บทที่ 82 เลื่อนเป็ขั้นห้า
เมื่อได้รับคำชมและรางวัลจากผู้เฒ่าสูงสุด ลู่หงิรู้สึกว่าตัวเอง่นี้ที่ทุ่มเทแรงใจศึกษาเคล็ดวิชาการปรุงโอสถย่อมถือว่าคุ้มค่าแล้ว ทว่าเขาก็รู้เช่นเดียวกันว่าที่มีทุกวันนี้ได้ คุณงามความดีทั้งหมดนั้นมาจากนายน้อยลู่อวี่ หากไม่มีนายน้อยมาคอยชี้แนะ อีกทั้งยังถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้ หากเขาคิดจะเลื่อนขั้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร
ดังนั้นหลังจากเข้าคารวะผู้เฒ่าสูงสุด ลู่หงิจึงรีบไปทางถ้ำที่พักของลู่อวี่ทันที หนึ่งเพื่อไปขอบคุณ สองก็เพื่อมอบของล้ำค่าหลายชิ้นที่ผู้เฒ่ามอบเป็รางวัลให้ มีหลายชิ้นที่ลู่อวี่ใช้ได้ ถึงแม้ในแง่ความาุโ เขาจะเหนือชั้นกว่าลู่อวี่อยู่หลายขั้น แต่ในแง่สถานะนั้นถือว่าเสมอกัน โดยเฉพาะลู่อวี่ที่ตอนนี้เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หากไปขอบคุณเสียบ้าง ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ไม่เหมาะสม
แต่หลังจากมาอยู่ที่นี่แล้วก็พบว่านายน้อยได้เข้าบำเพ็ญเพียรภาวนาไปแล้ว ั้แ่วันที่สองหลังการเฉลิมฉลองของตระกูลลู่เริ่มต้นขึ้น ตอนนี้ก็เป็เวลาห้าหกวันแล้ว เขาจึงอดคาดเดาในใจไม่ได้ว่า นายน้อยไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเข้าบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่แล้ว แต่ดันเป็่เวลานี้ หรือว่าอาจประสบความสำเร็จในการฝึกฝนอะไรหรือไม่?
คิดได้เช่นนี้ ลู่หงิก็ถอดใจหันตัวเดินจากไปทันที จะขอบคุณอะไรก็ไม่ใช่่สองสามวันนี้ ตอนนี้นายน้อยกลับตัวเป็คนดีแล้ว อีกทั้งยังมีนิสัยที่ใจกว้าง แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะคิดเล็กคิดน้อย แต่ตอนนี้เนื่องจากตระกูลลู่มีงานเฉลิมฉลอง ทำให้สมาชิกของตระกูลลู่วุ่นวายกันไม่น้อย เขาจะมาทำลายการฝึกฝนของนายน้อยเพราะสาเหตุนี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงรีบกลับมาพบกับลู่เหว่ยจุนและเล่าเื่นี้ให้ฟัง
ภายหลังลู่เหว่ยจุนจึงได้ส่งยอดฝีมือและสายลับจำนวนมากที่ทั้งเปิดเผยตัวตน และที่คอยสอดแนมมาปกป้องอยู่ด้านนอกถ้ำของลู่อวี่เผื่อไว้
ภายในห้องสงบจิตที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ลู่อวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นและหายใจออกมาเบาๆ ่นี้มีเื่ราวเกิดขึ้นมากมาย เขาจึงไม่ได้หมกมุ่นอยู่แต่กับการฝึกฝนอะไรนัก แต่คิดไม่ถึงว่า ด่านพลังยุทธ์ที่เพิ่งจะฝ่ามาได้ไม่นานไม่เพียงมีแต่มีความเสถียรภาพ และความมั่นคง แต่ยังเติบโตรวดเร็วมากอีกด้วย ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา จู่ๆ เขาก็มีลางสังหรณ์ว่ากำลังจะทะลุฝ่าขั้นพลังยุทธ์ เนื้อตัวเต็มไปด้วยพลัง ทำให้เขาทั้งประหลาดใจและดีใจไม่น้อย จึงไม่ได้บอกกล่าวใคร และรีบเริ่มเข้าบำเพ็ญเพียรภาวนาทันที
หากไม่ได้ใช้ยา ก็ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาลับอะไร หากสามารถฝ่าขั้นพลังยุทธ์ได้ด้วยตัวเองจากการสะสมพลังเป็เวลานาน แม้ว่าจะเป็เพียงขั้นพลังยุทธ์เล็กๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ลู่อวี่ดีใจไม่น้อย
