“อีกไม่นานเ้าก็จะรู้แล้ว” หลี่ชิงชิงหาว ก่อนจะเอ่ยกับหลิวซื่ออีกครั้งว่า “ข้ากับพี่หญิงจะไปนอนแล้ว ท่านแม่ พวกท่านเดินทางปลอดภัยนะเ้าคะ” นางเอ่ยในใจว่า การค้าขายกำลังเข้าที่เข้าทางแล้ว เพียงแต่ตื่นเช้าเกินไป เวลายาวนานทำให้คนเราเหนื่อยยิ่งนัก
หวังเยวี่ยทํางานจนเคยชิน งานทำไร่ทำนาและงานบ้านล้วนคุ้นเคยเป็อย่างดี พละกําลังของนางถูกฝึกฝนมานานแล้ว มองแล้วดูมีกำลังวังชามากกว่าหลี่ชิงชิงเสียอีก นางช่วยหยิบเชือกมาผูกกล่องไม้ขนาดใหญ่ไว้บนหลังเกวียน
หลิวซื่อมองหวังเยวี่ย ตั้งใจเอ่ยกําชับ “พวกเ้านอนให้มากหน่อย ไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนั้น”
ที่บ้านยังมีจางซื่ออยู่ เพราะว่าจางซื่อตั้งครรภ์ หลี่ชิงชิงจึงไม่ให้จางซื่อช่วยทําซาลาเปา และแน่นอนว่าไม่จ่ายเงินจางซื่อเช่นกัน
จางซื่อไม่ต้องล้างผักสับไส้ในตอนกลางคืน และไม่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก แต่ยังสามารถกินอยู่อย่างดี หลิวซื่อรู้สึกว่าให้จางซื่อทํางานบ้านบ้างก็คงไม่มีปัญหาใด
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ” หวังเยวี่ยรู้สึกสงสารหลิวซื่ออยู่บ้าง “ท่านแม่ เดินทางระมัดระวัง อย่ารีบร้อนนะเ้าคะ”
หลิวซื่ออายุมากกว่าไห่ซื่อ ยามอยู่ที่บ้านหลิวซื่อลงไปทำงานที่ไร่นา ทํางานบ้าน บางครั้งยังเลี้ยงหลานสาว ไม่ว่างานใดล้วนทำทุกอย่าง
หลิวซื่อมีชีวิตความเป็อยู่ลําบากกว่าไห่ซื่อมากแล้ว
ยามนี้หลิวซื่อยังต้องเดินเกือบสามสิบลี้ไปขายซาลาเปาที่อําเภอทุกวัน
โชคดีที่เมื่อวานหวังเยวี่ยได้ยินหลี่ชิงชิงกล่าวว่า อีกไม่นานที่บ้านจะซื้อสัตว์เลี้ยงใช้แรงตัวใหญ่ เช่นนี้คนตระกูลหวังก็ไม่ต้องเดินเข็นเกวียนไปขายซาลาเปาแล้ว แต่ใช้สัตว์ใหญ่ลากแทน
ท้องฟ้าเพิ่งจะทอแสง คนตระกูลหวังและหลี่เอ้อร์หลินก็เข็นเกวียนออกเดินทางแล้ว
คนห้าคนกับเกวียนสามเล่มเดินไปถึงปากทางของถนนเส้นหลักก็แยกกันไปคนละทิศ คนตระกูลหวังมุ่งหน้าไปยังอำเภอเหอและตำบลชาง หลี่เอ้อร์หลินไปที่ตําบลชิงอวี๋ซึ่งอยู่ในทิศตรงกันข้าม
“ซาลาเปาหมูสับอร่อยหอมกรุ่น รีบซื้อรีบกิน ซื้อทีหลังซาลาเปาหมดก็อดกินแล้ว”
“นี่คือไส้หมูสับกะหล่ำปลี ไส้ข้างในเนื้อเยอะน้ำมันก็เยอะ อร่อยยิ่งนัก!”
“ซาลาเปาหมูสับอร่อยๆ ที่มีขายเฉพาะในโรงเตี๊ยมใหญ่ๆ ของเมืองเซียง หนึ่งลูกสามเหรียญทองแดง สองลูกเพียงห้าเหรียญทองแดงเท่านั้น รีบมาซื้อเร็วเข้า!”
