“นังตัวดี! จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! อย่ามาแสร้งทำเป็ตายเพียงเพราะตกบันไดแค่ไม่กี่ขั้น!”
โรซี่พยายามจะลืมตา แต่แสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ทำให้เธอต้องหรี่ตาลง กลิ่นที่สูดเข้าไปไม่ใช่กลิ่นสารเคมี แต่เป็กลิ่นสาบดิน กลิ่นควันไฟจากฟืน และกลิ่นอับชื้นของที่นอนเก่าๆ
ที่นี่ที่ไหน... ทำไมมันถึงไม่มีเสียงเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องเหวี่ยงสาร?
“แม่... แม่อย่าดุแม่จ๋าเลยค่ะ เป่าเป้ยกลัวแล้ว ฮึก...” เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือดังขึ้นข้างกาย แรงสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนทำให้โรซี่ฝืนลืมตาขึ้นมอง
สิ่งที่เห็นคือเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด และถัดไปคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง สวมชุดสีเทาเข้มแบบโบราณที่ดูละม้ายคล้ายยุค 70 หรือ 80 ในหนังสือประวัติศาสตร์จีน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความโกรธแค้น
“เป่าเป้ย ไปให้พ้น! อย่าไปยุ่งกับแม่ที่ไม่ได้ความของแก!” อันฉี แม่สามีตวาดใส่หลานสาว ก่อนจะหันมาใช้เท้าเขี่ยที่ขาของโรซี่ “เยว่ชิง! ฉันบอกให้ลุกขึ้นมาหุงข้าวไง! วันนี้หลิวเหว่ยจะกลับมาจากการฝึก ถ้าเขามาเห็นบ้านช่องสกปรกแบบนี้ แล้วยังเห็นเมียไร้ค่าอย่างแกนอนสำออยอยู่ล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”
โรซี่พยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความมึนงง แขนขาของเธอไม่มีแรงเอาเสียเลย เมื่อเธอมองลงไปที่มือของตัวเอง... เธอก็ต้องชะงัก
นี่ไม่ใช่ความฝัน... มือที่เคยเรียวยาวและขาวผ่องจากการถนอมในห้องแล็บ บัดนี้กลับหยาบกร้าน มีรอยแตกตามข้อนิ้ว และดูซูบซีดกว่าที่ควรจะเป็
“เยว่ชิง?” โรซี่พึมพำชื่อที่หญิงคนนั้นเรียกเธอออกมาอย่างแ่เบา
“เออ! ก็แกน่ะสิ จะใครที่ไหนล่ะ หรือตกบันไดจนสมองไหลออกไปหมดแล้ว?” อันฉีแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน “ลูกสะใภ้บ้านอื่นเขาตื่นั้แ่ไก่โห่ไปหาผักหาฟืน แต่แก... นอกจากจะมีดีแค่หน้าตาที่พ่อแกใช้มาแลกกับสัญญาสามีภรรยาแล้ว แกก็ไม่มีสมองทำอะไรได้สักอย่าง ลุกขึ้นไปทำงานเดี๋ยวนี้!”
โรซี่ไม่ฟังคำก่นด่านั้น เธอรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่วิ่งถลาไปยังมุมห้องที่มีคันฉ่องหรือกระจกเงาเก่าๆ บานหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ที่ผุพัง
“เยว่ชิง! แกจะไปไหน! ฉันสั่งให้ไปที่ครัว!” อันฉีะโไล่หลังอย่างโมโห
เมื่อไปถึงหน้ากระจก โรซี่แทบจะหยุดหายใจ เงาที่สะท้อนออกมาคือหญิงสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าสวยซึ้งจนหยาดเยิ้ม ดวงตารูปเม็ดอัลมอนด์ที่ตอนนี้แดงก่ำ ริมฝีปากบางซีดเผือด และเส้นผมที่ยุ่งเหยิง ถึงแม้จะดูทรุดโทรมจากการทำงานหนักและขาดการบำรุง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือใบหน้าของหญิงงามล่มเมือง
แต่ปัญหาคือ... นี่ไม่ใช่ใบหน้าของเธอ! ไม่ใช่โรซี่ ลี นักวิทยาศาสตร์วัย 25 ปีคนนั้น!