เขารู้ดีว่า ตัวเองเมื่อชาติก่อน เพื่อการที่จะทะลุฝ่าขั้นพลังยุทธ์ให้รวดเร็วนั้น ต้องอาศัยยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยเหลือมาตลอดทาง รู้สึกควบคุมพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์ กลไกการทำงานปกติของพลังปราณในร่างกาย แต่ก่อนมักจะเข้าใจว่าเป็เื่ยากที่สุดในการฝึกฝนบำเพ็ญเพียร ตอนนี้ดูเหมือนว่า การมาที่นี่จะเป็ความสุขสูงสุด ตลกตัวเองที่ชาติก่อนมองว่าการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเป็เื่น่ากลัว วางอันดับความสำคัญสลับกันจริงๆ
ลู่อวี่ััได้ถึงการมีชีวิตอยู่ หลังจากััใกล้ชิดถึงเส้นทางแห่ง์และโลก เพิ่งฝ่าขั้นพลังยุทธ์มาเมื่อครู่นี้ ทำให้เคลิบเคลิ้มและดำดิ่งจมอยู่กับมันทันที อย่างไม่อาจถอนตัวได้ หากมีใครก็ตามที่คุ้นเคยกับลู่อวี่เมื่อชาติก่อนพบเห็นเข้า คงใไม่น้อยจนดวงตาทะลักปลิ้นออกมา
ลู่อวี่ในเวลานี้ไม่ตระหนักถึงเื่นั้นแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะเพิ่งฝ่าด่านไปสู่ขั้นกลางของขั้นฟันฝ่า ในฐานะปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้าสู่ขั้นหวนสู่สัจธรรมในชาติก่อน แม้พลังยุทธ์ที่สูงขึ้นจะมาจากยาอายุวัฒนะกองพะเนิน แต่เมื่อบรรลุถึงแล้วก็คือการบรรลุถึงเป้าหมาย ต่อให้เข้าใจและมีประสบการณ์น้อยเพียงใด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้ที่ไม่เคยได้ััถึงจะสามารถเทียบได้ ดังนั้นหลังจากที่ลู่อวี่เพิ่งฝ่าขั้นพลังยุทธ์ไปได้ ถึงได้ตกสู่สภาวะการตระหนักรู้อีกครั้งหนึ่ง สภาวะตระหนักรู้นี้คล้ายกับว่าใช่ แต่ความจริงไม่ใช่ แต่ไม่ได้มีคู่ตรงข้ามที่รู้แจ้งชัดเจนอย่างแน่นอน มีประโยชน์และอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ที่เข้าสู่สภาวะนี้เช่นกัน เป็อะไรที่ััได้แต่ไม่อาจได้มา คิดว่าอีกไม่นานลู่อวี่คงจะทะลุฝ่าเข้าสู่่ท้ายของขั้นฟันฝ่าได้อีกครั้ง คงไม่ใช่เื่อะไรที่เป็ไปไม่ได้
หนึ่งวันต่อมา ลู่อวี่เพิ่งออกจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา ข่าวการบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นก็ไปถึงหูของประมุขและผู้เฒ่าทั้งห้าของตระกูลลู่ทันที ข่าวนั้นแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ได้ดึงดูดความสนใจในหมู่แเื่ที่มาร่วมแสดงความยินดีอะไรมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ ลู่หงิที่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว แน่นอนว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะกล่าวถึง หลักๆ แล้วก็ยังเป็ขั้นฟันฝ่า แม้จะถือว่าเป็พลังหลักในโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตู แต่สำหรับกองกำลังอำนาจต่างๆ แล้ว ่กลางขั้นฟันฝ่าก็เป็เพียงความเก่งกาจของรุ่นาุโน้อยเท่านั้น แม้ว่าลู่อวี่จะเป็นายน้อยของตระกูลลู่ และเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่ง ผู้คนที่พูดถึงต่างก็คิดว่าเป็เื่ตลก แต่มันไม่มีผลที่น่าหวาดหวั่นอะไรนัก
แต่คนเหล่านี้ไม่ได้ทันสังเกตว่า คนจำนวนไม่น้อยในตระกูลลู่นั้นต่างออกไป โดยเฉพาะลูกศิษย์ชั้นยอดของตระกูลลู่ที่รับรู้ประสบการณ์ของนายน้อยดีที่สุด แม้ว่านายน้อยจะฝึกฝนบำเพ็ญเพียรด้วยความเร็วพอๆ กับรุ่นาุโน้อยของกองกำลังอำนาจต่างๆ แต่นายน้อยลู่อวี่ก่อนหน้านี้มีสภาพเช่นใด?อายุได้สิบเจ็ดปีแล้วแต่ก็ยังทำตัวเป็ผู้ไร้ประโยชน์ที่ฝึกฝนลมปราณขั้นสาม ในเวลาเพียงปีกว่าๆ กลับก้าวะโจากการบำเพ็ญเพียร และฝึกฝนลมปราณขั้นสามมาอยู่่กลางขั้นฟันฝ่าได้ นี่มันช่างเป็ความรวดเร็วที่น่าสะพรึงกลัวมากไม่ใช่หรือ?
