ทุกคนในสกุลกู้ต่างพูดคุยและปฏิบัติต่อกู้อวี้อย่างระมัดระวัง ด้วยเพราะหมอต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าขาที่พิการไม่มีหนทางจะรักษาให้หายดีได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภายในใจของกู้อวี้ยามนี้คงจะเจ็บช้ำและเสียใจมากเพียงใด แต่ยิ่งชายหนุ่มมีท่าทีปกติ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกสงสารเห็นใจ มีเพียงแค่เจินเจินผู้เดียวเท่านั้นที่ยังคงคุยจ้ออย่างสดใสร่าเริง
เอ้อร์หลางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโมโหเลยต่อว่าเจินเจินกับน้องชายทั้งสองว่า เจินเจินผู้นี้ช่างไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจกู้อวี้เอาเสียเลย เวลานี้เองซื่อหลางถามอย่างสงสัยออกมา “ท่านพี่อารมณ์ไม่ดีหรือ”
เอ้อร์หลางใช้มือตบที่ศีรษะน้องสี่ไม่แรงนักพลางกล่าวว่า “ท่านพี่กลัวพวกเราจะรู้สึกไม่ดีถึงได้เก็บความเสียใจนี้เอาไว้กับตัว”
ซื่อหลางเอานิ้วโป้งเข้าปากดูดจ๊วบๆ เอียงคอถามอย่างไร้เดียงสา “หากท่านพี่้าจะเก็บความเสียใจนี้ไว้คนเดียวไม่อยากให้ใครรู้ แล้วพวกเรายิ่งทำหน้าเสียใจ ท่านพี่จะไม่ยิ่งเสียใจหรอกหรือ”
ซานหลางคิดตามก่อนจะพยักหน้า “นั่นสิ”
เอ้อร์หลางที่รู้สึกเหมือนถูกทรยศแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวใส่น้องชายทั้งสอง “พวกเ้าเข้าข้างผู้ใดกันแน่”
ซานหลางกับซื่อหลางนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียง “เข้าข้างท่านพี่”
เอ้อร์หลาง “…”
ช่างน่าโมโหยิ่งนัก! เขาพึมพำในใจพร้อมกับหยิบตะกร้าขึ้นมาสะพาย จากนั้นเดินออกจากบ้านไปโดยมีน้องชายทั้งสองเดินตามไป ที่บ้านเลี้ยงไก่เอาไว้เขาจึงต้องไปตัดหญ้าเพื่อมาเป็อาหารไก่
เวลาเดียวกันเจินเจินซึ่งกำลังนั่งคัดอักษรอย่างยากลำบากหันไปมองเอ้อร์หลางและน้องชายทั้งสองที่กำลังเดินออกจากบ้านไปอย่างอิจฉา ทันใดนั้นแขนของนางก็ถูกตีด้วยไม้บรรทัด เด็กหญิงจึงดึงสายตากลับมาแล้วก้มหน้าคัดอักษรต่อ
นอกจากเจินเจินแล้ว ยังมีหยวนเหล่าเอ้อร์ที่ต้องนั่งคัดอักษรอย่างยากลำบากด้วยอีกคน
หยวนเหล่าเอ้อร์คาดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่า กู้อวี้จะเข้มงวดกับเื่การเรียนถึงเพียงนี้ แค่่เช้าเขาก็ถูกไม้บรรทัดฟาดไปเกือบจะยี่สิบครั้งแล้ว มีหลายครั้งที่เขาอยากจะลุกขึ้นมาเอาคืน แต่พอนึกถึงงานที่จะต้องทำั้แ่่ฤดูใบไม้ผลิเป็ต้นไป ก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันทน
่เวลาเล่นสนุกมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ กลับกันกับ่เวลาเรียนที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า เจินเจินในเวลานี้นั่งจนปวดก้นไปหมดแล้ว เมื่อใดจะถึงเวลาเลิกเรียนเสียทีนะ
“หากเ้าคัดอักษรเสร็จ ตอนบ่ายข้าจะปล่อยให้ไปเล่น” กู้อวี้บอกกล่าวแก่เจินเจิน เขารู้จักนิสัยของเด็กหญิงเป็อย่างดี ตอนเช้าเขาจึงจงใจให้นางเรียนหนัก จนใกล้จะทนไม่ไหวถึงค่อยหยิบยื่นสิ่งที่นางชื่นชอบให้ วิธีนี้ใช้ได้ผลยิ่ง
เพื่อให้ตอนบ่ายไม่ต้องเรียนหนังสือ เจินเจินจึงขยันและตั้งใจเรียนเป็พิเศษ โดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเนื้อหาที่เรียนใน่เช้านั้นได้รวมถึงเนื้อหาที่ต้องเรียนใน่บ่ายแล้ว
นี่ไม่แตกต่างอันใดกับพ่อค้าเ้าเล่ห์ที่ตั้งราคาสินค้าเอาไว้เสียสูงลิ่ว จากนั้นค่อยป่าวประกาศว่าลดราคาสินค้า
“จริงหรือ ดีเหลือเกิน” แววตาเจินเจินเปล่งประกายก่อนจะก้มหน้าตั้งอกตั้งใจคัดอักษรต่ออย่างขมักเขม้น
หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มแหย่ มองกู้อวี้อย่างรอคอย “กู้อวี้ แล้วข้าเล่า”
“ท่านอารองหยวน ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า” กู้อวี้ตอบคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แหะๆ ข้าแค่ถามไปอย่างนั้นเอง มิได้มีเจตนาอื่น” หยวนเหล่าเอ้อร์รีบแก้ตัว เพราะััได้ถึงความหนักอึ้งในอากาศรอบตัว ทว่าเพิ่งจะกล่าวจบก็รู้สึกได้ถึงความไม่ถูกต้อง ไฉนเขาถึงได้ถูกบุรุษที่เพิ่งจะอายุแค่สิบสองกดดันเอาได้นะ!
