงานกับเขา
"ลุกขึ้นเถอะ" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำทว่าเย็นเยียบ "ได้ยินว่าเ้าฟื้นจากอาการประชวรแล้ว ข้าจึงแวะมาดูให้เห็นกับตา ว่าที่ฮองเฮาของข้ายังมีลมหายใจอยู่จริงหรือไม่"
เยว่เล่อเงยหน้าขึ้น สบตาฮ่องเต้หนุ่มโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาของนางที่เขาจำได้ว่าเคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหยาดน้ำตา บัดนี้กลับราบเรียบประดุจผิวน้ำที่กลายเป็น้ำแข็ง
"ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันดวงแข็งนัก ความตายคงยังมิต้อนรับสตรีเช่นหม่อมฉันในตอนนี้"
หลงเหยียนตี้หรี่ตาลง เขาเดินก้าวข้ามธรณีประตูศาลาเข้ามาใกล้ พลางกวาดสายตามองกระดานหมากรุกที่นางเพิ่งละมา
"เ้าเล่นหมากรุกคนเดียวงั้นหรือ? ช่างเป็งานอดิเรกที่ประหลาดนักสำหรับสตรีที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าหัวใจแตกสลาย"
"หมากรุกสอนให้เรารู้จักวางแผนเพคะฝ่าา" เยว่เล่อตอบพลางผุดรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "เมื่อเราอยู่คนเดียว เราถึงจะเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด การเดินหมากผิดเพียงตาเดียวอาจหมายถึงการพ่ายแพ้ทั้งกระดาน มันก็เฉกเช่นชีวิตคนเรามิใช่หรือเพคะ?"
"เ้าพูดจาแปลกไปเยว่เล่อ" ฮ่องเต้เอ่ยพลางโน้มตัวลงมาเล็กน้อย กลิ่นอายัที่กดดันแผ่ซ่านจนนางกำนัลรอบข้างต่างพากันก้มหน้าตัวสั่น
"เ้าคนเดิมมักจะร้องไห้เมื่อเห็นหน้าข้า และพร่ำบอกว่าตำแหน่งฮองเฮาคือคุกที่เ้ามิปรารถนา แต่สตรีตรงหน้าข้าตอนนี้ กลับดูเหมือนคนที่กำลังรอคอยจะก้าวเข้าไปในคุกนั้นด้วยความเต็มใจ"
"คนเราเมื่อผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมมองเห็นโลกเปลี่ยนไปเพคะ" เยว่เล่อสบตาเขาอย่างท้าทาย "ความรักอาจจะเป็เื่ใหญ่สำหรับเด็กสาววัยแรกรุ่น แต่สำหรับหม่อมฉันในตอนนี้ ความมั่นคง และอำนาจ ดูจะเป็สิ่งที่จับต้องได้มากกว่าความรู้สึกที่เลื่อนลอย"
"อำนาจเช่นนั้นรึ?" หลงเหยียนตี้แค่นยิ้มเยาะ "ในที่สุดเ้าก็ยอมรับเสียทีว่าที่เ้าตกลงแต่งงาน เพราะความ้าของบิดาเ้า แม่ทัพเฟิ่งคงสอนเ้ามาดีสินะ ว่าการเป็ฮองเฮาคือวิธีที่เร็วที่สุดในการกุมหัวใจราชสำนัก"
"ท่านพ่อสอนหม่อมฉันเื่การรบต่างหากเล่าเพคะ" นางตอบน้ำเสียงราบเรียบ "แต่การใช้ชีวิตในวังนั้นหม่อมฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง"
บรรยากาศในศาลาเย็นเฉียบลงฉับพลัน หลงเหยียนตี้รู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก สตรีตรงหน้าดูสงบนิ่งเกินไปจนน่าระแวง เขาไม่ชอบความรู้สึกที่คุมสถานการณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาเคยมองว่าเป็เพียงหมากเบี้ยทางการเมือง
"เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเ้างั้นหรือ?" ฮ่องเต้ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางจนได้ยินเสียงลมหายใจ มือหนาคว้าหมับเข้าที่คางมน บังคับให้นางต้องเชิดหน้าสบตากับเขา
"เ้าอาจจะหลอกคนทั้งโลกได้ด้วยหน้ากากเ็านี้ แต่เ้าหลอกข้าไม่ได้ เยว่เล่อ...เ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่? หรือว่าพ่อของเ้าส่งเ้ามาเพื่อเป็สายลับในตำหนักใน?"
เยว่เล่อไม่ได้ดิ้นรน แม้จะรู้สึกเจ็บที่ปลายคางแต่นางกลับมองเขาด้วยสายตาสมเพช
"หากหม่อมฉันบอกว่าหม่อมฉันไม่ได้วางแผนอะไรเลย นอกจากอยากจะมีชีวิตที่สงบสุขและมีอำนาจพอจะปกป้องตัวเอง... ฝ่าาจะทรงเชื่อไหมเพคะ?"
