บทที่ 13
ผมดูขาดแคลนค่ารักษาพยาบาลขนาดนั้นเลยเหรอ?
“โถ่ลูกเอ๊ย นักพรตเสวียนคงรักหนูมากนะ แค่ท่านเป็คนรักษาฟอร์มเลยไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ เท่านั้นเอง”
จางเหวินซิ่วหันไปสั่งพ่อบ้านหลิว “ไปที่ห้องนอนฉัน บนโต๊ะเครื่องแป้ง มีกล่องสีดำอยู่ใบหนึ่ง ไปหยิบลงมาที”
พ่อบ้านหลิวรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน พอยื่นกล่องให้หลินซีเสร็จ เขาก็พากลุ่มคนใช้และป้าอู๋ถอยฉากออกไปทันที
คติประจำใจพ่อบ้านข้อที่ 2: ต้องรู้จักอ่านสถานการณ์และประเมินบรรยากาศ
หลินซีเปิดกล่องออก ยันต์สีเหลืองที่คุ้นตาปรากฏแก่สายตา มันคือ “ยันต์เขี่ยเขี่ย” ของอาจารย์เธอจริงๆ ยันต์ที่อาจารย์วาดน่ะ เหมือนตัวตนของท่านไม่มีผิด... หยาบและชุ่ยสุดๆ
ฟู่เจี้ยนหัวถามด้วยความอยากรู้ “หลินซี นี่มันยันต์อะไรเหรอจ๊ะ?”
“ยันต์บันทึกเงาค่ะ อาจารย์คงทิ้งจดหมายไว้ให้ฉันฉบับหนึ่ง”
หลินซีรวบรวมปราณไว้ที่ปลายนิ้วแล้วแตะลงบนยันต์เบาๆ กระดาษยันต์ขยับเองทั้งที่ไม่มีลม มันลอยขึ้นไปในอากาศแล้วค่อยๆ ก่อตัวเป็รูปร่างคน
นั่นคือนักพรตเสวียนคง!
ฟู่เจี้ยนหัวเห็นภาพนี้แล้วก็แอบใในใจ เขาพอจะรู้ความสามารถของนักพรตเสวียนคงอยู่บ้าง แต่ไม่นึกเลยว่าหลินซีจะเก่งกว่าอาจารย์เสียอีก เธอเรียกใช้พลังได้โดยไม่ต้องกระอักเืเลยด้วยซ้ำ
ย้อนกลับไปตอนนั้น ตอนที่นักพรตเสวียนคงช่วยชีวิตจางเหวินซิ่ว ท่านต้องทำพิธีจนกระอักเื วุ่นวายอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนกว่าจางเหวินซิ่วจะฟื้น ท่านบอกฟู่เจี้ยนหัวว่า สิ่งอัปมงคลที่เกาะเมียเขาอยู่นั้นแข็งแกร่งมาก ท่านต้องสละอายุขัยไปครึ่งหนึ่งเพื่อกำจัดมัน
ฟู่เจี้ยนหัวซาบซึ้งจนน้ำตาร่วง “ท่านนักพรต ขอบคุณมากครับ ไม่ว่าท่าน้าอะไร ขอแค่ฟู่เจี้ยนหัวคนนี้ทำได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟผมก็ยอม...”
นักพรตเสวียนคงยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย “อาตมา้าให้ฟู่จิงเหยาหมั้นหมายกับลูกศิษย์ของอาตมา”
ในเมื่อมีเื่ดีๆ แบบนี้ ฟู่เจี้ยนหัวจึงตอบตกลงทันที พอมาดูตอนนี้ ตระกูลฟู่กำไรเห็นๆ เ้าจิงเหยานี่มันโชคดีชะมัด ได้เมียเก่งขนาดนี้ ฟู่เจี้ยนหัวยิ่งมองหลินซีก็ยิ่งถูกชะตา
ทันใดนั้น ร่างเงาของนักพรตเสวียนคงก็เริ่มพูด: “หลินซีเอ๋ย ศิษย์รักของอาจารย์... อาจารย์อาลัยอาวรณ์หนูเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่ตอนหนูได้ยินประโยคนี้ อาจารย์คงจะมรณภาพไปแล้ว”
ฟู่เจี้ยนหัวและจางเหวินซิ่วใจหายวูบ รีบปลอบคนข้างๆ ทันที “หลินซี หนูยังมีพวกเรานะ ยังมีจิงเหยาด้วย ถ้าใครรังแกหนู รีบบอกพวกเราได้เลยนะลูก”
ฟู่เจี้ยนหัวพยายามขยิบตาให้ฟู่จิงเหยาอย่างเอาเป็เอาตาย ยืนบื้อเป็ท่อนไม้ทำไม พูดอะไรสักอย่างสิ!