ขั้นฝึกตนจะเริ่มจากต่ำไปสูง ขั้นแรกคือขั้นหลอมร่าง จากนั้นขั้นเข้าสู่ประตูแห่งธรรม ขั้นประสานพลังปราณ ขั้นพลังจิตจากนั้นถึงจะเข้าสู่ขั้นฟันฝ่า ซึ่งระหว่างนี้มีสามขั้นใหญ่หลักๆ ที่ต้องฝ่าด่านไปให้ได้ หากมีคุณสมบัติธรรมดา ตอนนี้คงจะยังดิ้นรนอยู่ในขั้นหลอมร่างอยู่ เพราะขั้นหลอมร่างไม่ได้ทดสอบเพียงพลังยุทธ์ แต่ยังรวมถึงสภาพจิตใจด้วย สภาพจิตใจไม่ใช่ขั้นพลัง ย่อมต้องอาศัยการทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงเงยหน้ามองท้องฟ้าและมองดูเมฆ ดังนั้นทุกคนในตระกูลลู่ที่พอฉลาดและมีไหวพริบ ต่างก็แอบใกับความเร็วของการฝึกฝนที่น่ากลัวนี้ของนายน้อย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ดีใจอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน
การเฉลิมฉลองของตระกูลลู่ดำเนินไปนานกว่าสิบวันเต็ม ขาดไปอีกเพียงสองวันเท่านั้นก็เต็มครึ่งเดือนแล้ว มีหลายคนที่มาเฉลิมฉลองในครั้งนี้ต่างก็สนุกสนานกันเต็มที่ ไม่นานคนส่วนใหญ่ก็กล่าวคำอำลาและแยกย้ายกันจากไป
ในวันนี้เอง ที่มีแสงแวบหนึ่งปรากฏขึ้นด้านนอกูเาเทียนฉยง บุรุษวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะอายุราวๆ สี่สิบปีผู้หนึ่ง เดินทางมาที่นี่ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
เขาเงยหน้ามองูเาเทียนฉยงซึ่งยังคงเหมือนเดิมด้วยแววตาลึกลับซับซ้อน จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่ ก็คือตอนที่อายุได้เจ็ดแปดขวบ คิดไม่ถึงว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวนั้นจะผ่านมาเกือบร้อยปีแล้ว รู้สึกว่ามีของบางสิ่งบางอย่างแตกต่างออกไปจริงๆ
โชคดีที่เขาจำจุดประสงค์ของการมาที่นี่ในครั้งนี้ได้ จากนั้นความรู้สึกที่ระลึกถึงความหลังก็หายไปใน่สั้นๆ ทันที ก่อนที่จะก้าวไปเบื้องหน้าและพูดเสียงดังว่า “ลู่หยวนจือ หัวหน้าตระกูลรุ่นที่สิบสามของตระกูลลู่สายเป่ยหยวน มาเข้าเยี่ยม ขอคารวะ!”
เมื่อองครักษ์ของตระกูลลู่ได้ยินว่าผู้ที่มาจากเส้นสายสาขาของตระกูลลู่ หัวหน้าขององครักษ์ก็ออกมารับทันที แล้วถามขึ้น “มีป้ายจารึกิญญาของตระกูลลู่เราหรือไม่?”
