ก้อนหินทั้งหมดถูกเทลงบนเรือ ไป๋เสียเหลือบมองแวบหนึ่งก็เอ่ยยินดี “โชคดีจริงๆ พวกนี้ล้วนเป็หินผนึก ไม่สิ ควรเรียกว่าหินผนึกในอดีตถึงจะถูก”
“หินผนึกงั้นหรือ”
“หินผนึกคือหินิญญาอย่างหนึ่ง ใช้ร่ายอาคมได้หลากหลายรูปแบบ”
เพื่อที่เซียนกระบี่หญิงจะผนึกัจำนวนมากในอดีต นางอาจใช้หินผนึกมากมายปูเป็วงเวทผนึกขนาดใหญ่เพื่อจับพวกมันทั้งหมด ปัจจุบันผนึกถูกทำลาย หินผนึกจึงหมดประโยชน์ แต่ก็ยังคงหลงเหลือพลังิญญาอยู่เล็กน้อย
สำหรับผู้ฝึกตนที่มีระดับสูง พลังิญญาเพียงน้อยนิดนี้ย่อมไม่เพียงพอ แต่สำหรับลู่เต้าที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกตน ถือเป็สิ่งล้ำค่า
“มาเถิด ข้าจะช่วยเ้าเลื่อนขั้นเป็ระดับกลาง!”
“จริงหรือ” ลู่เต้าดีใจเป็อย่างยิ่ง ร่างกายเปียกโชกพลันนั่งขัดสมาธิบนเรือลำเล็กทันที
เขาทำตามคำสั่งของไป๋เสีย กำหินผนึกไว้ในมือแน่น แล้วควบคุมจิตใจดึงพลังิญญาออกมาจากภายใน ในตอนแรกหินส่องแสงสว่าง แล้วกระแสความอบอุ่นก็แผ่ซ่านจากภายในหินมายังฝ่ามือ
เมื่อพลังิญญาในหินผนึกถูกดูดออกจนหมด แสงสว่างก็มืดมัวลง กลายเป็หินธรรมดาที่เห็นอยู่ทั่วตามข้างทาง
ลู่เต้าสามารถนำพลังิญญาเข้าไปเก็บไว้ในทะเลิญญาได้สำเร็จ ครั้งนี้ต้นไม้สืบทอดในร่างกายของเขาไม่ได้แย่งชิง แต่ปล่อยให้พลังิญญาไหลเข้าไปอย่างช้าๆ จนท้องป่องขึ้นมา
แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มทะเลิญญาได้ ดังนั้นลู่เต้าจึงกำหินผนึกอีกก้อนหนึ่งไว้ในมือ แล้วดูดพลังิญญาเข้าไปในร่างกายเช่นเดิม ทำซ้ำไปมา หินที่หม่นแสงลงกองรวมกันเป็ูเาเล็กๆ อยู่ข้างกายเขา
ในทะเลิญญาเต็มไปด้วยพลังิญญาจำนวนมาก ท้องของลู่เต้าตึงแน่น ท้องน้อยป่องขึ้นราวกับลูกโป่ง
เขากุมท้องแล้วร้องออกมาด้วยความเ็ป “ทรมานเหลือเกิน!”
“ฝืนหน่อย ดูดซับพลังิญญาจากหินผนึกก้อนสุดท้ายเข้าไป” ไป๋เสียให้กำลังใจ
“ไม่ไหวแล้ว! ไม่ไหวแล้ว!” ลู่เต้าโบกมือปฏิเสธทันที “หากมีพลังิญญาเข้าไปอีก ท้องข้าต้องะเิแน่!”
“ไม่ นี่คือ ‘กำแพงพลังิญญา’ มีเพียงทะลวงกำแพงนี้ได้ เ้าถึงจะเลื่อนระดับได้สำเร็จ” ไป๋เสียกล่าวต่อ “อย่าปล่อยให้ความเ็ปตรงหน้าจำกัดเ้า! ฝ่าฟันมันไปให้ได้!”
