“ไม่ผ่าน! คนต่อไป!”
น้ำเสียงเรียบเฉยดังจากปากศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ ชายหนุ่มที่ยืนเบื้องหน้าก็เผยสีหน้าผิดหวังพร้อมกับถอนมือขวาออกจาก‘อุปกรณ์ทดสอบ’ที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากนั้นจึงเดินไร้เรี่ยวแรงกลับไป แล้วผู้ที่ยืนต่อแถวก็เข้ามาแทนที่ มันใช้สีหน้าตื่นเต้นตึงเครียดมองดูศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แสดงท่าทางเป็ตัวอย่างว่าให้ยื่นมือขวาวางบนอุปกรณ์ทดสอบอย่างไร
ชายผู้นี้เป็ผู้ฝึกปรือิญญาด่านนวกะิญญาระดับปลาย หลังจากวางมือลงไปก็ส่งพลังิญญาทั้งหมดผ่านมือขวาเข้าไปที่กล่องสี่เหลี่ยมสีดำ ผลึกหินสีแดงด้านซ้ายก็เรืองแสงขึ้น ขณะที่มันเผยสีหน้ายินดีผลึกก็สว่างขึ้นทีละน้อย
แต่ว่าเพียงไม่ถึงอึดใจ ผลึกหินสีแดงที่สว่างขึ้นอีกเล็กน้อยก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอีก มันจึงเร่งเร้าพลังิญญาส่งเข้าไปเพิ่ม
“ไม่ผ่าน!”
ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ที่เบื้องหน้ามองดูผลึกหินก่อนจะกล่าวออกมา
“ไม่ผ่าน”
“ไม่ผ่าน”
“ไม่ผ่าน!”
“……”
พร้อมกันนั้นโต๊ะทดสอบอื่นก็มีสองคำนี้ดังขึ้นติดต่อกัน ขณะเดียวกันแต่ละโต๊ะก็มีคนที่แสดงสีหน้าคาดหวังก้าวเท้าไปด้านหน้า พร้อมกับที่มีคนสีหน้าผิดหวังก้าวเท้าเดินจากไป...
“เกินไปแล้ว นี่ก็ร่วมร้อยคนแล้วแต่ยังไม่มีผู้ผ่านการทดสอบแม้แต่คนเดียว!” ผู้ที่ต่อแถวด้านหลังบ่นพึมพำออกมาแ่เบา
“ถูกต้อง! ไม่ทราบว่าอุปกรณ์ทดสอบนี้ได้มาตรฐานหรือไม่! ข้าเห็นชัดเจนว่ามีผลึกบางก้อนที่เรืองแสงขึ้นมา แล้วไฉนจึงยังไม่ผ่าน?”
“เฮอะ! ช่างโง่เขลา ผลึกหินที่เรืองแสงขึ้นก็แสดงว่ามีความสอดคล้องกับธาตุไฟ แต่ที่สว่างน้อยไปก็บอกถึงความสอดคล้องที่ไม่มากพอ ยังไม่ถึงมาตรฐานของสำนักช่างประดิษฐ์”
“แล้วต้องสว่างเพียงใดจึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์?”
“ผู้ใดจะทราบได้ ถึงยามนี้ก็ยังไม่มีผู้ผ่านแม้แต่คนเดียว...”
“……”
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ก็พลันมีเสียงที่ต่างจากก่อนหน้านี้ดังมาจากโต๊ะทดสอบด้านขวา
“ผ่าน พร์ระดับกลาง!”