ป้ายจารึกจิติญญาของตระกูลลู่ หรือที่เรียกว่าป้ายอาญาสิทธิ์ิญญาเทียนอวิ๋น ทำมาจากวัตถุดิบหยกงามที่มีค่าที่สุด ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นผ่านการใช้เคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่โดยยอดฝีมือที่มีพลังยุทธ์สูงส่ง ไม่ว่าจะเป็ตระกูลหลักหรือตระกูลสาขา หากไม่มีป้ายิญญาก็จะไม่นับเป็สายเืของตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น
เมื่อลู่หยวนจือได้ยินเช่นนี้ ก็รีบยื่นป้ายิญญาของตัวเองให้ทันที องครักษ์ผู้นั้นหยิบมันไปไว้ในมือ หลังจากใช้เคล็ดวิชาลับเพื่อดูดซับพลังจากร่างของลู่หยวนจือมาแล้ว ป้ายิญญาที่ถืออยู่ในมือก็มีแสงิญญากะพริบ เมื่อนำทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของป้ายนี้โดยใช้วิธีลับแล้ว จึงพยักหน้าแล้วพูดขึ้น “เชิญเข้ามาด้านใน และรอสักประเดี๋ยว ข้ายังต้องรายงานให้ท่านประมุขทราบก่อน จึงจะปล่อยให้เ้าเข้าไปถึงที่ตั้งภายในได้!”
ลู่หยวนจือพยักหน้าตอบรับ เพราะนี่คือกฎเกณฑ์ที่ควรจะปฏิบัติตาม จึงไม่คิดถือสา ก่อนเดินตามองครักษ์เข้าไปในค่ายกลกระบี่ของูเาเทียนฉยง
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อองครักษ์ผู้นั้นได้รับยันต์คำสั่งวิเศษ ลู่หยวนจือให้สัญญาณและพูด “เ้าสามารถเข้าไปได้แล้ว!” เมื่อพูดจบก็เรียกองครักษ์คนหนึ่งมารับคำสั่งทันที “เ้านำทางให้เขา ยังมีแขกจำนวนมากที่มาแสดงความยินดีอยู่ทีู่เาเทียนฉยงในเวลานี้ อย่าเดินไปผิดทาง จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด!”
ลู่หยวนจือยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ พยักหน้าเงียบๆ แม้ตระกูลลู่สายของเขา จะแยกตัวออกมาเป็อิสระได้ห้าร้อยกว่าปีแล้ว แต่ไม่เคยตัดความสัมพันธ์กับตระกูลหลักมาก่อน ถึงแม้ใน่ร้อยปีที่ผ่านมา ใน่ที่ตระกูลลู่ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ลง และตระกูลสาขาจากเป่ยหยวนเหมือนจะส่งคนมาที่ตระกูลหลักน้อยมาก แต่ยังคอยส่งเครื่องบรรณาการที่ควรมีให้ทุกๆ สิบปีไม่เคยขาด นี่จึงเป็หนึ่งในเหตุผลที่เขากล้าเดินทางมาที่นี่ด้วยความมั่นใจเช่นนี้!
เวลานี้ เมื่อสังเกตเห็นคนของประมุขตระกูลหลักไม่ได้แสดงทีท่าหยิ่งผยองใส่ อีกทั้งยังไม่ได้ทำตัวตีสนิทใดๆ มันก็ทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มใจไม่น้อย เท่าที่เขารู้มา ความสัมพันธ์ของตระกูลหลักและตระกูลสาขาส่วนใหญ่แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นขัดแย้งกัน แต่เป็ความจริงอย่างหนึ่งชัดเจนว่า พวกเขาก็ไม่ได้สามัคคีกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความเย่อหยิ่งของตระกูลหลัก
เมื่อลู่เหว่ยจุนรู้ว่ามีหัวหน้าของตระกูลสาขาเดินทางมา ก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย แม้ว่าตระกูลสาขาจะเป็ส่วนหนึ่งของตระกูลลู่ แต่ก็แยกตัวออกเป็อิสระแล้ว หากไม่มีเื่สำคัญมากก็แทบจะไม่ติดต่อกับตระกูลหลัก แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าประมุขของตระกูลสาขาจากเป่ยหยวนจู่ๆ เหตุใดถึงมาถึงนี่ได้ คงไม่ได้มาแสดงความยินดีกับผู้เฒ่าห้าที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าใช่หรือไม่