“แป้งกินแล้วไม่ทําร้ายกระเพาะ แป้งย่อยง่าย ในซาลาเปามีเนื้อแล้วยังมีผัก เหมาะกับทั้งบุรุษสตรีคนชราและเด็กเล็ก”
เสียงะโเรียกลูกค้าของคนตระกูลหวังและหลี่เอ้อร์หลินดังขึ้นในตลาดที่อำเภอและตําบล
อาหารหลักในแถบเมืองเซียงคือข้าว แต่กลับกินอาหารประเภทแป้งน้อยมาก ด้านในซาลาเปามีไส้ หลายคนล้วนชื่นชอบทันทีที่ได้ลิ้มรส
ฝีมือการทําอาหารของหลี่ชิงชิงนั้นหาข้อติไม่ได้ นางหมักแป้งขึ้นฟูได้ดียิ่ง ผิวของซาลาเปาทั้งนุ่มทั้งอ่อน หมูสับและผักถูกปรุงได้อร่อยเป็อย่างยิ่ง ไส้ของซาลาเปามีรสเค็มหอมอร่อย
ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่เคยลิ้มรสซาลาเปาที่หลี่ชิงชิงทํา กระเพาะของคนผู้นั้นก็ได้ถูกซาลาเปารสเลิศและเป็ที่นิยมคว้าเอาไว้แล้ว
คนขายอาหารในอําเภอเหอและตําบลชาง โดยเฉพาะจางต้าหู่และคนอื่นๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำข้าวปั้นขายเลียนแบบตระกูลหวัง คราวนี้เห็นว่าการค้าซาลาเปาได้รับความนิยมขนาดนี้ ล้วนอิจฉาตาร้อนจนแทบไม่ไหวแล้ว
แต่ว่าซาลาเปานั้น ไม่ใช่เพียงมองไม่กี่ครั้งก็สามารถกลับบ้านแล้วทำออกมาได้
ขั้นตอนแรกคือการหมักแป้ง ในแคว้นต้าถังที่ไม่มีเจี้ยวหมู่เฝิ่น หากไม่มีคนสอน จะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
แม้แต่ในชาติที่แล้วของหลี่ชิงชิง หลายคนสามารถทำเส้นบะหมี่และแผ่นแป้งจากแป้งที่ไม่ขึ้นฟูได้ เพียงแต่แป้งที่ไม่ขึ้นฟูไม่อาจทำอาหารที่เป็ประเภทแป้งหมักได้
อีกประการขั้นตอนที่สองคือการปรุงรสไส้ของซาลาเปา อัตราส่วนของเนื้อและผักต้องสับอย่างไร ต้นหอมและขิงรวมถึงเครื่องปรุงรสควรใส่มากน้อยเท่าใด ผสมอย่างไร ทั้งหมดนี้ล้วนต้องทำอย่างพิถีพิถัน
ซาลาเปาที่บางคนทําออกมา ผิวของซาลาเปาขึ้นฟูดียิ่ง แต่รสชาติของไส้ไม่จืดไปก็เค็มเกินไป หรือไม่ก็ไม่หอม
ร้อยคนปรุงร้อยรสชาติ
นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่สามคือการห่อซาลาเปา หาก้าห่อซาลาเปาให้ดูดี รอยจีบ้าของผิวซาลาเปาไม่ใช่เพียงมีรอยจีบมาก แต่ยังต้องสมส่วนอีกด้วย นั่นก็คือต้องมีความพิถีพิถันเป็พิเศษ
ขั้นตอนที่สี่คือการนึ่ง น้ำที่ใช้ในการนึ่งซาลาเปาคือน้ำเย็น ไม่อาจใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาด ้าซึ้งนึ่งต้องวางผ้ารองหรือทาน้ำมัน เช่นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของซาลาเปาติดกับซึ้งนึ่ง...
กล่าวโดยรวมแล้ว ซาลาเปาที่เป็อาหารรสเลิศนี้ต้องใช้ฝีมือขั้นสูง หากไม่มีอาจารย์สอน ก็ไม่อาจทำได้อย่างแท้จริง
ด้วยประการเหล่านี้ จางต้าหู่ซื้อแป้งมา วันก่อนและเมื่อวานเขาได้ทดลองทําซาลาเปาที่บ้าน แต่ว่าทำเช่นนั้นอยู่หลายชั่วยาม เสียแป้งไปห้าถึงหกจิน กลับไม่สามารถทำอะไรออกมาได้เลย
อารมณ์ของเขาเรียกได้ว่าย่ำแย่ถึงที่สุด ครั้นมองเห็นว่าด้านหน้าของผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อสองสามีภรรยา ถูกห้อมล้อมไปด้วยลูกค้าจำนวนมาก และการค้ายังคงได้รับความนิยมยิ่งนัก ก็ยิ่งเกิดความกลัดกลุ้มใจอยู่ไม่สุขมากขึ้น
“หรือข้าควรซื้อซาลาเปามาสักสองลูก แล้วนำซาลาเปามาเปิดดูว่าข้างในมีสิ่งใดกันแน่” หลังจากจางต้าหู่เอ่ยกับตนเองแล้ว ก็เดินเข้าไปด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
หลิวซื่อเห็นจางต้าหู่ที่ยืนอยู่นอกกลุ่มคนมานานแล้ว นางไม่คิดจะสนใจเขาเลยสักนิด ไม่แม้แต่จะมองเขา
จางต้าหู่แทรกกายเข้ามาอย่างยากลําบาก หัวเราะพลางเอ่ยถาม “ท่านป้า ซาลาเปาขายอย่างไรหรือ?”
“ซาลาเปาสองลูกห้าเหรียญทองแดง” หลิวซื่อเอ่ยในใจ ข้าะโเรียกลูกค้ามาหลายวันแล้ว มีหรือเ้าจะไม่รู้ราคา? จากนั้นนางก็เอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าซื้อหรือไม่?”
