คังอิงเห็นที่เห็นลุงเซี่ยเข้าจึงรีบโบกมือทักทาย “ลุงเซี่ย! ฉันเองค่ะ เสี่ยวคังที่ซื้อชาของลุงจากในตัวอำเภอไง จำได้ไหมคะ?”
“อ้าว! หนูนี่เอง ขึ้นมาได้ยังไงล่ะ? เข้ามาข้างในก่อนสิ” เซี่ยต้าจื้อจำคังอิงได้ จึงเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น
วันนี้เขาไม่ได้ออกไปขายชา จึงไม่มีหาบอยู่บนบ่า หลังของเขาดูตรงขึ้นมาก ดูแล้วมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ
“ลุงเซี่ย ลุงเป็ผู้ใหญ่บ้านด้วยเหรอคะ?” คังอิงเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปข้างใน
“ใช่แล้ว ก็เป็มายี่สิบกว่าปีแล้ว คนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ชอบออกไปทำงานข้างนอก ไม่ยอมอยู่ที่หมู่บ้าน พวกเขาบอกว่าการทำไร่ทำสวนบนเขาไม่มีอนาคต เล่นเอาฉันหาคนมาสืบทอดตำแหน่งต่อไม่ได้ ก็เลยต้องเป็ต่อแบบนี้แหละ” เซี่ยต้าจื้อบ่นพึมพำ
ในหมู่บ้านที่ร่ำรวย ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมักจะมีเบี้ยเลี้ยงให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเต็มใจที่จะเป็ผู้ใหญ่บ้าน แต่สำหรับหมู่บ้านที่ยากจนบนยอดเขาอย่างหมู่บ้านกวนซาน การเป็ผู้ใหญ่บ้านก็เหมือนกับการทำงานจิตอาสา เบี้ยเลี้ยงน้อยมาก ดังนั้นไม่มีใครเต็มใจที่จะเป็ผู้ใหญ่บ้าน
“ลานสวนเล็กๆ ของลุงเงียบสงบดีจังค่ะ” คังอิงกับสือเจียงหย่วนเดินเข้าไปในลานบ้านแล้วเห็นดอกพวงแสดเหลืองเลื้อยอยู่บนกำแพง ดอกสีเหลืองอร่ามแบ่งบานสะพรั่ง
ตรงกลางของลานบ้านมีบ่อน้ำ บริเวณขอบบ่อมีต้นองุ่นเลื้อยพันอยู่ องุ่นสุกงอมได้ที่ ผลองุ่นสีเขียวอมเหลืองเปล่งประกายระยิบระยับราวกับหยกภายใต้แสงอาทิตย์
โต๊ะน้ำชาของเซี่ยต้าจื้อวางอยู่ใต้ต้นองุ่น เขาเชื้อเชิญให้ทั้งคู่ดื่มชาอย่างกระตือรือร้น
คังอิงกับสือเจียงหย่วนไม่เกรงใจ พวกเขาจึงนั่งลงทันที
เซี่ยต้าจื้อหยิบกรรไกรตัดองุ่นสองพวงลงมาจากค้างองุ่น แล้วนำไปล้างด้วยน้ำจากบ่อน้ำกลางลานบ้าน จากนั้นเขาก็จัดเรียงองุ่นลงในจานสีขาววางลงตรงหน้าคังอิงกับสือเจียงหย่วนพลางกล่าวว่า “องุ่นพวกนี้ปลูกเอง กินได้ตามสบายเลยนะ”
คังอิงหยิบถุงกระดาษใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้เซี่ยต้าจื้อพลางกล่าวว่า “นี่เป็คุกกี้ที่หนูทำเองค่ะ ลุงลองชิมดูนะคะ”
แม้ของกำนัลชิ้นนี้จะเล็กน้อย แต่มันแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ เซี่ยต้าจื้อรับไปด้วยความยินดีพลางกล่าวว่า “พอดีเลย เอาไว้ให้หลานสาวกิน หลานสาวฉันกำลังชอบกินขนม”
จากนั้นเซี่ยต้าจื้อก็ชงชาให้คังอิงกับสือเจียงหย่วน ชาที่เขาชงให้พวกเธอดื่มก็คือชาเถี่ยกวนอินที่ให้กลิ่นหอมของลูกท้อน้ำผึ้งที่ขายให้คังอิงคราวก่อน
คังอิงจิบชาชั้นดีพลางกล่าวว่า “ลุงเซี่ย ชาวันนั้นลุงขายหมดแล้วหรือยังคะ?”