ในขณะที่กำลังคิดเื่นี้ องครักษ์ของตระกูลผู้หนึ่งก็เข้ามารายงานว่าลู่หยวนจือหัวหน้าตระกูลสาขาเป่ยหยวนมาขอเข้าพบ
“ให้เขาเข้ามา!” ลู่เหว่ยจุนพูดออกมาลอยๆ จากนั้นลุกขึ้นเดินไปนั่งลงที่ห้องนั่งเล่นด้านหน้า
“ลู่หยวนจือคารวะ!” แม้ว่าลู่หยวนจือจะเป็หัวหน้าของตระกูล แต่ก็เป็เพียงตระกูลสาขา ในแง่ทรัพยากรและภูมิหลัง ก็ไม่มีทางเทียบได้กับประมุขของตระกูล การสับเปลี่ยนรุ่นก็เร็วกว่านัก นานวันเข้า เมื่อเทียบรุ่นาุโกันจริงๆ ลู่เหว่ยจุนก็เปลี่ยนลำดับขั้นาุโกว่าลู่หยวนจือไปไม่รู้กี่รุ่นาุโ ถึงแม้ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญเพียรจะไม่ค่อยใส่ใจกับเื่เหล่านี้ แต่เวลานี้ก็ไม่กล้าที่จะทำเมินเฉย จึงเข้ามาคารวะโดยตรงอย่างเป็พิธีรีตอง
ลู่เหว่ยจุนไม่รอให้เขาคุกเข่าลง ก็รีบสะบัดแขนเสื้อแล้วส่งพลังลมปราณออกมาประคองตัวลู่หยวนจือไว้และกล่าวว่า “เป็ครอบครัวเดียวกัน ฝึกฝนธรรมกันหมด พิธีรีตองเหล่านี้หลบเลี่ยงได้ก็หลบเลี่ยง รีบนั่งลงก่อน!”
หลังจากที่ลู่หยวนจือนั่งลง และลู่เหว่ยจุนใช้ให้คนรับใช้นำชาิญญามาให้แล้ว ถึงได้เอ่ยปากถามขึ้น “มองดูจากสีหน้าที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางของเ้าแล้ว มีเื่ใหญ่ใดที่ไม่สามารถแก้ไขได้เกิดขึ้นใช่หรือไม่? พวกเราสายเืเดียวกัน หากช่วยกันได้ก็จะช่วย ขอเพียงเ้าเอ่ยปาก!”
ลู่เหว่ยจุนก็ไม่ได้คิดปกปิดความเลวร้าย ตอนนี้ตระกูลลู่ก็กำลังอยู่ใน่ผงาดอำนาจขึ้น ความสำคัญของตระกูลสาขาที่แยกตัวออกไปก็มีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ในเวลานี้เมื่อมีตระกูลสาขาเดินทางมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะด้วยเื่ความสัมพันธ์ในวงศ์ตระกูล หรือด้านอื่นๆ เขาย่อมต้องให้การสนับสนุนอยู่แล้ว
“ท่านประมุขปราดเปรื่องยิ่งนัก เื่นี้มันไม่มีทางเลือกจริงๆ ข้าจึงเดินทางแบกหน้ามาขอร้องให้ท่านประมุขช่วย!” หลังจากลู่หยวนจือได้ยินคำพูดของลู่เหว่ยจุนแล้ว จากที่เคยรู้สึกแปลกแยก ก็กลับมารู้สึกอบอุ่นหัวใจ และรู้สึกซาบซึ้งใจต่อลู่เหว่ยจุนเพิ่มขึ้นไม่น้อย จากนั้นถึงพูดต่อว่า “ว่าไปแล้ว เื่นี้ก็คงต้องโทษหัวหน้าตระกูลเช่นข้าผู้นี้ เพราะใน่ร้อยปีที่ผ่านมา มัวยุ่งอยู่กับกิจการของหัวหน้าตระกูล จึงปล่อยปละละเลยการติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กับทางท่านประมุข ถึงได้ถูกตระกูลในท้องถิ่นเล็กๆ หนึ่งที่มีอำนาจพอๆ กันกดขี่โดยทำอะไรไม่ได้!”
ลู่เหว่ยจุนขมวดคิ้ว ถูกตระกูลอื่นกดขี่แล้วยังเป็ตระกูลเล็กๆ อีกหรือ? แม้ว่าจะเป็เพียงเส้นสายสาขาหนึ่งของตระกูลลู่ แต่ก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่มีภูมิหลังอะไรที่พอจะให้กล้ามาดูถูกกันได้ ดังนั้นจึงถามไปว่า “เกรงว่าเื่นี้คงจะไม่ธรรมดา มีความลับอื่นใดซ่อนอยู่ในนั้นหรือไม่?”