“นี่มันเื่ตลกอะไรกัน...” น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มของเธอโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ความสับสน ความกลัว และสัญชาตญาณของการเป็นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องหาเหตุผลรองรับกำลังตีกันวุ่นในหัว “มวลสารไม่สามารถสูญหายแต่เปลี่ยนรูปได้... แต่นี่มันคือการเคลื่อนย้ายสติสัมปชัญญะข้ามมิติเวลาอย่างนั้นเหรอ? มันเป็ไปไม่ได้...”
เธอยกมือขึ้นััใบหน้าในกระจก ความเย็นจากผิวััและรอยแผลถลอกที่หน้าผากย้ำเตือนว่านี่คือเื่จริง เธอร้องไห้ออกมาอย่างหนักด้วยความอัดอั้น
อันฉีที่เดินตามมาเห็นสะใภ้ยืนร้องไห้ฟูมฟายอยู่หน้ากระจกก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความรำคาญใจ “ร้องไห้ทำไม! เห็นหน้าตัวเองแล้วรับไม่ได้หรือไง หรือว่าตกบันไดจนสติวิปลาสไปแล้วจริงๆ?”
อันฉีหันไปมองเป่าเป้ยที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง แล้วหันกลับมาด่าเยว่ชิงต่อ “ดูเอาเถอะ ์ช่างกลั่นแกล้งลูกชายฉันนัก ที่ต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงที่วันๆ เอาแต่ร้องไห้ไร้สติปัญญาแบบนี้ ถ้าคนในกองทัพรู้ว่าเมียนายพลหลิวเหว่ยเป็บ้า เขาคงเอาหน้าไปมุดดินที่ไหนแน่ๆ!”
“คุณ... คุณบอกว่านายพลหลิวเหว่ย?” โรซี่หันมาถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“ใช่สิ! ผัวแกไง! หรือจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อผัวตัวเอง?” อันฉีส่ายหัวอย่างระอา “เยว่ชิง ฉันจะบอกแกเป็ครั้งสุดท้ายนะ ถ้าวันนี้แกยังทำตัวเป็คนไร้สติ ไม่ยอมลุกไปทำหน้าที่ภรรยาและแม่ที่ดี ฉันจะบอกให้หลิวเหว่ยหย่ากับแกเสีย แล้วหาผู้หญิงคนใหม่ที่ฉลาดและมีสกุลรุนชาติกว่านี้มาแทนที่แก!”
โรซี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเ็ปที่ศีรษะยังคงอยู่ แต่น้ำตาของเธอเริ่มแห้งเหือดไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความเยือกเย็นประดุจนักวิจัยที่กำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิต
ในเมื่อความตายในโลกก่อนเป็เื่จริง และการอยู่ในร่าง ‘เยว่ชิง’ นี้ก็เป็เื่จริง เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทบาทนี้ให้ดีที่สุด
‘เยว่ชิง’ คนเดิมอาจจะอ่อนแอและถูกรังแกจนตายไปแล้ว แต่ ‘โรซี่ ลี’ คนนี้จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าว่าไร้สติปัญญาอีกเป็อันขาด
“ฉันจะไปทำครัวเดี๋ยวนี้ค่ะ” โรซี่ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบจนอันฉีต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เออ! รู้ความเสียบ้างก็ดี” หญิงชราสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูก “รีบไปจัดการตัวเองซะ อย่าให้หลิวเหว่ยกลับมาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของแกล่ะ นังสะใภ้ไร้สกุล!”
โรซี่มองตามแผ่นหลังของแม่สามีไป ก่อนจะก้มลงมองเด็กน้อยเป่าเป้ยที่ยังคงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและหวาดกลัว
“เป่าเป้ย...” โรซี่เรียกชื่อเด็กน้อยเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ แม่... แม่จะดูแลหนูเอง”
เธอยังไม่คุ้นชินกับคำว่า ‘แม่’ แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกถึงความผูกพันประหลาดที่ติดมากับร่างนี้ การต่อสู้ครั้งใหม่ในยุคที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยี แต่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและคำครหา กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเธอจะใช้สมองอัจฉริยะนี้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า... นายพลหลิวเหว่ยช่างโชคดีแค่ไหนที่มีเธอเป็ภรรยา