“ยังเลย? วันนั้นขายให้คุณแล้วก็ไม่ได้ขายอีกเลย รถโดยสารกลับรอบสุดท้ายกำลังจะออก ผมเลยต้องแบกมันกลับมา
“เฮ้อ ตอนนี้การค้าขายชาไม่ค่อยดีเลย แค่พอทุนคืนก็ดีใจแล้วล่ะ
“อีกอย่าง ฝีมือการปรุงชามันอยู่ในมือของพวกคนแก่อย่างพวกเรา คนหนุ่มสาวไม่ยอมเรียนรู้กันเลยสักคน เกรงว่าพอหมดรุ่นของพวกเราแล้ว วิชาการทำชานี้คงสูญหายไปแน่ๆ”
เซี่ยต้าจื้อมีสีหน้าเศร้าสร้อย
สือเจียงหย่วนลองจิบชาแล้วก็รู้สึกว่ามันรสชาติดีมาก จึงเอ่ยถามว่า “ชาแบบนี้ขายชั่งละเท่าไหร่?”
“สิบสามหยวน ราคาเดียวกับที่ผมขายให้คุณคังวันนั้นแหละ” เซี่ยต้าจื้อกล่าว
“ยังมีชาแบบนี้อีกเท่าไหร่? ผมเหมาหมดเลย” สือเจียงหย่วนกล่าว
ชาที่อร่อยขนาดนี้หาได้ยากมาก เร็วๆ นี้เขาจะกลับไปที่เมืองหลวง พอดีเลย เขาจะนำชาพวกนี้ไปแจกจ่ายเป็ของฝากเพื่อนเก่าที่เมืองหลวง
เซี่ยต้าจื้อคิดไม่ถึงเลยว่าคังอิงจะพาเศรษฐีมาหา เขาดีใจมากจึงเอ่ยว่า “ยังมีอยู่ประมาณยี่สิบชั่ง เดี๋ยวผมแพ็คใส่กระป๋องชาให้ก็แล้วกัน ค่ากระป๋องสิบหยวน ตกลงไหม?”
เซี่ยต้าจื้อใส่ใจอย่างมาก สือเจียงหย่วนจึงพยักหน้าตอบว่า “ได้สิ”
ชายี่สิบชั่ง ราคาแค่สองร้อยกว่าหยวนเท่านั้น คังอิงรู้สึกว่าราคานี้ถูกมาก เธอเอ่ยถามเซี่ยต้าจื้อว่า
“ชาที่หมู่บ้านกวนซานผลิตได้ต่อปีมีเท่าไหร่คะ? แล้วหมู่บ้านใกล้เคียงมีใครปลูกชาบ้างไหม? ฝีมือในการทำชาของพวกเขาเป็อย่างไรบ้าง?”
พอเห็นว่าคังอิงสนใจ เซี่ยต้าจื้อที่เพิ่งจะขายสินค้าได้อารมณ์ดีมาก เขาจึงอธิบายให้คังอิงฟัง ในฐานะที่เป็ผู้ใหญ่บ้าน ย่อมไม่มีใครรู้จักหมู่บ้านนี้ดีไปกว่าเขา
เดิมทีพื้นที่ปลูกชาของหมู่บ้านกวนซานนั้นมีทั้งหมดเก้าพันกว่าไร่ บริเวณเนินเขาใกล้เคียงล้วนแต่เป็ไร่ชา หมู่บ้านอื่นๆ ก็มีการปลูกชาเช่นกัน เพียงแต่ว่าไม่ได้ปลูกเยอะเท่ากับหมู่บ้านกวนซาน
แค่หมู่บ้านกวนซานแห่งเดียวก็สามารถผลิตชาได้มากกว่าสองหมื่นตันต่อปีแล้ว แต่กลับขายในราคาสูงไม่ได้ อย่างมากก็ได้แค่สามสิบถึงสี่สิบหยวน ซึ่งถือว่าแพงมากแล้ว
ด้วยความที่คนส่วนใหญ่เลือกเดินทางไปทำงานข้างนอก เพราะหาเงินได้ง่าย พวกเขาจึงไม่ค่อยสนใจจะปลูกชา ตอนนี้มีไร่ชาถูกทิ้งร้างมากขึ้นเรื่อยๆ ไร่ชาหลายแห่งกลายสภาพเป็พื้นที่รกร้างว่างเปล่า แถมบางคนยังโค่นต้นชาทิ้งแล้วปลูกไม้ผลแทน
เซี่ยต้าจื้อพูดพลางมีสีหน้าเ็ปใจ
คังอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ถ้าฉันช่วยคุณจัดการเื่นี้ แล้วทำให้ราคาชาสูงขึ้น คนในหมู่บ้านของคุณเต็มใจจะให้ความร่วมมือหรือเปล่าคะ?”
