ตอนที่ 3 ศาลาเสียงกระซิบ
มหานครหลัวเฟิงปรากฏสู่สายตาราวกับัั์ที่หลับใหลอยู่เบื้องหน้า กำแพงเมืองสูงตระหง่านทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงจอแจของผู้คนและเสียงล้อรถม้า ที่ดังเล็ดลอดออกมานั้น ดุจดั่งลมหายใจของมัน เยว์เอ๋อร์ยืนอยู่หน้าประตูเมือง กลืนน้ำลายที่แห้งผากลงคออย่างยากลำบากความยิ่งใหญ่อลังการของมันกดดันนางจนแทบหายใจไม่ออก หมู่บ้านไผ่ครึ้มของนางเมื่อเทียบกับที่นี่แล้วไม่ต่างอะไรกับธุลีดิน
นางกอดพิณไว้แน่นก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเมืองเข้าไป โลกใบใหม่พลันถาโถมเข้าใส่ ประสาทััของนางอย่างรุนแรง!
กลิ่นเครื่องเทศหอมกรุ่นปะปนกับกลิ่นสุราหมักและกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คน เสียงพ่อค้าะโเรียกลูกค้าแข่งกับเสียงฝีเท้านับพันนับหมื่นที่ขวักไขว่ไปมา แสงสีจากโคมไฟประดับและอาภรณ์หลากสีสันของผู้คนแทบจะทำให้ตาพร่ามัว เด็กสาวบ้านป่าอย่างนางยืนงงงันอยู่กลางฝูงชนราวกับต้นกล้าอ่อนที่หลงมาอยู่กลางป่าหิน
[ระบบกำลังวิเคราะห์: เมืองหลัวเฟิงมีประชากรประมาณสามแสนคน เป็ศูนย์กลางการค้าทางทิศตะวันออกของแคว้นต้าเว่ย โอกาสในการสร้างรายได้สูง แต่การแข่งขันก็สูงตามไปด้วย]
"ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ไม่ช่วยอะไรเลย" เยว์เอ๋อร์พึมพำกับระบบในใจ นางต้องหาทำเลเพื่อเปิดการแสดง ที่ใดก็ตามที่มีคนสัญจรหนาแน่น ที่นั่นย่อมมีโอกาส
นางเดินสำรวจอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่อาคารสามชั้นอันโอ่อ่าสง่า งามแห่งหนึ่ง ที่หน้าประตูมีป้ายสลักอักษรวิจิตรตระการตาว่า สำนักดนตรีไป๋ฮวา (ร้อยบุปผา) ที่นี่คือศูนย์รวมของเหล่าศิลปินและผู้มีอันจะกินในเมืองหลัวเฟิง เสียงดนตรีที่เล็ดลอดออกมานั้นไพเราะจับใจแต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความสูงศักดิ์ที่คนธรรมดายากจะเอื้อมถึง
เยว์เอ๋อร์มองพื้นที่ลานหินอ่อนหน้าประตูทางเข้า ที่นั่นคือ อาณาเขตทองคำ อย่างไม่ต้องสงสัย ผู้คนที่เดินเข้าออกล้วนแต่งกายด้วยผ้าไหมชั้นดี หากนางสามารถบรรเลงเพลงสะกดคนเหล่านี้ได้แม้เพียงครึ่งเค่อ เงินหนึ่งร้อยตำลึงก็อาจจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
นางสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ปูผ้าผืนเล็กๆ ที่ติดตัวมาลงบนพื้น วางกล่องไม้เก่าๆ ไว้เบื้องหน้า สำหรับรับรางวัล ก่อนจะวางพิณกู่ฉินลงบนตักอย่าง นอบน้อม
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา เริ่มชะลอฝีเท้าบ้างมองด้วยความสงสัย บ้างก็มองด้วยความสนใจ ใคร่รู้ในความแปลกใหม่นี้ แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของนางจะได้ัักับสายพิณ เสียงแหลมสูงราวกับกรงเล็บแมวข่วนแผ่นกระดานไม้ ก็ดังขึ้นจากประตูของสำนัก ดนตรี
"ดูเหมือนจะมีแมลงหวี่แมลงวันหลงเข้ามาสร้างความรำคาญถึงหน้าประตูสำนัก ไป๋ฮวาของข้าเสียแล้ว!"
