หวังจ้งจิ่งโบกมือ เสาหินเขี้ยวหนุมานต้นหนึ่งลอยออกมาจากถุงเอกภพ
เสาหินเขี้ยวหนุมานสูงราวหนึ่งจั้งตั้งตระหง่านอยู่บนพื้น พลานุภาพแกร่งกล้าเกินพรรณนา
“ใครที่ใส่ลมปราณลงไปในเสาหินได้หนึ่งนิ้วถือว่าสอบผ่าน!” หวังจ้งจิ่งพูดเสียงราบเรียบ แล้วหลับตาทำกรรมฐาน
“ใส่ลมปราณหนึ่งนิ้วเข้าไปในเสาหิน!” จูชิงขมวดคิ้ว การทดสอบเป็ศิษย์นอกสำนักง่ายกว่าที่เขาคิดมาก
“วิ้ง!” ศิษย์สามัญคนหนึ่งผสานลมปราณเอาไว้ที่ฝ่ามือ ส่งพลังไปยังเสาหินเขี้ยวหนุมาน
แสงสลัวสาดส่องแค่แวบเดียว จากนั้นก็ไม่มีการตอบสนองอันใด การโจมตีนั้นทำได้เพียงทิ้งร่องรอยอันบางเบาเอาไว้บนเสาหินเขี้ยวหนุมาน!
“สอบตก!” หงเชียนว่านพูดอย่างเ็า
การที่จะใส่ลมปราณลงไปในเสาหินหนึ่งนิ้ว อย่างน้อยก็ต้องเป็ขั้นหลอมกายาสี่ชั้นฟ้า อีกทั้งระดับความควบแน่นของลมปราณยังต้องสูงมาก หากทะลวงขั้นพลังรวดเร็วเพียงอย่างเดียวแล้วพื้นฐานไม่มั่นคง แม้ว่าจะเป็ขั้นหลอมกายาสี่ชั้นฟ้าก็ไม่มีทางใส่ลมปราณเข้าไปในเสาหินเขี้ยวหนุมานได้ถึงหนึ่งนิ้ว
“สอบตก...”
“สอบตก!”
“สอบตก!”
...
มีคนสอบตกรวดเดียวหลายสิบคน ขนาดศิษย์สามัญดีเด่นซึ่งเป็ขั้นหลอมกายาหกชั้นฟ้ายังใส่ลมปราณเข้าไปในเสาหินเขี้ยวหนุมานได้แค่ครึ่งนิ้ว ความลึกขนาดหนึ่งนิ้วเปรียบดั่งคูน้ำ์ที่ปิดกั้นพวกเขาทั้งหมดเอาไว้
หวังจ้งจิ่งยังคงหลับตาอยู่เช่นเดิมคล้ายกับว่า ไม่ว่าจักเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีสิ่งใดรบกวนการทำกรรมฐานของเขาได้
หงเชียนว่านมองศิษย์สามัญนับพันคนด้วยความกังวล หลังจากศิษย์ขั้นหลอมกายาหกชั้นฟ้าสอบตก ส่งผลให้ศิษย์สามัญคนอื่นๆ ได้รับแรงกดดันอย่างมหาศาล
ศิษย์สามัญทำงานอย่างหนักในลานสามัญมาหลายปี ทั้งนี้ก็เพื่อเดินบนเส้นทางแห่งยุทธ์ หวังหลุดพ้นจากการเป็แรงงานทาส
ถ้าพวกเขาพบว่าความพยายามทั้งหมดที่ทำมานั้นเสียเปล่า ไม่ว่าพวกเขาจักพยายามเพิ่มขึ้นสักแค่ไหนก็มิอาจเข้าร่วมเขตนอก ความขุ่นเคืองประจักษ์ในหัวใจ อาจถึงขั้นมีความคิดหมายมาดทำลายสำนัก
เคยมีเื่ทำนองนี้เกิดขึ้นในขุนเขากระบี่เทียนหยวนมาก่อน ตอนนั้นศิษย์สามัญนับหมื่นคนร่วมกันทำลายประตููเา ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
แม้ว่าการจลาจลจะถูกปราบปรามอย่างรวดเร็ว ศิษย์สามัญที่ก่อเื่ถูกฆ่าตายจนหมด แต่กระนั้นก็ส่งผลกระทบต่อขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่น้อย ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของขุนเขากระบี่เทียนหยวนในทวีปเฉียนหยวนอีกด้วย