ฟู่จิงเหยาอึกอักอยู่นานก่อนจะโพล่งออกมา “หลินซี... ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ”
ฟู่เจี้ยนหัวอยากจะบ้าตาย เขาฟาดไหล่หลานชายไปทีนึง “ถ้าพูดดีๆ ไม่เป็ก็หุบปากไป!”
ฟู่จิงเหยา: “...” ก็เมื่อกี้ปู่สั่งให้ผมพูดไม่ใช่เหรอ?
หลินซีกระแอมแก้เขิน “ขอบคุณที่เป็ห่วงค่ะ ฉันไม่เป็ไร”
ในอากาศ นักพรตเสวียนคงลูบเคราพลางเอ่ยต่อ “หลินซี ต่อไปไม่มีอาจารย์อยู่ข้างกายแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ นะ กินข้าวให้ตรงเวลา นอนให้ไว อย่าโต้รุ่ง...”
ท่านพล่ามเื่ซึ้งกินใจออกมายาวเหยียด หลินซีนิ่งเฉย แต่ฟู่เจี้ยนหัวกับจางเหวินซิ่วร้องไห้กันขี้มูกโป่ง
ฟู่เจี้ยนหัวโบกมือให้เงา “ท่านนักพรต ไปให้สบายเถอะครับ พวกเราจะดูแลหลินซีอย่างดีที่สุดเอง”
เงาของท่านเริ่มจางลงเรื่อยๆ “ศิษย์รัก อย่าหาว่าอาจารย์ขี้บ่นเลยนะ มีเื่สุดท้ายจะบอก...”
หลินซีรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาทันที
นักพรตเสวียนคงะโลั่น: “หลินซี! หาจังหวะผสานหยินหยาง (มีซัมติง) กับฟู่จิงเหยาให้เร็วที่สุดนะ!”
“ครั้งเดียวไม่พอ ต้องลองหลายๆ ครั้ง!”
“เหะๆๆ! หนูเข้าใจความหมายของอาจารย์นะ อย่ามาแกล้งซื่อ!”
“อาจารย์รักหนูนะจ๊ะ~”
ท่านทำท่ามินิฮาร์ทส่งท้ายแล้วก็หายวับไป
หลินซีเอาปิดหน้าด้วยความอับอาย หูแดงก่ำไปหมด อาจารย์ก็คืออาจารย์วันยันค่ำ หาเื่แกล้งเธอได้ตลอด!
ฟู่เจี้ยนหัวกับจางเหวินซิ่วมองหน้ากัน... ท่านนักพรตนี่ร่าเริงจริงๆ นะ
ส่วนฟู่จิงเหยานั่งตัวตรง จ้องออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังสำรวจดวงดาว บรรยากาศเงียบกริบจนน่าอึดอัดสุดๆ
ทันใดนั้น พ่อบ้านหลิวก็มาเคาะประตู “ท่านเ้าสัว นายหญิง คุณชายใหญ่ คุณหนูหลิน ได้เวลาทานข้าวแล้วครับ”
คติประจำใจพ่อบ้านข้อที่ 3: ปรากฏตัวทันทีที่เ้านาย้า และรีบไสหัวไปทันทีที่หมดธุระ
พ่อบ้านหลิวยิ้มเห็นฟันแปดซี่ “เชิญทุกท่านครับ ป้าอู๋จัดโต๊ะเรียบร้อยแล้ว”
“โอ๊ะ... กินข้าวๆ” จางเหวินซิ่วรีบจูงมือหลินซีไปที่โต๊ะอาหาร เธอตักซุปไก่ให้หลินซีด้วยตัวเอง “มาๆ หลินซี ไม่ต้องเกรงใจนะลูก หนูผอมเกินไปแล้ว”
“ขอบคุณค่ะคุณย่า” หลินซีไม่เกรงใจจริงๆ เธอรับชามซุปมาแล้วเริ่มลงมือกินทันที
บนโต๊ะอาหาร จางเหวินซิ่วกับฟู่เจี้ยนหัวสบตากันแล้วพยักหน้าเงียบๆ ฟู่เจี้ยนหัวหยิกแขนฟู่จิงเหยา “เลิกกินได้แล้ว พูดอะไรบ้างสิ”
ฟู่จิงเหยาวางตะเกียบแล้วเริ่มบทสนทนาที่ฝืดสุดๆ “หลินซี... ที่บ้านคุณยังเหลือใครอีกไหม?”