เซี่ยต้าจื้อคิดไม่ถึงว่าเขาจะได้พบกับเื่ดีๆ แบบนี้ ดวงตาเป็ประกายอย่างอดไม่ได้ เขาตอบ “แน่นอนว่าพวกเขาเต็มใจอยู่แล้ว การที่ราคาชาสูงขึ้นเป็เื่ที่ดี แต่ว่าจะทำยังไงล่ะ? หลายปีมานี้พวกเราทำได้แค่ขายส่งแบบกระจัดกระจายเท่านั้น ไม่ได้สร้างเป็อุตสาหกรรมชาขึ้นมาเลย”
คังอิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฉันมีวิธีทำให้ราคาชาสูงขึ้นอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นพวกเราต้องเซ็นสัญญากันก่อน หมู่บ้านกวนซานต้องตั้งสหกรณ์ชาวไร่ชาขึ้นมา และชาวไร่ชาที่เข้าร่วมสหกรณ์จะต้องขายชาคุณภาพดีให้ฉันทั้งหมด”
ชาแบ่งออกเป็ 4 เกรด ได้แก่ เกรดหนึ่ง เกรดสอง เกรดสาม และเกรดพิเศษ พอเซี่ยต้าจื้อได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกว่านี่มันเหมือนกับมีขนมเปี๊ยะหล่นจากฟากฟ้า [1] คังอิงเต็มใจจะรับซื้อชาจากพวกเขา เื่นี้พวกเขายินดีเป็อย่างยิ่ง เพราะตอนนี้กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าขายชาไม่ได้
เขาจึงรับปากอย่างยินดี “สหกรณ์ชาวไร่ชาเป็เื่แปลกใหม่ แต่ผมเคยได้ยินมาว่าเมืองอื่นๆ มีสมาคมฟักแม้ว สมาคมชาวไร่ผัก เขาบอกว่ากิจการของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองมากทีเดียว ตอนแรกพวกเราไม่ได้คิดจะทำสหกรณ์ชาวไร่ชาเลย แต่พอได้ฟังคุณพูดแบบนี้ ก็คิดว่าน่าจะทำเหมือนกัน”
“ขอแค่มีคุณสนับสนุนก็พอ ส่วนเื่ราคาชานั้น ฉันจะกำหนดราคาให้ในตอนที่รับซื้อ โดยจะแบ่งตามคุณภาพของใบชา แต่ละเกรดจะมีราคาตลาดที่แตกต่างกัน
“ต่อไปฉันจะขอให้ประธานสหกรณ์ช่วยรวบรวมข้อมูลพื้นที่ปลูกชาของสมาชิกแต่ละคน ปริมาณผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ ปริมาณขั้นต่ำของชาที่พวกเขาต้องจ่าย แบบนี้ฉันถึงจะยอมลงทุนให้”
คังอิงเป็คนที่รอบคอบมาก ส่วนสือเจียงหย่วนที่นั่งฟังอยู่ก็สนใจเื่นี้เป็อย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าคังอิงจะมีความคิดสร้างสรรค์มากมายขนาดนี้ ไปที่ไหนก็คิดไอเดียใหม่ๆ ได้
เขารู้สึกว่าการอยู่กับคังอิงนั้น เขาจะได้พบกับเธอในมุมมองใหม่ๆ ทุกวัน ช่างน่าสนใจเสียจริง การได้อยู่กับผู้หญิงที่น่าสนใจเช่นนี้ไม่มีความน่าเบื่อเลย
เซี่ยต้าจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามอย่างลังเลว่า “หลังจากคุณจัดการเื่ต่างๆ แล้ว คาดว่าชาของพวกเราจะขายได้ราคาสักเท่าไหร่?”
“ปีแรกชาเกรดหนึ่งแปดสิบหยวน เกรดสองหกสิบหยวน เกรดสามสี่สิบหยวน ส่วนเกรดพิเศษสามสิบหยวน นี่เป็แค่ราคาคร่าวๆ เท่านั้น ราคาชาโดยรวมจะผันผวนตามกลไกตลาด
“หลังจากที่ฉันเข้ามาจัดการเื่นี้แล้ว อย่างน้อยๆ ภายในสามปี สัญญาซื้อขายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ หลังจากผ่านไปสามปี พอตลาดเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว ชาวไร่ชาสามารถขายชาได้ด้วยตนเอง หากพวกเขายังคงเต็มใจขายชาให้บริษัทของพวกเราก็ทำได้ ถ้าพวกเขาไม่อยากขายให้กับบริษัท ก็เอาไปขายเอง”
เชิงอรรถ
[1] ขนมเปี๊ยะหล่นจากฟากฟ้า อุปมาถึง มีลาภลอย