หงเชียนว่านกลัวว่าเหตุการณ์นั้นจักเกิดขึ้นอีกครั้ง ถึงขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะพูดว่าศิษย์สามัญที่ไม่เคยร่ำเรียนวิชายุทธ์จักทำอะไรสำนักไม่ได้ก็เถอะ ถึงผู้าุโคนเดียวจักฆ่าศิษย์สามัญพวกนี้ได้ในพริบตา ทว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เกิดการจลาจล เขาก็ต้องเป็หนังหน้าไฟ ถึงเพลานั้น เขาที่เป็แค่ขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าจะต้องถูกบดขยี้กลายเป็เนื้อเหลวภายใต้โทสะของศิษย์สามัญเป็แน่
“คนต่อไป!” หลังจากนิ่งเงียบประมาณหนึ่งก้านธูป ในที่สุดหวังจ้งจิ่งก็ลืมตา
“ปัง!” หลีเที่ยตั้นปล่อยหมัด ความรุนแรงประหนึ่งเหล็กทมิฬกระแทกลงบนเสาหินเขี้ยวหนุมาน
“หนึ่งนิ้วสาม สอบผ่าน!” หวังจ้งจิ่งพูดเสียงราบเรียบ
สอบผ่านแล้ว คนที่เข้าร่วมการทดสอบหนึ่งร้อยคน ในที่สุดก็มีคนสอบผ่านแล้ว!
หงเชียนว่านคลายความกังวลอันหนักอึ้ง เขาััได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลีเที่ยตั้นถอนหายใจเช่นกัน เขาเตรียมตัวมานานสามปี ในที่สุดก็เข้าร่วมเป็ศิษย์นอกสำนักสำเร็จ
“สอบตก!”
“สอบตก!”
“สอบผ่าน!”
“สอบตก!”
มีทั้งคนที่สอบตก มีทั้งคนที่สอบผ่าน ทว่าหากเทียบกับจำนวนศิษย์สามัญที่สอบตกแล้วนั้นมีมากกว่าคนที่สอบผ่านหลายเท่า
ศิษย์สามัญที่สอบผ่านมีไม่ถึงยี่สิบคนเป็อัตราส่วนที่น้อยมาก
และก็ถึงตาของจูชิง ขณะที่จูชิงเดินออกมา หวังจ้งจิ่งก็จับจ้องสายตามองจูชิง
ลมปราณของจูชิงแตกต่างกับศิษย์สามัญทั่วไปอย่างชัดเจน ลมปราณควบแน่นยวดยิ่ง ให้ความรู้สึกเดียวกับลมปราณของศิษย์ในสำนัก
“อยากรู้เสียจริงว่าผลจักออกมาเป็เช่นไร” หวังจ้งจิ่งพูดพึมพำ
เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลศิษย์สามัญของเขตนี้ ถ้ามีอัจฉริยะปรากฏตัวสักหนึ่งคน เขาก็จะได้รับรางวัล แล้วยิ่งถ้าเป็ศิษย์นอกสำนักอันดับหนึ่ง รางวัลก็จักเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ
ศิษย์สามัญที่สอบผ่านก่อนหน้านี้ยังมินับว่าเป็อัจฉริยะ ยามนี้เขาฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับจูชิง!
“ไม่ต้องใช้พลังของอักขระาหลัวโหว!” เฒ่าปีศาจเอ่ยเตือน
จูชิงเม้มปาก “ถึงไม่ใช้พลังของอักขระาหลัวโหว ข้าก็สอบผ่านอยู่แล้ว!”