อุปกรณ์ทดสอบที่สามทางด้านขวาของแถวหน้า ยืนไว้ด้วยชายหนุ่มหน้าแดงฉาน แต่คล้ายกับว่ามันตื่นเต้นจนลืมว่าต้องทำอะไร มือขวาจึงวางค้างไว้โดยไม่ได้ดึงกลับ ผลึกหินสีแดงบนอุปกรณ์สว่างจ้า คนผู้นี้ก็คือผู้ที่ยามอยู่ด้านนอกโต้เถียงกับหลี่เจี้ยนหนาน นามว่า ลู่เหรินปิ่ง
“ข้า... ผ่านแล้ว?!” ลู่เหรินปิ่งถอนมือที่แข็งทื่อกลับไป มันแทบไม่กล้าเชื่อถือต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเอ่ยปากถามต่อศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ตรงหน้า
ศิษย์ผู้นั้นจึงยิ้มและพยักหน้า “ไม่เลว เ้าผ่านแล้ว แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจไป นี่เป็เพียงการทดสอบขั้นแรกเท่านั้น เ้าไปรอที่ด้านนั้นก่อน...”
เห็นลู่เหรินปิ่งติดตามศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ผู้หนึ่งไปยังพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งเพื่อรอคอย ผู้คนโดยรอบต่างก็แสดงท่าทีริษยาออกมา
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเ้าเด็กน้อยนั้นจะผ่าน!”
“ไม่จริงกระมัง ผลึกหินสว่างถึงเพียงนั้นแต่กลับแค่‘พร์ระดับกลาง’?! ที่แท้แล้วมาตรฐานของสำนักช่างประดิษฐ์สูงถึงเพียงใดกันแน่!”
“เหลวไหล เ้าคิดหรือว่าหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแผ่นดินอย่างสำนักช่างประดิษฐ์จะเข้าเป็ศิษย์ได้โดยง่ายหรือ? สำนักช่างประดิษฐ์ยังนับว่าง่ายแล้ว ได้ยินมาว่าการทดสอบเข้าสำนักวายุอัสนีมีถึงสิบกว่าด่าน หนึ่งในนั้นคือ ให้ศิษย์ใช้พลังธาตุอัสนีจู่โจมใส่ หากใครสามารถยืนหยัดได้ก็ถือว่าผ่าน...”
“……”
“ผ่าน! พร์ระดับสูง!”
จุดทดสอบที่ด้านซ้ายก็มีผู้ผ่านการทดสอบอีก สายตาทุกคู่หันมองไปก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ดูจากการแต่งกายแล้วคาดว่าจะมาจากในป่าเขา มันใช้สายตาเหม่อลอยจ้องมองผลึกหินสีแดงที่สว่างเจิดจ้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “อา... ข้าผ่านแล้ว?”
ศิษย์ที่ทำการทดสอบยิ้มพลางพยักหน้า “พร์เ้าไม่เลว การจะเข้าเป็ศิษย์สายนอกคงไม่มีปัญหา แต่จะสามารถเข้าเป็ศิษย์สายในได้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูพร์การหลอมประดิษฐ์ของเ้าแล้ว ไปรอที่ด้านนั้นก่อน”
ภายใต้สายตาริษยาของผู้คนโดยรอบ เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อก็ถูกนำทางไปยังจุดพักคอย
“เฮอะ! เ้าบ้านนอกที่ไม่ได้เป็แม้แต่ผู้ฝึกปรือิญญา กลับกลายเป็ผู้มีพร์ระดับสูงไปได้!” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังต่อแถวอยู่บ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ
……
“มีอะไรผิดพลาดไปหรือไม่?! เ้าบอกว่าข้าไม่มีพร์ธาตุไฟ?! ข้าหลี่เจี้ยนหนานเป็ถึงผู้เยาว์อันโดดเด่นในเมืองชุนฉางแห่งมณฑลเหลียนเยว่! บรรลุถึงด่านวีรชนิญญาระดับกลาง! เดินทางมานับพันลี้เพื่อเข้าสำนัก แต่เ้ากลับบอกว่าข้าไม่ผ่านแม้กระทั่งการทดสอบพร์ธาตุไฟ?!”