หลินซีที่กำลังก้มหน้าโซ้ยข้าวเงยหน้ามาตอบแวบหนึ่ง “ฉันถูกพ่อแม่ทิ้งั้แ่เกิดค่ะ หลังจากนั้นก็อยู่ฝึกวิชากับอาจารย์มาตลอด”
“พออาจารย์เสีย ฉันก็อยู่คนเดียวค่ะ”
“ขอโทษนะ” ฟู่จิงเหยารู้สึกผิดขึ้นมาในใจ เขาคุยกับผู้หญิงไม่เป็จริงๆ
หลินซีตอบเรียบๆ “ไม่เป็ไรค่ะ ฉันอยู่คนเดียวก็สบายดี เมื่อก่อนอาจารย์ไม่อยู่สำนักบ่อยๆ ฉันก็ลงเขาไปจับผีเอง พวกชาวบ้านที่ตีนเขาน่ารักมาก ชอบเก็บน่องไก่ไว้ให้ฉันกินเสมอเลย”
ได้ยินแบบนั้น ฟู่เจี้ยนหัวกับจางเหวินซิ่วก็เริ่มซับน้ำตาอีกรอบ ในหัวจินตนาการไปถึงชีวิตเด็กกำพร้าที่แสนรันทด โถ่ เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ
จางเหวินซิ่วระดมตักกับข้าวให้หลินซีจนพูนจาน “มาลูก กินเยอะๆ อย่าไปคิดเื่เศร้าๆ พวกนั้นเลยนะ”
หลินซีเคี้ยวตุ่ยๆ จนแก้มป่อง “ฉันไม่เศร้าหรอกค่ะ”
ตอนเด็กๆ เห็นเด็กในหมู่บ้านมีพ่อแม่ เธอก็เคยถามอาจารย์ว่าทำไมเธอไม่มี อาจารย์ลูบหัวเธอแล้วบอกว่า “หลินซี ถ้าอยากเห็นก็ไปดูเถอะ แต่วาสนาเื่ครอบครัวของหนูมันเบาบางนัก บางอย่างก็ขืนโชคชะตาไม่ได้”
หลินซีเคยแอบไปดูมาแล้ว ครอบครัวนั้นอยู่กันพร้อมหน้ามีความสุขมาก วันนั้นพ่อของเธอพูดถึงเธอขึ้นมาพอดีว่า “ยัยตัวกาลกิณีคนนั้น ตายๆ ไปได้ก็ดี อย่าพูดถึงมันอีก”
หลินซีเสียใจอยู่ไม่กี่วัน จากนั้นก็ไม่คิดเื่นี้อีกเลย พ่อแม่แท้ๆ ทิ้งเธอไว้ริมลำธาร วาสนาระหว่างกันถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว เธอจะยึดติดไปทำไม
ตอนนี้พอพูดถึงพ่อแม่ ในใจเธอจึงสงบเยือกเย็นมาก
พอกินเสร็จ จางเหวินซิ่วก็ผลักฟู่จิงเหยาออกนอกบ้าน “พาหลินซีไปเดินเล่นหน่อยสิ”
หลานชายคนนี้หัวช้าจริงๆ ในสนามธุรกิจเก่งกาจ แต่เื่ความรักนี่ศูนย์สนิท เธอจึงต้องสร้างโอกาสให้ทั้งคู่ได้อยู่กันตามลำพังเพื่อปลูกต้นรัก
ฟู่เจี้ยนหัวแอบยกนิ้วโป้งให้เมีย จางเหวินซิ่วลากทั้งคู่ไปนอกบ้านแล้วปิดประตูใส่ “บรรยากาศกลางคืนที่นี่สวยมาก จิงเหยา แนะนำให้หลินซีรู้จักบ้านเราหน่อยนะลูก”
ฟู่จิงเหยากับหลินซีมองหน้ากัน อึดอัดเล็กน้อย ฟู่จิงเหยานึกถึงคำสั่งย่าจึงเดินนำไป “หลินซี เดี๋ยวผมพาคุณเดินดูรอบๆ”