“หวืด!” จูชิงผสานลมปราณเส้นหนึ่ง แล้วผลักฝ่ามืออกไป สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าศิษย์สามัญ!
“เป็ไปได้ยังไง!”
“ไม่มีทาง!”
พวกเขาส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ กระทั่งหวังจ้งจิ่งยังใจหาย ศิษย์ในสำนักเองยังไม่อยากเชื่อสายตา
หักแล้ว เสาหินเขี้ยวหนุมานหักเป็สองท่อน บริเวณรอยแตกเรียบเนียน เห็นได้ชัดว่าถูกตัดด้วยพลังเหนือจินตนาการ
ถ้าอีกฝ่ายเป็ศิษย์ในสำนัก หวังจ้งจิ่งคงไม่ประหลาดใจ แม้ว่าเสาหินเขี้ยวหนุมานจะสามารถดูดซับพลังลมปราณ ทว่าขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณก็สามารถตัดเสาหินเขี้ยวหนุมานได้ไม่ยาก แต่จูชิงเป็แค่ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้ากลับสามารถตัดเสาหินเขี้ยวหนุมานได้ ซึ่งมันเป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนใช้เสาหินเขี้ยวหนุมานทดสอบความควบแน่นของลมปราณ ผู้ที่มีลมปราณควบแน่นถึงขนาดที่สามารถตัดเสาหินเขี้ยวหนุมานนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องอยู่ในขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ
ไม่เคยมีใครตัดเสาหินเขี้ยวหนุมานได้โดยที่มิใช่ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ ปกติแล้วผู้ที่ทำเช่นได้นั้นล้วนแล้วเป็บุตรแห่ง์ ส่วนใหญ่จักเป็ศิษย์สืบทอดของขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าจูชิงมีพร์ทัดเทียมกับศิษย์สืบทอดอย่างนั้นหรือ?
หวังจ้งจิ่งมองออกั้แ่แวบแรกแล้วว่าจูชิงเป็ผู้ที่มีพร์ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเหนือฟ้าถึงขั้นที่สามารถเทียบชั้นกับศิษย์สืบทอดได้
จูชิงหันไปมอง ครั้นเห็นว่าเสาหินเขี้ยวหนุมานถูกตัดขาดเป็สองท่อนก็เกาหัวพลางยิ้มเจื่อนๆ
เพราะไม่อยากเป็จุดสนใจมากเกินไปเขาจึงไม่ใช้พลังของอักขระาหลัวโหว ซึ่งปริมาณของลมปราณเมื่อครู่เขาใช้ไปแค่หกในสิบส่วนเท่านั้น แต่กลับตัดเสาหินเขี้ยวหนุมานจนหัก สร้างความตกตะลึงให้กับหมู่ชนทั่วทั้งบริเวณ
หงเชียนว่านมองเสาหินเขี้ยวหนุมานสองท่อนที่กลิ้งอยู่บนพื้น กลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้ สายตาที่มองจูชิงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว โชคดีที่มิได้ล่วงเกินเขาในตอนนั้น ไม่อย่างนั้นสภาพคงไม่ต่างอะไรกับเสาหิน
หวังจ้งจิ่งตะลึงงันอยู่สักพัก จากนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ปีติ มีอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ในเขตที่เขาเป็ผู้ดูแล จักต้องได้รางวัลอย่างงามเป็แน่แท้
เสาหินเขี้ยวหนุมานถูกทำลายก็ช่างปะไร หากเทียบกับรางวัลแล้วเปรียบดั่งขนเส้นเดียวบนวัวเก้าตัว[1]
“มายืนข้างๆ ข้าสิ” หวังจ้งจิ่งยิ้ม
นี่เป็ครั้งแรกที่เขายิ้ม จูชิงทำให้หวังจ้งจิ่งอารมณ์ดีเป็อย่างมาก
“ขอรับศิษย์พี่หวัง!” จูชิงพยักหน้าแล้วเดินไปยืนอยู่ข้างๆ หวังจ้งจิ่ง
การทดสอบยังคงดำเนินต่อไป จนสิ้นสุดก็ไม่มีศิษย์คนไหนเข้าตาหวังจ้งจิ่งอีกเลย ห้าลานสามัญรวมกันมีศิษย์เกือบพันคน แต่ผู้ที่ผ่านการทดสอบกลับมีแค่สามสิบคนเท่านั้น ส่วนมากแค่ผ่านเงื่อนไข มีเพียงไม่กี่คนที่ทำได้เกินหนึ่งนิ้ว
กระนั้นหวังจ้งจิ่งยังคงเป็ปีติ ถึงมีผู้ผ่านการทดสอบหนึ่งร้อยคนก็เทียบมิได้กับอัจฉริยะเพียงคนเดียว!
“ทำได้ไม่เลว ข้าให้วรยุทธ์นี่กับเ้า ฝึกฝนให้ดี ่ชิงอันดับหนึ่งมาให้ได้” หวังจ้งจิ่งโยนวรยุทธ์เล่มหนึ่งให้กับจูชิง
《หมัดพฤฒา》พอเห็นชื่อของวรยุทธ์ จูชิงก็ผิดหวังเล็กน้อย วรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับต่ำ สำหรับจูชิงแล้วมันไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
ทว่าพอเห็นสายตาอิจฉาริษยาจากคนรอบข้าง จูชิงพลันตระหนักดีว่าวรยุทธ์นั้นล้ำค่าต่อจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายามากขนาดไหน
ถึงจะเป็ศิษย์นอกสำนักแต่ก็น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เรียนวรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับต่ำั้แ่เริ่ม
“ขอบคุณศิษย์พี่หวังมาก!” จูชิงน้อมกายคารวะ
“ยิ่งเ้าทำอันดับได้สูงมากเท่าไหร่ รางวัลก็จักยิ่งมากขึ้นเท่านั้น” หวังจ้งจิ่งยิ้ม
“ข้าจักทำให้เต็มที่” จูชิงพยักหน้า
เขตนอกของขุนเขากระบี่เทียนหยวนเรียงลำดับตามเทพ์ภูตธรณี นั่นก็คือสามสิบหกเทพ์ เจ็ดสิบสองภูตธรณี ขุนเขากระบี่เทียนหยวนมีประตูทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดประตู ในแต่ละประตูมีลานสามัญห้าถึงสิบแห่ง จำนวนศิษย์มากมายมหาศาลจนสามารถสร้างสำนักได้อีกสำนัก
การทดสอบศิษย์นอกสำนักมิใช่แค่ทดสอบแค่เขตนอก หากยังต้องทดสอบระหว่างประตูหนึ่งร้อยแปดประตู สำนักมิได้ตระหนี่ถี่เหนียวกับศิษย์อัจฉริยะ ถ้าทำอันดับได้ดีก็จักได้รับวิชาวรยุทธ์ ได้รับโอสถเป็จำนวนไม่น้อย
เขตที่จูชิงอยู่คือหนึ่งในประตูภูตธรณีของเจ็ดสิบสองภูตธรณี จัดว่าอยู่อันดับกลางๆ มิได้แข็งแกร่ง แต่ก็มิได้อ่อนแอ
เดิมทีหวังจ้งจิ่งมิได้คาดหวังใดๆ แต่เพราะการปรากฏตัวของจูชิงทำให้เขามองเห็นโอกาส ด้วยความแข็งแกร่งของจูชิงน่าจะติดยี่สิบอันดับต้นๆ ได้ไม่ยาก หรือบางทีอาจเป็ห้าอันดับต้นๆ ด้วยซ้ำ
สำหรับศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับต่ำมิได้มีค่ามากนัก ให้จูชิงใช้น่าจะเป็ประโยชน์มากกว่า นับว่าเป็การลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยวดยิ่ง
[1] หมายถึง ส่วนเล็กน้อยในปริมาณมหาศาล น้อยนิดจนไม่มีค่าพอที่จะพูดถึง