ตอนนี้เหลือเพียงหินผนึกก้อนสุดท้ายที่ทอแสงสว่างวาบที่สุด ลู่เต้ากัดฟันแน่น กดหินผนึกไว้ที่หน้าอกด้วยมือทั้งสองข้างด้วยสีหน้าเ็ป ราวกับกำลังสวดภาวนา
เขาควบคุมจิตใจอีกครั้ง หินิญญาส่องแสงแวบหนึ่ง กระแสความอบอุ่นไหลจากหินเข้าสู่ฝ่ามือ สุดท้ายก็ถูกนำเข้าไปในทะเลิญญาได้สำเร็จ
ท้องของเขายิ่งป่องขึ้นเพราะมีพลังิญญาไหลเข้า ดูเหมือนว่าเพียงแค่ใช้นิ้วจิ้มเบาๆ ก็จะแตกออก
เนื่องจากลู่เต้ากัดฟันแน่นกลั้นหายใจไว้ ร่างกายจึงเปียกโชก เสื้อผ้าของเขาจึงเริ่มมีควันสีขาวลอยออกมา ไม่นานนัก เหนือทะเลิญญาก็มีเสียงแตกดังขึ้น!
ทะเลิญญาของเขากำลังจะะเิ!
“มะ...ไม่ไหวแล้ว!” ลู่เต้าเหงื่อไหลเหมือนอาบน้ำ ทะเลิญญาทั้งหมดสั่นะเืและพังทลาย
สุดท้ายก็ได้ยินเสียงแตกใสกังวานราวกับเครื่องกระเบื้อง พลังอันบ้าคลั่งะเิออกมาภายในร่างลู่เต้า
ลู่เต้าที่นั่งขัดสมาธิบนเรือลำเล็กเบิกตากว้าง กลิ่นอายแข็งแกร่งแผ่ออกมาจากร่าง! บนผืนน้ำทะเลสาบัทมิฬที่ราบเรียบราวกับกระจก มีระลอกคลื่นแผ่ออกมาเป็วงกลมโดยมีเรือลำเล็กของลู่เต้าเป็ศูนย์กลาง
พลังิญญาหลั่งไหลออกมาราวกับเกลียวคลื่น ซัดสาดกล้ามเนื้อ เส้นลมปราณ และกระดูก ลู่เต้ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทุกครั้งที่ร่างกายถูกซัดสาดก็จะแข็งแกร่งขึ้น
กระดูกทุกชิ้น เนื้อทุกส่วนต่างก็เปลี่ยนแปลงไป ค่อยๆ เต็มไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง
ในที่สุดพลังิญญาทั้งหมดก็ไหลกลับเข้าไปในทะเลิญญา เหลือเพียงพลังที่คงอยู่และไม่เลือนหายไปไหน
“นี่...” ลู่เต้ามองมือตัวเองด้วยความตกตะลึง มีพลังไหลออกมาจากร่างกายไม่หยุด ทำให้รู้สึกโล่งสบายยิ่งนัก!
“ยินดีด้วยเ้าหนู” ไป๋เสียกล่าว “เ้าทะลวงกำแพงพลังิญญาจนไปถึงระดับกลางสำเร็จแล้ว”
ลู่เต้ารีบตรวจสอบทะเลิญญาภายใน เมื่อเห็นว่าไม่ได้ะเิจริงๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากำมือแน่นพลางกล่าว “ข้าคิดว่าท้องข้าะเิแล้วเสียอีก”
“นั่นเป็เพียงภาพลวงตาที่กำแพงพลังิญญาสร้างขึ้น หากเ้ากลัวว่าท้องจะะเิ เ้าก็ไม่อาจทะลวงได้ตลอดไป” ไป๋เสียอธิบายต่อ “ทุกครั้งที่เลื่อนระดับ ต้องทะลวงกำแพงพลังิญญา และแต่ละครั้งก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ”
ลู่เต้ารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะการเลื่อนระดับ เขาถือโอกาสนี้ใช้เคล็ดวิชากรงเล็บพิษ ข้อนิ้วทั้งสิบพลันถูกปกคลุมไปด้วยพลังลมปราณสีดำที่แฝงไปด้วยพิษ
หลังจากคลายพลัง และใช้เคล็ดวิชาอีกครั้งก็ได้ผลเช่นเดิม ลู่เต้ามั่นใจว่าหลังจากเลื่อนเป็ระดับกลางแล้ว เขาสามารถควบคุมเคล็ดวิชากรงเล็บพิษได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องเสียเวลาร่ายอีกต่อไป
ลู่เต้าเงยหน้าขึ้นมองนภา สุริยาสีแดงฉานราวโลหิต ปรากฏว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วโดยที่เขาไม่ทันได้ไม่รู้ตัว
“กลับกันเถอะ!” ลู่เต้าหัวเราะเสียงดัง แล้วพายเรือกลับเข้าฝั่ง
เมื่อเขากลับมาถึงฝั่ง กระบี่อสูรก็ดูดซับพลังงานด้านลบทั้งหมดบนทะเลสาบัทมิฬจนหมดแล้ว ถึงแม้าแบนตัวมันจะยังคงอยู่ แต่พู่ห้อยกระบี่ก็แกว่งไปมาไม่หยุด สภาพจิตใจของมันคงดีขึ้นกว่าเดิมมาก