ครั้นเจินเจินคัดอักษรเสร็จ กู้อวี้ชื่นชมผลงานว่านางมีความก้าวหน้า ก่อนจะปล่อยให้ออกไปเล่น
“ห้ามไปจับปลาในน้ำหรือปูหรือหอยในนารู้หรือไม่” เจินเจินเพิ่งจะลุกขึ้นยืน กู้อวี้ก็เอ่ยกำชับออกมา “หากไม่เชื่อฟัง กลับมาจะต้องถูกลงโทษคัดตัวอักษรห้าสิบตัว!”
ห้าสิบตัว!
เจินเจินตาโตอย่างหวาดผวา รีบรับปากออกมาทันใด “ข้าไม่ไปแน่นอน!”
แม้จะลงน้ำลงนามมิได้ แต่นางยังปีนต้นไม้ได้!
เจินเจินวิ่งออกจากบ้านไปอย่างเบิกบาน ประหนึ่งนกน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรง หยวนเหล่าเอ้อร์มองตามบุตรสาวด้วยแววตาอิจฉา หากนางคิดอยากแต่จะไปปีนต้นไม้ ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจมาสนใจบิดา ต้นไม้ต้นใดมีไข่นกนางย่อมรู้แจ้งเป็ที่สุด นางจะปีนขึ้นไปเอาไข่นกมาย่างกิน!
เจินเจินวิ่งออกจากบ้านมาได้ไม่ไกล ก็ได้ยินว่ามีคนเรียกชื่อ “เ้าหก พวกเราไปจับนกกัน!”
แววตาเจินเจินทอประกายพลันเปลี่ยนทิศทางวิ่งไปหาพรรคพวกในทันใด ไปถึงพบว่าบางคนถือกระด้ง บางคนถือเชือก บางคนถือไม้ ในนี้มีคนหนึ่งที่นางไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน
“เ้าหก นี่คือญาติผู้น้องของข้า ซวนจู้” ซานลวี่จื่อแนะนำอย่างกระตือรือร้น
“ยามนี้ข้าไม่ได้ชื่อเ้าหก ข้าชื่อเจินเจิน หากพวกเ้าเรียกข้าว่าเ้าหกอีก ข้าจะเล่นงานพวกเ้า!” เจินเจินข่มขู่
ซวนจู้มีอายุหกเจ็ดขวบ เขาเคยได้ยินซานลวี่จื่อพูดถึงเ้าหกให้ฟังหลายครั้งหลายครา บอกว่านางร้ายกาจยิ่ง แต่มิเคยเก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว กลับรู้สึกว่าพวกซานลวี่จื่อไม่ได้เื่เลยสู้เ้าหกไม่ได้มากกว่า ทว่าวันนี้ได้เจอเ้าของชื่อตัวจริงก็ยิ่งรู้สึกดูแคลน จงใจล้อเลียนออกมา “ข้าจะเรียกเ้าว่าเ้าหก จะทำไม จะทำอะไรข้าหรือ แน่จริงก็เล่นงานข้าเลยสิ!”
เด็กคนอื่นได้ยินดังนั้นก็พากันถอยห่าง มองซวนจู้อย่างสงสารเห็นใจ ในขณะที่เ้าตัวยังคงวิ่งพร้อมกับทำหน้าล้อเลียนไปรอบๆ ตัวเจินเจิน
พริบตาต่อมาซวนจู้ก็ถูกเจินเจินกวาดขาเตะจนล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะะโขึ้นคร่อมแล้วชกหมัดลงไปบนตัว
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า…” เจินเจินชกพร้อมกับนับไปด้วย อย่างไรเสียนางก็เป็คนยุติธรรม เมื่อครู่นี้อีกฝ่ายเรียกนางว่าเ้าหกกี่ครั้งนางก็จะชกอีกฝ่ายเท่านั้น!