เยว์เอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองต้นกำเนิดของเสียงนั้น คือสตรีผู้หนึ่งที่ยืนโดดเด่นอยู่หน้า ประตูสำนักดนตรี กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงที่อบอวลจนแทบจะฉุนนำมาก่อนตัวนาง นางอยู่ในชุดผ้าไหมสีชมพูสดปักลายดอกโบตั๋นดอกใหญ่จนดูอวดโอ้ บนศีรษะประดับด้วยปิ่นทองรูปหงส์ระย้าจนดูหนักอึ้ง ท่วงท่าของนางตั้งตรงราวกับ กระดาน คอเชิดสูง... มิใช่ท่วงท่าที่สง่างาม แต่เป็ท่วงท่าที่ท้าทายทุกคนที่กล้าสบตา ใบหน้าของนางคือหน้ากากกระเบื้องเคลือบที่ลงแป้งจนขาวผ่องสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่อาจซ่อนเร้นประกายตาอันแข็งกร้าวและไร้ซึ่งความอดทนที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
ข้างกายนางมีบ่าวรับใช้ชายหญิงยืนคุมเชิงอยู่สองสามคน และในมือนาง... คือพิณผีผาชั้นเลิศที่ทำจากไม้จันทน์หอมสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง แต่นางไม่ได้ประคองมันไว้ด้วยความทะนุถนอมดั่งเครื่องดนตรีคู่ใจ แต่ถือมันไว้ในลักษณะคล้ายกับคทาแห่งอำนาจ...สัญลักษณ์แห่งการอาณา เขตแห่งนี้
เสียงซุบซิบดังขึ้นจากฝูงชนที่เริ่มมุงดู "นั่นคุณหนูโหรวหลันนี่นา!" "นางมาแล้ว... เห็นว่าวันนี้คุณชายจากจวนผู้ว่าฯ ก็จะมาฟังนางบรรเลงด้วย" "เด็กสาวคนนั้นช่างโชคร้ายนัก ไม่รู้หรือไรว่าคุณหนูโหรวหลันหวงอาณาเขตหน้า สำนักนี้ยิ่งกว่าชีวิตของตนเองเสียอีก!"
สายลมกระซิบถึงบารมีของผู้หนุนหลังนาง เยว์เอ๋อร์พลันเข้าใจในทันที... นี่... ไม่ใช่เื่ของดนตรี
โหรวหลันผู้นี้ไม่ได้เป็เพียงนักดนตรีธรรมดาพร์ของนางอาจไม่ได้อยู่ที่ความลึกซึ้งของบทเพลง แต่อยู่ที่ความแม่นยำไร้ที่ติราวกับเครื่องจักร... ทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างไม่สิ้นสุดและไร้ซึ่งความสุขเพื่อเอาใจผู้อุปถัมภ์ทรงอำนาจ พลังที่แท้จริงของนาง... อยู่ในเครือข่ายเส้นสายที่ถักทออยู่เื้ันางต่างหาก!
สำนักดนตรีไป๋ฮวาแห่งนี้... จึงมิใช่สถานแห่งเสียงดนตรีอีกต่อไป แต่มันคือราชสำนักส่วนตัวของนาง...และนางคือราชินีผู้เหี้ยมโหดที่ครองบัลลังก์อยู่ที่นี่ ใครก็ตามที่เข้ามาในสายตาโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็เปรียบเสมือนมดปลวกที่บังอาจคลานขึ้นมาบนโต๊ะเสวยของนาง... สมควรถูกบดขยี้ให้สิ้นซาก
"ที่ตรงนี้คือที่ของข้า... คุณหนูโหรวหลันแห่งสำนักดนตรีไป๋ฮวา!" นางประกาศกร้าวราวกับเป็เ้าของแผ่นดิน "เ้าคิดว่าเสียงดนตรีอันโหยหวนกับสภาพซอมซ่อของเ้าจะคู่ควรกับแขกผู้สูงศักดิ์ ของข้ารึ? แค่เ้าหายใจอยู่ตรงนี้ก็ถือเป็การดูิ่รสนิยมของท่านเ่าั้แล้ว! ไสหัวไปให้พ้น ก่อนที่ข้าจะให้คนมาโยนเ้าออกไปพร้อมกับเศษไม้ผุๆ นั่น!" นางชี้มาที่พิณกู่ฉินของเยว์เอ๋อร์ด้วยสายตาดูแคลน
ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าของเยว์เอ๋อร์ นางกำหมัดแน่น แต่ก็ยังพยายามข่มใจพูดด้วยเหตุผล "ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาล ข้าเพียง้าพื้นที่เล็กๆ เพื่อบรรเลงดนตรีแลกเศษเงินประทังชีวิต เหตุใดท่านต้อง..."
"บรรเลงดนตรีแลกเศษเงินประทังชีวิตรึ?" โหรวหลันหัวเราะเยาะเสียงดัง "นั่นมันปัญหาของเ้าไม่ใช่ของข้า! การมีอยู่ของเ้ามันรบกวนสมาธิและทำลาย บรรยากาศอันสูงส่งของแขกข้า! หรือเ้าคิดว่าเสียงพิณเยี่ยงขอทานของเ้าจะไพเราะ กว่าเสียงผีผาหงส์เพลิงของข้าได้?" คำพูดของนางไม่ได้เป็เพียงการดูถูกแต่เป็การประกาศาทางชนชั้นอย่างชัด เจน เยว์เอ๋อร์รู้ดีว่าวันนี้... ไม่ว่าฝีมือของนางจะดีเพียงใด ก็ไม่มีทางสู้ "อำนาจ" ที่มองไม่เห็นซึ่งหนุนหลังสตรีผู้นี้อยู่ได้เลย
พูดจบนางก็พยักพเยิดให้บ่าวชายร่างกำยำคนหนึ่ง บ่าวผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหาเยว์เอ๋อร์ ด้วยท่าทีคุกคามหมายจะเก็บข้าวของของนาง โยนทิ้ง
"อย่า!" เยว์เอ๋อร์ร้องลั่น พยายามจะปกป้องพิณของนางไว้แต่เรี่ยวแรงของเด็กสาวหรือ จะสู้แรงชายฉกรรจ์ได้ นางถูกผลักจนเซถลาล้มลงกับพื้น
กึก!
บางสิ่งบางอย่างหลุดออกมาจากอกเสื้อของนางตอนที่ล้ม มันคือจี้หยกรูปครึ่งัที่ บิดาเคยให้ไว้ก่อนไปออกรบ สิ่งเดียวที่เป็ของดูต่างหน้า มันกลิ้งไปหยุดอยู่ใกล้ๆ เท้าของบ่าวผู้นั้น
เยว์เอ๋อร์รีบคลานเข้าไปจะเก็บ แต่บ่าวคนนั้นกลับใช้เท้าเหยียบมันไว้!
"ของเล่นเด็กราคาไม่กี่อีแปะ ยังจะหวงอีก" มันพูดอย่างขบขัน
"ปล่อยนะ! นั่นเป็ของสำคัญของข้า!" เยว์เอ๋อร์ะโทั้งน้ำตา
โหรวหลันมองภาพนั้นด้วยความสมเพช "ไสหัวไปซะ แล้วข้าจะคืนเศษหยกนั่นให้!"
เยว์เอ๋อร์กัดริมฝีปากล่างจนห้อเื นางรู้ดีว่าหากใช้ อสุราร้อยอสูรคำรามที่นี่ เื่ราวจะบานปลายจนควบคุมไม่ได้แน่นางทำได้เพียงเก็บพิณขึ้นมาด้วยมืออันสั่น เทา ก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ในยกแรกนี้
เมื่อเห็นนางยอมล่าถอยบ่าวคนนั้นก็ยกเท้าออกแล้วเตะจี้หยกนั่นให้กลิ้งกลับมาหาเยว์ เอ๋อร์ราวกับเป็เศษขยะ ก่อนจะตามไปสมทบกับนายของตน
เยว์เอ๋อร์เก็บจี้หยกขึ้นมาแนบอกน้ำตาแห่งความอัปยศและความขุ่นแค้นไหลรินอาบ แก้มนางเดินจากมาอย่างเงียบๆ โดยไม่หันกลับไปมองท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงรางวัลที่ถูกโยนให้โหรวหลันอย่างเกรียวกราว
...
ท้องเริ่มร้องประท้วง เยว์เอ๋อร์ใช้เงินเศษที่เหลือติดตัวซื้อหมั่นโถวได้เพียงลูกเดียว นางนั่งกินอยู่ริมกำแพงในตรอกแคบๆ สายตาเหม่อลอย ความฝันที่จะหาเงินหนึ่งร้อยตำลึงดูจะไกลออกไปทุกที
นางหยิบจี้หยกครึ่งัขึ้นมาพิจารณา มันเป็หยกสีขาวขุ่นธรรมดา มีรอยสลักเป็รูปัเพียงครึ่งตัว ดูไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย เหตุใดนางจึงต้องหวงแหนมันถึงเพียงนี้? อาจเป็เพราะมันคือสายใยสุดท้ายที่เชื่อม โยงนางกับบิดาเอาไว้
"หรือว่า... เราควรจะลองเอามันไปจำนำดูก่อน?" ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา "อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินพอเป็ค่าที่พักสักคืนสองคืน"
นางตัดสินใจเดินหาร้านรับจำนำ จนไปพบกับโรงรับจำนำเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ชื่อ "ต้าฟู่" มันตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่โอ้อวดเหมือนร้านอื่นๆ เถ้าแก่เป็ชายชราผมขาวโพลน ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่หลังเคาน์เตอร์ เยว์เอ๋อร์วางจี้หยกลงบนโต๊ะอย่างประหม่า "ท่านเถ้าแก่... ไม่ทราบว่าของชิ้นนี้ พอจะจำนำได้สักเท่าไหร่หรือเ้าคะ?"
เถ้าแก่ชราเหลือบมองจี้หยกด้วยหางตาอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่แล้วแววตาที่เคยเนือยๆ ของเขาก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง เขารีบหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูอย่างละเอียด พลิกไปพลิกมาอยู่หลายรอบ คิ้วขาวของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน
"หยกขาวเนื้อธรรมดา... ฝีมือแกะสลักก็พื้นๆ ..." เขาพึมพำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเยว์เอ๋อร์ "ข้าให้เ้าได้... ห้าสิบอีแปะ"
เยว์เอ๋อร์ใจหายวาบ "หะ... ห้าสิบอีแปะหรือเ้าคะ? มัน... ไม่ได้มากกว่านี้แล้วหรือ?"
"ของแบบนี้หาได้ถมไปตามแผงลอย จะเอาหรือไม่เอา?" เถ้าแก่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เยว์เอ๋อร์กลับสังเกตเห็นบางอย่าง... ปลายนิ้วของชายชราที่จับจี้หยกอยู่นั้น... มันสั่นเทาเล็กน้อย!
[ระบบกำลังวิเคราะห์พฤติกรรม: อัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมายเพิ่มขึ้น 15% รูม่านตาขยายออก 5% มีความเป็ไปได้ 87.4% ว่าเป้าหมายกำลังปกปิดมูลค่าที่แท้จริงของวัตถุ]
เยว์เอ๋อร์ชะงักไปทันที นางมองหน้าเถ้าแก่อีกครั้ง แม้เขาจะตีหน้าเรียบ แต่แววตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นนั้นกลับมีความละโมบฉายออกมาวูบหนึ่ง!
"ข้าไม่จำนำแล้วเ้าค่ะ!" นางตัดสินใจฉับพลัน คว้าจี้หยกกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
เถ้าแก่มีสีหน้าใอย่างปิดไม่มิด "เดี๋ยวสิแม่นาง! ข้าให้หนึ่งร้อยอีแปะก็ได้! หนึ่งตำลึงเงินเลยเอ้า!"
แต่เยว์เอ๋อร์ไม่ฟังอีกต่อไปนางรีบวิ่งออกจากร้านทันทีคำพูดของเถ้าแก่ยิ่งทำให้มั่นใจ ว่าจี้หยกชิ้นนี้ต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่เป็แน่! นี่คือปมปริศนาแรกที่บิดาทิ้งไว้ให้นาง...
...
ค่ำคืนในเมืองหลัวเฟิงนั้นหนาวเหน็บกว่าในป่า เยว์เอ๋อร์ไร้ซึ่งที่ซุกหัวนอน นางเดินอย่างไร้จุดหมายไปตามถนนที่เริ่มร้างผู้คน จนกระทั่งไปถึงย่านโรงน้ำชาและสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง
นางเดินผ่านโรงน้ำชาที่ปิดร้างไปแล้วหลายแห่ง จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับโรงน้ำชาแห่งหนึ่งที่ยังคงจุดโคมไฟสว่างไสวอยู่ มันมีชื่อว่า "ศาลาเสียงกระซิบ" ตัวอาคารสร้างจากไม้หอมอย่างดี มีสวนสวยงามและสระบัวอยู่ด้านหน้า แต่ที่น่าประหลาดคือ... มันกลับเงียบเชียบวังเวง ด้วยความสงสัยและความเหนื่อยล้า นางจึงลองเดินเข้าไป ในศาลามีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งถอนหายใจอยู่เพียงลำพัง นางมีใบหน้าที่ดูใจดีแต่ก็แฝงไว้ด้วยความทุกข์ระทมอย่างเห็นได้ชัด
"ขออภัยที่รบกวนเ้าค่ะ..." เยว์เอ๋อร์เอ่ยขึ้นเบาๆ
สตรีผู้นั้นสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเยว์เอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจ "แม่นางน้อย... มีธุระอันใดรึ? ร้านข้า... ปิดให้บริการแล้ว"
"ข้า... ข้าเพียงแค่เห็นว่าที่นี่ยังมีไฟสว่างอยู่" เยว์เอ๋อร์พูดตะกุกตะกัก "ข้าเป็นักดนตรี...กำลังหางานทำพอจะมีที่ใดให้ข้าได้แสดงฝีมือแลกกับค่าที่พักและอาหารสักมื้อหรือไม่เ้าคะ?"