หลินซีไม่ขัด “ฉันก็ไม่เคยเห็นคฤหาสน์หรูๆ เหมือนกันค่ะ”
ฟู่จิงเหยาเริ่มบรรยาย “ที่นี่กินพื้นที่ 6 หมื่นตารางเมตร เป็สมบัติตกทอดของตระกูลฟู่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 500 ปี บูรณะมาแล้ว 10 ครั้ง ถนนเส้นนี้ใช้กระเบื้องนำเข้าจากเยอรมนี ส่วนตรงนั้นสร้างจากหินหรู...”
หลินซีเดินตามหลังแล้วรู้สึกอยากจะหลับเหลือเกิน น้ำเสียงเหมือนครูสอนประวัติศาสตร์แบบนี้มันอะไรกันเนี่ย? คุณย่าให้แนะนำบ้าน คุณก็เล่นั้แ่ประวัติศาสตร์ยันวัสดุก่อสร้างเลยเหรอ
หลินซีหาวออกมา “ฮวงจุ้ยที่นี่ดีมากค่ะ ได้น้ำ โอบลม สะสมพลัง อยู่ที่นี่คงสบายมาก”
“ก็จริง” ฟู่จิงเหยาก้มมองเธอ “คุณปู่คุณย่าชอบคุณมาก ถ้าคุณ้า ต่อไปจะมาอยู่ที่นี่ก็ได้นะ”
หลินซีรีบปฏิเสธทันควัน “ไม่เอาหรอกค่ะ อยู่ที่นี่ไม่สะดวก”
ฟู่จิงเหยาไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่อยู่ๆ หูก็เริ่มแดงขึ้นมา
เดินไปอีกพักใหญ่ ทั้งคู่ก็ไม่มีใครพูดอะไร หลินซีง่วงจนทนไม่ไหว “ฟู่จิงเหยา ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอกลับบ้านไปนอนก่อนนะคะ”
ฟู่จิงเหยาเรียกเธอไว้ “หลินซี คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า?”
หลินซีถามกลับ “อะไรคะ?”
ฟู่จิงเหยาถอดผ้าพันคอออก เผยให้เห็นรอยฟันสองแถวที่กัดลึกจนเป็แผลตกสะเก็ด
หลินซีเห็นรอยกัดนั้นปุ๊บ ความรู้สึกอายจนอยากจะแทรกลูกรังหนีก็พุ่งเข้าใส่ทันที วันนั้นเธอตัดสินใจเดิมพันชีวิต กัดสุดแรงเกิดจนเืสาด ป่านนี้รอยฟันยังชัดแจ๋วอยู่เลย
มิน่าล่ะ อากาศร้อนขนาดนี้เขายังพันผ้าพันคอ เธอเกือบลืมเื่นี้ไปสนิทเลย
หลินซีหัวเราะแห้งๆ “วันนั้นมันเป็อุบัติเหตุค่ะ เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวฉันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้?”
ฟู่จิงเหยาแสร้งทำเป็ขยับนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์บนข้อมือเล่น แล้วเปรยเบาๆ “คุณคิดว่าคนอย่างผม... ขาดแคลนเงินค่ารักษาพยาบาลขนาดนั้นเลยเหรอ?”