ซวนจู้ที่ถูกชกจนไม่อาจสู้กลับได้เลย ทำได้แค่ปล่อยโฮออกมา
ครั้นชกครบตามจำนวนคำที่เรียกแล้วเจินเจินะโลงมาจากตัวซวนจู้ “จำเอาไว้ ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าเ้าหกอีก ข้ามีชื่อว่าเจินเจิน!”
เด็กที่เหลือรีบพยักหน้ารัวประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร ส่วนซวนจู้ร่ำไห้พร้อมกับวิ่งหนีไป
ใจหนึ่งซานลวี่จื่อก็อยากจะตามญาติของเขาไป หากอีกใจก็อยากเล่นกับเพื่อนๆ เวลานี้เองเจินเจินเอ่ยออกมาว่า “พวกเราไปจับนกกันเถิด ไป!”
“ไป!” เด็กๆ ะโออกมา พร้อมกับวิ่งตามหลังเจินเจิน ซานลวี่จื่อจึงตัดสินใจโยนเื่ญาติผู้น้องทิ้งไว้ข้างหลังในทันที แล้วรีบวิ่งตามเพื่อนๆ ไป
ทั้งหมดเลือกเนินเขาลูกเล็กลูกหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากท้องนาไม่ไกล เด็กๆ ในหมู่บ้านชอบมาเล่นแถวนี้ เพราะมีเนินเขาลูกเล็กบังอยู่ ผู้ใหญ่จึงมองไม่เห็น ทุกคนช่วยกันวางกับดัก นำข้าวสารที่อยู่ในกระด้งสาดลงบนพื้น และนำเชือกผูกกับไม้ ก่อนจะลงความเห็นว่าจะให้เจินเจินเป็คนควบคุมเชือกเส้นนี้ไว้
ซานลวี่จื่อเป็คนนำข้าวสารมา แม้แต่ในกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างก็ใส่เมล็ดข้าวมาจนเต็ม คาดว่าน่าจะขโมยมาจากที่บ้าน
เจินเจินลงมือยิงนกสามครั้งก็ได้นกมาทั้งสามครั้ง ครั้นซานลวี่จื่อเห็นว่าเด็กหญิงยิงนกไปหลายครั้งแล้วจึงอยากจะลองยิงดูบ้าง เจินเจินมีท่าทีลังเลครู่หนึ่ง ทว่าข้าวสารที่ใช้เป็เหยื่อเป็อีกฝ่ายเอามา จึงยอมเปลี่ยนให้เขาเป็คนบังคับเชือกบ้าง ทว่าซานลวี่จื่อไม่มีฝีมือทางด้านนี้ ลองยิงไปสองครั้งก็พลาดทั้งสองครั้ง เอ้อร์วั่งจึงแย่งเชือกมา เขาฝีมือดี ยิงสองครั้งก็ได้นกมาทั้งสองครั้ง
โก่วตั้นที่อยู่ด้านข้างถูไม้ถูมืออยากจะลองยิงบ้าง ทว่าซานลวี่จื่อไม่ยินยอม บอกว่าถ้าไม่ให้เขายิงต่อไปจะไม่นำข้าวสารมาให้อีกแล้ว ด้วยความจนปัญญา ทุกคนจึงจำต้องยกหน้าที่ยิงให้แก่ซานลวี่จื่ออีกครั้ง
ขณะที่เด็กทุกคนกำลังเงียบรอให้นกบินมากินเมล็ดข้าวที่สาดลงบนพื้น เสียงะโเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น จึงทำให้นกใบินหนีไป “เจินเจิน ไฉนเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ว่าเรียนคัดอักษรกับท่านพี่หรอกหรือ”
เอ้อร์หลางสะพายตะกร้าไว้ข้างหลังเดินตรงมายังตำแหน่งที่เจินเจินและเพื่อนๆ แอบอยู่ เขาเห็นกับดักนี้แต่ไกลแล้ว จึงจงใจะโเสียงดังออกไป
เด็กๆ ที่กำลังรอให้นกติดกับดักอย่างใจจดใจจ่อต่างต่อว่าเอ้อร์หลางว่าทำเสียเื่
เอ้อร์หลางแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ กล่าวว่า “ข้าไม่เห็น ข้าต้องขออภัยด้วย”
“ท่านพี่ คือนาง” เอ้อร์หลางเพิ่งจะกล่าวจบได้มีคนหลายคนเดินตรงมาทางนี้ด้วยสีหน้าดุดันโเี้
ซานลวี่จื่อเห็นผู้ที่กำลังเดินมารีบเข้าไปขวางหน้า “พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม…”
ทว่าซวนจู้กลับผลักซานลวี่จื่อออก แล้วยกมือชี้หน้าเจินเจินด้วยสีหน้าโกรธแค้น “ท่านพี่ นางผู้นี้เป็คนต่อยข้า!”