เดิมทีจางต้าหู่้าซื้อเพียงสองลูกเท่านั้น ครั้นเห็นว่าหลิวซื่อมีท่าทางดูถูกเหยียดหยาม ในใจยิ่งโกรธมากขึ้น เพื่อรักษาหน้าของตนจึงเอ่ยออกไปว่า “ข้าซื้อสี่ลูก”
เช่นนี้หลิวซื่อจึงมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็กน้อย เอ่ยว่า “ตาเฒ่า เอาซาลาเปาให้เขาสี่ลูก”
ผู้เฒ่าหวังปั้นหน้าต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา หยิบกระดาษน้ำมันที่ตัดไว้สำหรับใช้ห่อซาลาเปาโดยเฉพาะออกมา เขาจัดการห่อซาลาเปาสี่ลูกแล้วส่งให้จางต้าหู่ พร้อมเอ่ยเตือน “ไส้หมูสับกะหล่ำปลี ซาลาเปาต้องกินตอนยังร้อนๆ ถึงจะอร่อย”
“ที่แท้ก็ไม่ใช่ไส้หมูล้วน ยังใส่กะหล่ำปลีด้วยหรือ” จางต้าหู่จงใจกล่าวเช่นนี้ คิดว่าคนที่ซื้อซาลาเปาข้างๆ เขาจะถามผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อสามีภรรยาเพราะเหตุนี้ ผู้ใดจะรู้ว่าทุกคนกลัวว่าจะมาช้าแล้วซื้อซาลาเปาไม่ทัน แต่ละคนต่างรีบร้อนควักเงินซื้อซาลาเปา ไม่มีผู้ใดเอ่ยถามสักคน เช่นนี้เขาจึงยิ่งหดหู่ใจมากขึ้น
“วันนี้เป็ไส้หมูสับกะหล่ำปลีอย่างนั้นหรือ ข้าชอบกินไส้หมูสับมะเขือยาว อืม ไส้หมูสับขึ้นฉ่ายเมื่อวานก็ชอบเช่นกัน” มีชายชราร่างอ้วนคนหนึ่งหยิบซาลาเปาเข้าปาก หลังจากเคี้ยวแล้ว ดวงตาชราพลันเป็ประกาย เอ่ยครอบคลุมว่า “ไส้หมูสับกะหล่ำปลีก็อร่อยมากเช่นกัน! ซาลาเปาร้านพวกเ้าทําได้ถูกปากข้าจริงๆ”
มีเ้าหน้าที่ทางการหนุ่มผู้มีใบหน้ายาวคล้ายม้าคนหนึ่งเบียดเข้ามา แล้วเอ่ยถามเสียงดังว่า “พวกเ้ายังมีซาลาเปามากน้อยเท่าใด?”
ผู้เฒ่าหวังรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย รีบเอ่ยอย่างเคารพนบนอบ “ท่านขุนนาง พวกเรามัวแต่ขาย ไม่ได้นับขอรับ”
เ้าหน้าที่ทางการหนุ่มเอ่ยอย่างรีบร้อน “รีบหน่อย รีบนับเร็วๆ ซาลาเปาที่เหลือใต้เท้านายอำเภอซื้อทั้งหมด”
“ใต้เท้านายอำเภอก็อยากซื้อซาลาเปาของร้านพวกเขากิน”
“หา ข้ายังอยากซื้อซาลาเปาให้มารดาข้ากินเหมือนกัน หากใต้เท้านายอำเภอซื้อซาลาเปาไปหมดแล้ว ข้าจะซื้อสิ่งใดให้มารดาชราของข้าเล่า?”
“ซาลาเปาของร้านพวกเขาอร่อยยิ่งนัก แถมราคายังยุติธรรมด้วย”
“ข้าเคยกินข้าวปั้นที่พวกเขาขาย อร่อยกว่าข้าวปั้นของเ้าอื่นทั้งยังดูดีอีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ขายแล้ว”
“ข้าว่านะ พวกเขานี่ก็จริงๆ เลย ทุกครั้งนำซาลาเปามาเพียงเล็กน้อย คิดว่าข้าไม่มีเงินซื้ออย่างนั้นหรือ?”
ทุกคนต่างแย่งกันพูด
เ้าหน้าที่ทางการหนุ่มได้ยินคนเหล่านี้เอ่ยเข้าหู ทว่าดวงตาของเขาจดจ้องไปที่ผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อสามีภรรยา ที่กำลังตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก
ผู้เฒ่าหวังรีบร้อนจนเหงื่อซึมบนหน้าผาก เอ่ยขึ้นว่า “ท่านขุนนาง ซาลาเปายังเหลือสองร้อยห้าสิบสามลูกขอรับ”
หลิวซื่อกลัวว่าเ้าหน้าที่ทางการหนุ่มจะไม่จ่ายเงิน จึงเอ่ยอย่างกระวนกระวายใจเล็กน้อย “ร้านของหญิงชาวบ้านเป็เพียงการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ซาลาเปาสองลูกราคาห้าเหรียญทองแดง...”