ยามนั้นเอง จุดทดสอบที่เจ็ดทางด้านขวาก็มีเสียงดังแว่วมา ผู้คนมองตามไปที่ต้นเสียงก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังดึงแขนกลับด้วยความไม่พอใจ ผลึกหินที่เดิมเพียงเรืองแสงแ่จางก็ดับวูบลง มันเอ่ยปากตำหนิศิษย์ที่ทดสอบตนเองด้วยน้ำเสียงขุ่นข้องกังขา
ศิษย์ผู้นั้นขมวดคิ้ว แต่ยังคงกล่าวด้วยสีหน้ายังคงเรียบเฉย “เมืองชุนฉางข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ชื่อเ้าข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ผลการทดสอบก็ชัดเจน เชิญเ้ากลับไปในบัดดล อย่าทำให้คนด้านหลังต้องเสียเวลา!”
“เ้า... เพ้อเจ้อเหลวไหล! ข้าจะไม่มีพร์ธาตุไฟได้อย่างไร?! ข้า...” หลี่เจี้ยนหนานโต้เถียงด้วยใบหน้าแดงก่ำ แต่จู่ๆร่างมันก็สั่นสะท้านด้วยสายตาของซ่งหลินที่ส่งมาแต่ไกล อารมณ์อันพลุ่งพล่านจึงค่อยสงบลง แต่เมื่อขึ้นแล้วก็หาทางลงลำบาก มันจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม “ข้าได้รับการทดสอบจากยอดฝีมือมาแล้ว เขาบอกว่าข้ามีพร์ธาตุไฟไม่น้อย...”
“ที่เ้าบอกว่า‘ยอดฝีมือ’นั้น จะทดสอบแม่นยำกว่าสำนักข้าอีกหรือ?” ศิษย์ที่อยู่ตรงหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “พร์การฝึกปรือของเ้านับว่าไม่เลว แต่พร์ธาตุไฟกลับต่ำต้อยจนน่าสมเพช ข้าว่าเ้ากลับบ้านไปตั้งใจฝึกปรือใหม่จะดีกว่า ไม่แน่คุณสมบัติด้านอื่นอาจจะพัฒนาขึ้นได้ หากยังดึงดันไม่เลิกรา อย่าได้โทษว่าหากพวกข้าเชิญเ้าออกไป!”
ชายวัยกลางคนซึ่งเป็ภูติญญาระดับกลางที่ด้านข้างรีบเดินเข้าหาหลี่เจี้ยนหนานพร้อมกับกระซิบบอก “นายน้อย พวกเรา ไปกันเถอะ หากตอแยคนสํานักช่างประดิษฐ์มีโทสะขึ้นมาเราจะลําบากได้...”
มันแตกต่างจากผู้ที่ถูกประคบประหงมจนเสียคนเช่นหลี่เจี้ยนหนาน ที่หลังจากได้ฝึกปรือฝีมือมาบ้างก็ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาจนตอแยผู้คนไม่เลือกที่ มันััถึงสายตาของซ่งหลินที่ส่งมากดดันได้อย่างชัดเจน ทั้งยังทราบได้ทันทีว่าหากยังไม่ไปในบัดดล คงต้องไปด้วยการ‘เชิญ’ของอีกฝ่ายแล้ว
ยามมองดูใบหน้าอันเดือดดาลของหลี่เจี้ยนหนานที่กำลังก่นด่าขณะเดินจากไป สีหน้าของลู่เหรินปิ่งที่ผ่านการทดสอบแล้วก็ทอแววยินดีระคนเหยียดหยามออกมา
“คนต่อไป!”
สีหน้าของศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ยังคงเรียบเฉยขณะเอ่ยปากเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
……
การทดสอบเป็ไปด้วยความเป็ระเบียบและรวดเร็ว ผู้ที่ผิดหวังก็เดินออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ผ่านการทดสอบกลับมีน้อยจนถึงน้อยที่สุด
ยามนั้นเองทางด้านขวาของฝูงชน ห่างออกไปราวสองลี้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งก็มีเสียงแว่วดังขึ้น เป็น้ำเสียงนุ่มนวลไร้เดียงสากำลังร้องเพลงที่ไม่ทราบว่าเป็เพลงอะไร และเนื้อเพลงก็ช่างแปลกประหลาด
“ลาลาลาลา... เสี่ยวไป๋ไป๋*ขนเ้าช่างขาวเหลือเกิน เสี่ยวโหรวโหรว**เนื้อเ้าช่างนุ่มเหลือเกิน... เสี่ยวไป๋ไป๋เป็สหายกับเสี่ยวโหรวโหรว ทั้งคู่ล้วนเป็สหายกับต้ายต้าย***... เสี่ยวโหรวโหรวเอย...”
ที่บนต้นไม้ กิ่งหนึ่งที่กำลังสั่นไหวมีรองเท้าถักสีชมพูคู่เล็กๆห้อยลงมา ขณะร้อง‘เพลง’ก็แกว่งเท้าไปตามจังหวะ ที่แท้ก็เป็เด็กสาวไร้เดียงสานางหนึ่งกำลังนั่งบนกิ่งไม้มองลอดผ่านช่องระหว่างใบไม้ไปยังสถานที่ทดสอบซึ่งอยู่ห่างออกไป ใบหน้านางดูไร้เดียงสา และเพลงที่ร้องออกมาคงเป็เพลงที่นางแต่งขึ้นเองอย่างแน่นอน
เด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้า รูปร่างเล็ก สวมใส่เสื้อสีขาวที่ปักด้วยดอกไม้หลากสีสัน ที่เอวคาดกระเป๋าใบเล็กปักลายผีเสื้อสีสดใส แก้มชมพูอวบอ้วนบนใบหน้าเล็กๆนั้นมองไปคล้ายแก้มทารก ชวนให้ผู้คนอยากหยิกเล่น ปากเรียวเล็กแดงดังผลอิงเถา(เขอร์รี่) จมูกจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตสดใสดังไข่มุกราตรี ผมนางรวบเป็มวยมีหางเปียที่แกว่งไกวไปตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย มือเล็กๆทั้งสองข้างสวมถุงมือสีชมพูขนฟูฟ่องที่เปิดให้เห็นปลายนิ้วขาวเนียน
“เสี่ยวโหรวโหรวเอย เสี่ยวโหรวโหรว... ไฮ้? เสี่ยวโหรวโหรวเล่า?” ขณะที่เด็กสาวร้องเพลงอยู่นั้น จู่ๆก็ราวกับฉุกคิดถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้ นางหันซ้ายหันขวาก่อนจะเชิดปากขึ้น “เสี่ยวโหรวโหรวไม่อยู่แล้ว คิกคิก อยากเล่นซ่อนหากับข้าหรือ? ข้ารู้นะว่าเ้าซ่อนอยู่ที่ใด...”
เด็กสาวยิ้มพลางะโจากกิ่งไม้ที่สูงร่วมห้าหกวาลงสู่พื้น เท้านางััพื้นอย่างแ่เบาก่อนจะะโโลดเต้นเข้าไปในป่าทางด้านซ้าย จากนั้นก็มีเสียงเพลงแว่วดังออกมาตลอดทาง
……
อีกด้านหนึ่ง ไป๋หยุนเฟยกำลังต่อแถวที่อยู่ทางด้านข้าง มันรอคอยอยู่เนิ่นนานราวกับต่อแถวรับแจกอาหาร แถวขยับเคลื่อนไปทีละน้อย --- ไม่มีทางเลือก คนมาทดสอบมากเกินไปแล้ว ยามนี้ไป๋หยุนเฟยอยู่ที่ท้ายแถว เนื่องเพราะมัวแต่สังเกตการณ์อยู่จึงต้องมาอยู่ด้านหลังเช่นนี้
ยามนี้ใบหน้าไป๋หยุนเฟยฉายแววเบื้อหน่าย เบื้องหน้ามันเป็เด็กน้อยอายุราวสิบสองสิบสามกำลังชวนพูดคุยไม่หยุด...
-------------------------------------------------------
(*) เสี่ยวไป๋ไป๋ แปลว่า เ้าขาวน้อย
(**) เสี่ยวโหรวโหรว แปลว่า เ้าก้อนเนื้อน้อย
(***) ต้ายต้าย แปลว่า เด็กโง่ หรือ เด็กซื่อบื้อ