สตรีผู้นั้นมองพิณในอ้อมแขนของเยว์เอ๋อร์ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้งยาวกว่า เดิม "นักดนตรีรึ... ศาลาแห่งนี้เคยเป็ที่รวมตัวของเหล่าศิลปินผู้เลื่องชื่อ แต่ตอนนี้... กลับไม่มีใครกล้ามาเหยียบอีกแล้ว"
"เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นเ้าคะ?"
"เ้าคงไม่ใช่คนของที่นี่สินะ" สตรีนางนั้นเชื้อเชิญให้เยว์เอ๋อร์นั่งลง ก่อนจะรินชาอุ่นๆ ให้ "ข้าชื่อเหมยฮัว เป็เ้าของที่นี่... เื่มันยาว แต่ข้าจะเล่าให้ฟังย่อๆ ก็แล้วกัน"
นางถอนหายใจยาว แววตาหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด "ศาลาเสียงกระซิบแห่งนี้... อยู่รอดได้ก็ด้วยบารมีของตระกูลจินซึ่งเป็มหาคหบดีผู้กุมอำนาจการค้าเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองหลัวเฟิง" นางหยุดไปครู่หนึ่งราวกับกำลังนึกถึงวันวานอันรุ่งเรือง ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความรวดร้าว
"แต่์ช่างเล่นตลก... เมื่อไม่กี่เดือนก่อน คุณชายจินซือเหวิน บุตรชายหัวแก้วหัว แหวนเพียงคนเดียวของตระกูล ก็ล้มป่วยด้วยอาการอันพิสดาร โสตประสาทของเขาเปราะบางอย่างยิ่งยวด เสียงใดก็ตามที่ดังเกินเสียงกระซิบ จะสร้างความเ็ปให้เขาราวกับถูกมีดนับพันเล่มกรีดเฉือนไปทั่วร่าง ทุรนทุรายแทบขาดใจ... ด้วยเหตุนี้ ศาลาที่เคยครื้นเครงด้วยเสียงดนตรี จึงถูกบีบให้ต้องอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า... "
"แต่คุณชายรักในเสียงดนตรีเป็ชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเสียงขลุ่ย... เมื่อก่อนเคยมีนักดนตรีพเนจรผู้หนึ่ง นามว่าเฉินเฟิง... เสียงขลุ่ยของเขาเป็เพียงเสียงเดียวที่คุณชายสามารถทนฟังได้ และยังช่วยให้อาการของเขาทุเลาลงอีกด้วย แต่เมื่อไม่นานจู่ๆ เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย... และอาการของคุณชายจินซือเหวินก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆ ั้แ่นั้นเป็ต้นมา คุณชายก็ไม่ยอมให้ใครเล่นดนตรีให้ฟังอีกเลย ศาลาของข้าจึงต้องตกอยู่ในสภาพ เช่นนี้ เมื่อไม่มีเสียงดนตรี ก็ไม่มีใครอยากจะเข้ามาอีก"
เยว์เอ๋อร์เบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อ "เฉินเฟิง" หรือว่าจะเป็คนเดียวกันกับที่นางเจอในป่า? โลกนี้มันจะบังเอิญเกินไปแล้ว!
"แล้ว... อาการของคุณชายเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?"
ป้าเหมยส่ายหน้า น้ำตาคลอหน่วย"มีแต่จะทรุดลง...หมอเทวดาจากที่ไหนก็รักษาไม่ได้ ท่านนายใหญ่จินกลุ้มใจจนผมขาวไปครึ่งศีรษะแล้ว...ข้าเองก็กำลังจะหมดหนทางเช่นกัน"
เยว์เอ๋อร์มองไปรอบๆ ศาลาที่งดงามแต่กลับอ้างว้าง พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจ พลังของระบบ...มันสามารถเยียวยามารดาของนางได้ แล้วมันจะสามารถช่วยคุณชาย ผู้นี้ได้หรือไม่?
นางตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต!
"ท่านป้าเหมย... ข้า... ข้าอยากจะลองดูเ้าค่ะ"
ป้าเหมยเลิกคิ้วขึ้นสูง แววตาฉายแววไม่เข้าใจ "ลอง? ลองอะไร?"
"ลองบรรเลงพิณให้คุณชายของท่านฟัง" เยว์เอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว "พิณของข้า... อาจจะแตกต่างจากพิณของคนอื่น"
คำพูดนั้นทำให้ป้าเหมยถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น "แตกต่างรึ? แม่หนู... เ้าไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมามีนักดนตรีชื่อดังระดับปรมาจารย์กี่คนที่พูดเช่นนี้ ทุกคนต่างมั่นใจในฝีมือของตนเอง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกันหมด... คือเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปของคุณชายจิน และความพิโรธของนายท่านใหญ่ที่เกือบจะทำให้พวกเขาไม่ได้เดินออกจากเมืองหลัวเฟิงไปทั้งเป็!"
นางมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความลังเลใจอย่างรุนแรง นางดูบอบบาง ยากจน และอายุน้อยเหลือเกิน แต่ในแววตานั้นกลับมีความมั่นใจบางอย่างที่ทั้งน่าเชื่อถือและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน มันคือความมั่นใจของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย...
"แต่ถ้าหาก...ถ้าหากเสียงพิณของเ้าทำให้อาการของคุณชายกำเริบขึ้นมาอีกครั้งเล่า?" ป้าเหมยกล่าวเสียงเครียด "โทษทัณฑ์นั้น... มันไม่ได้ตกอยู่ที่เ้าเพียงคนเดียว! แต่ข้า... ผู้ซึ่งเป็คนนำ 'ยาพิษ' เข้าไปให้คุณชายถึงที่... ก็จะต้องถูกลากไปรับโทษด้วย! ศาลาเสียงกระซิบแห่งนี้... ชีวิตทั้งชีวิตของข้า... จะต้องพังพินาศลงในพริบตา! เ้า... จะให้ข้าเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามีไปเดิมพันกับ 'ความแตกต่าง' ของเ้าอย่างนั้นรึ?"
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเยว์เอ๋อร์ ความขัดแย้งฉายชัดอยู่ในแววตาของนาง ด้านหนึ่งคือความกลัว... กลัวที่จะต้องสูญสิ้นทุกอย่าง... แต่อีกด้านหนึ่ง... ก็คือความสิ้นหวัง...หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปศาลาของนางก็ไม่ต่างอะไรกับสุสานที่มีลมหายใจ รอวันที่จะถูกทอดทิ้งและปิดตายไปอย่างช้าๆ ...
การเดิมพันครั้งนี้... มันอาจจะนำมาซึ่งความพินาศ... หรืออาจจะเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่์หย่อนลงมาให้...
"หากเป็เช่นนั้น ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์ทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว!" เยว์เอ๋อร์ประกาศกร้าว "แต่หากเสียงพิณของข้าสามารถช่วยเขาได้... ข้าขอเพียงที่พัก อาหารและ...โอกาสที่จะได้แสดงฝีมือในศาลาแห่งนี้ต่อไป...ท่านจะให้โอกาสข้าได้ หรือไม่?"
ป้าเหมยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเยว์เอ๋อร์ นางเห็นความสิ้นหวังที่คล้ายคลึงกับของ ตนเอง แต่ก็เห็นแสงแห่งความหวังที่ริบหรี่อยู่เช่นกัน... บางที... บางที์อาจจะยังไม่ทอดทิ้งนางก็เป็ได้
"ก็ได้... ข้าจะให้โอกาสเ้า" ป้าเหมยตัดสินใจในที่สุด "พรุ่งนี้เช้า...ข้าจะพาเ้าไปที่คฤหาสน์ตระกูลจิน... แต่จงจำไว้ให้ดีนะแม่หนู... นี่ไม่ใช่การแสดงดนตรีธรรมดา... แต่มันคือการเดิมพันด้วยชีวิตของเ้า!"
เยว์เอ๋อร์พยักหน้ารับคำ หัวใจของนางเต้นระรัวทั้งจากความกลัวและความตื่นเต้น คืนนี้นางมีที่ซุกหัวนอนแล้ว แต่พรุ่งนี้...นางจะต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบที่ใหญ่ หลวงที่สุด... ที่ซึ่งเสียงพิณของนางจะเป็ตัวตัดสินระหว่างความเป็กับความตาย