หลังจากห่อกระบี่อสูรด้วยผ้าชุบน้ำมันอย่างระมัดระวังแล้ว ลู่เต้าก็สะพายมันไว้ด้านหลัง แล้วเดินไปทางเมืองัทมิฬ
ณ ราตรีนั้น ขณะที่ลู่เต้ากำลังรับประทานอาหารกับหงฝู ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของหงฮวา ลู่เต้าจึงเอ่ยถาม “ทำไมวันนี้ไม่เห็นอาฮวาอีกแล้ว”
หงฝูผู้เป็พี่ชายย่อมเข้าใจความรู้สึกของน้องสาว แต่ในเวลานี้ทำได้เพียงแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ เขาไหวไหล่อย่างจนใจ “นางบอกว่าไม่หิว”
หงฮวายังคงนอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าหดหู่ ด้านนอกประตูมีเสียงเคาะประตูหลายครั้ง สาวใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็กังวล “คุณหนู...ท่านไม่ได้ทานอะไรมาสองวันแล้ว แบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพนะเ้าคะ”
“ข้าไม่หิว พวกเ้าออกไปเถอะ” หงฮวายกแขนปิดตา แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“เช่นนั้น...หากคุณหนูอยากทานอะไร ก็สั่งข้าได้เลยนะเ้าคะ” สาวใช้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยออกไป
หงฮวารู้สึกไม่สบายใจั้แ่รู้ว่าลู่เต้าจะจากไป ถึงแม้จะได้รับคุณสมบัติพ่อครัวิญญาที่ใฝ่ฝันมานาน แต่นางกลับไม่มีความสุขเลยสักนิด ทำอะไรก็ไร้เรี่ยวแรง เอาแต่นอนขดตัวห่มผ้าคลุมโปงอยู่บนเตียง
ขณะที่กำลังสิ้นหวังนั้น เสียงประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง หงฮวายังไม่ทันได้ปฏิเสธ อีกฝ่ายก็เอ่ยถามก่อน “อาฮวา เ้าหลับหรือยัง”
เป็เสียงของลู่เต้า
หงฮวารีบปิดปากแสร้งทำเป็ว่าหลับไปแล้ว ลู่เต้าเห็นว่าไม่มีเสียงตอบรับก็เอ่ยต่อ “พรุ่งนี้ข้าจะจากไปแล้ว เ้าดูแลตัวเองด้วยเล่า”
หลังจากลู่เต้าพูดจบ หงฮวาก็มองเงาของเขาจากไปตามทางเดิน
หลังจากเขาจากไป หงฮวาก็เหมือนตัดสินใจได้ ลุกขึ้นนั่งมองลูกกวาดบำรุงผิวพรรณสามเม็ดบนโต๊ะด้วยแววตามุ่งมั่น
รุ่งเช้าวันต่อมา
หงฝูนำบ่าวไพร่กว่าสิบคนมาส่งลู่เต้าที่ทางเข้าเมืองัทมิฬด้วยบรรยากาศอันคึกคัก เขากุมมือลู่เต้าไว้แน่น น้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง “ท่านผู้มีพระคุณ บุญคุณของท่าน...ข้า...ข้าจะจดจำไว้ตลอดไป!”
ลู่เต้าพยายามจะดึงมือกลับ แต่ก็ไม่สำเร็จ “ใจเย็นๆ ก่อน!”
ในขณะที่เขากำลังหาทางสลัดหงฝูที่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาน้ำมูก ผู้คนบนถนนก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้น
ลู่เต้าพบว่าผู้คนต่างหลีกทางให้แต่โดยดี เขาหันไปมองด้านข้าง เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ปลายถนน นางสวมชุดสีแดงเพลิง และย่างก้าวมาอย่างสง่า
พ่อค้าแม่ค้าข้างทางที่เดิมกำลังร้องขายของอยู่ พอเห็นหญิงสาวเดินผ่านไป ก็ถูกความงดงามของนางดึงดูดจนลืมทำมาค้าขาย สายตาล้วนจับจ้องไปที่นางไม่วางตา
“เมืองของเรามีหญิงงามเช่นนี้ด้วยหรือ” พ่อค้าคนหนึ่งถามเพื่อน
เพื่อนของเขาที่ตะลึงงันได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ
