ลู่เต้าผู้รับหน้าที่ดูแลไฟ ขณะที่หงฮวากำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหาร เขาก็ลอบหยิบกระบี่อสูรออกมาตรวจดูาแ กระบี่อสูรดูซึมเซาอย่างน่าสงสาร ไป๋เสียเห็นมันาเ็ไปทั่วร่างก็รีบถามขึ้น “นี่! เ้าหมาโง่! เ้ากลายเป็แบบนี้ได้อย่างไร”
เมื่อกระบี่อสูรได้ยินเสียงของไป๋เสีย พู่กระบี่ที่เป็เหมือนหางก็กระดิกพู่ดีใจ ก่อนจะห้อยลงอย่างอ่อนแรง
ลู่เต้าเล่าเื่ที่กระบี่อสูรสละชีวิตช่วยเขาอย่างละเอียด ไป๋เสียฟังจบก็กล่าวด้วยความเ็ป “...เอาผ้าชุบน้ำมันห่อมันไว้ก่อน ต่อไปจนกว่าจะซ่อมเสร็จ อย่าฝืนให้กระบี่อสูรต่อสู้อีก พึ่งพาพลังของเ้าเองเถอะ”
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ไป๋เสียพบว่าตัวกระบี่เบี้ยวไปประมาณสี่สิบห้าองศา แถมยังมีรอยบิ่นร้าวอย่างหนัก ในฐานะกระบี่ ถือว่าใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิง
“กระบี่อสูรยังซ่อมได้หรือไม่” ลู่เต้าเหน็บกระบี่อสูรที่ห่อด้วยผ้าชุบน้ำมันไว้ที่หลังอย่างกังวล
“แน่นอน เพียงแต่จะยุ่งยากหน่อยเท่านั้น”
เื้ัมีเสียงน้ำเดือดไม่หยุด ลู่เต้าอยากรู้ว่าหงฮวากำลังทำอะไรอยู่จึงหันกลับไปมอง หงฮวากำลังยืนอยู่หน้าหม้อน้ำซุปเดือดพล่านอย่างใจจดใจจ่อ พร้อมกับใช้ทัพพีตักฟองที่ลอยอยู่บนผิวน้ำซุปออกอยู่เนืองๆ
“ไม่รู้ว่าอาฮวาจะทำอาหารอะไรไปแข่ง” ลู่เต้าไม่กล้ารบกวนนาง จึงนั่งยองๆ กลับไปก่อไฟใต้เตาอย่างเงียบๆ เพื่อให้นางตั้งใจทำงานต่อไปได้
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง เสียงไก่ขันก็ดังขึ้นเป็สัญญาณ ผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมต่างก็ทยอยกลับมาตามที่หงฮวาบอกไว้
บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นเหมือนเมื่อวาน แต่หงฮวาและลู่เต้าไม่ได้สนใจ พวกเขายังคงตั้งใจทำงานของตนเองต่อไป
เมื่อเวลาใกล้เที่ยง โจวเทียนหยวนและเฉายวนิก็มาถึงสถานที่จัดงาน พวกเขารออยู่ในพื้นที่กรรมการ ส่วนกลุ่มอื่นๆ ต่างก็เร่งทำอาหารและจัดจานกันอย่างขะมักเขม้น
แต่หงฮวากลับยังคงใช้ทัพพีตักฟองออกจากน้ำซุปเหมือนเดิม เมื่อลู่เต้าเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ทำอาหารเสร็จแล้ว เหลือเพียงพวกเขาที่ยังคงทำไปเรื่อยๆ จึงอดรนทนไม่ไหวแล้วถามขึ้น “อาฮวา ใกล้จะหมดเวลาแล้ว เ้ายังมีอย่างอื่นที่ต้องทำอีกหรือไม่”
“เอ๋” หงฮวาเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน นางเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพบว่าเวลาเหลือน้อยลงจริงๆ นางจึงเทน้ำซุปที่ต้มเสร็จแล้วลงในหม้ออีกใบเพื่อกรองเป็ขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นจึงหั่นเนื้อปลาที่เหลือเป็ชิ้นๆ แล้วใส่ลงในชามใบใหญ่ทีละชิ้น
เฉายวนิจ้องเวลาไม่วางตา เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะพอดี เขาก็พยักหน้าให้โจวเทียนหยวน อีกฝ่ายเข้าใจความหมาย จึงประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “หมดเวลา! ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านหยุดมือ”
ในวินาทีสุดท้าย หงฮวาจัดจานเสร็จทันเวลาพอดี เนื้อปลาถูกจัดวางอย่างประณีตราวกับดอกบัวที่กำลังเเบ่งบาน เนื้อปลาที่เรียงซ้อนกันดูราวกับกลีบดอกสีขาว
ผู้เข้าแข่งขันยืนเรียงแถว ห่างกันประมาณหนึ่ง่แขน ผลงานของพวกเขาวางอยู่บนโต๊ะสูงตรงหน้า รอให้กรรมการชิมและให้คะแนน
“เฮ้อ...โชคดีที่เสร็จทัน” หงฮวาเอามือกุมอกที่เต้นระรัว พลางถอนหายใจโล่งอก
บรรยากาศตึงเครียดผิดปกติ มีเพียงลู่เต้าที่ยังคงสงบนิ่ง พลางพูดคุยกับไป๋เสียในใจ “ว่าแต่ เกณฑ์การตัดสินคืออะไร”
“รสชาติอร่อยก็พอแล้ว”
“โอ้? ข้าคิดว่าต้องใช้อาหาริญญาเสียอีก ปลากระดี่มุกของเราก็นับเป็อาหาริญญา น่าจะได้คะแนนเพิ่มนะ”
ไป๋เสียกล่าวไม่สบอารมณ์ “ข้าอธิบายให้เ้าฟังเป็ร้อยรอบแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าวัตถุดิบที่หลังจากกินเข้าไปแล้วเพิ่มพลังิญญา หรือทำให้คนตื่นรู้วิชาลับได้ ถึงจะเรียกว่า ‘อาหาริญญา’ อย่างเช่นลูกกวาดที่ข้ากลั่นก็คือ ‘อาหาริญญา’ ส่วนปลาที่เ้าได้มาโดยบังเอิญไม่มีพลังิญญาอยู่เลย อย่างมากก็เรียกได้แค่ ‘อาหารชั้นเลิศ’ เท่านั้น”
“มาแล้ว!” มีคนร้องเบาๆ สายตาของผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่นั่นทันที
โจวเทียนหยวนและเฉายวนิมาถึงหัวแถว เตรียมเริ่มต้นการชิมอาหาร ทั้งสองคนจะเดินจากต้นแถวไปจนถึงท้ายแถว แล้วเดินกลับมาชิมรสชาติอีกครั้ง หากระหว่างนั้นไม่มีใครถูกเลือก ก็จะตกรอบทันที อาหารที่ถูกใจกรรมการคนใดคนหนึ่งเลือก ถึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ
ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันเกือบร้อยคน ลู่เต้าและหงฮวาอยู่ตรงกลางประมาณลำดับที่ห้าสิบ ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย กรรมการทั้งสองเริ่มชิมอาหารที่ตัดสินทุกสิ่งแล้ว
ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ด้านหน้าต่างก็เตรียมพร้อม พวกเขายืนอยู่หลังผลงานของตนเอง และหวังว่ากรรมการจะหยุดอยู่ที่พวกเขา
แต่ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนอึ้ง กรรมการเดินผ่านอาหารของผู้เข้าแข่งขันยี่สิบคนแรกรวด ผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมคนอื่นๆ ต่างก็คิดในใจ “ผลงานของพวกเขาดูดีนัก ไม่นึกเลยว่าจะไม่เข้าตาคนทั้งสอง”
ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกมองข้ามได้แต่ปลอบใจตัวเอง “ไม่เป็ไร ขอแค่กรรมการยอมชิมตอนเดินกลับมา ข้าก็ยังมีโอกาส”
ไป๋เสียรู้ดีว่าคนทั้งสองนี้เลือกกินแค่ไหน หากไม่ถูกเลือกั้แ่แรกก็ถือว่าตกรอบ
เพียงพริบตาเดียว ผู้เข้าแข่งขันอีกสิบคนก็ไม่ถูกเลือก เมื่อเห็นว่าโจวเทียนหยวนและเฉายวนิกำลังจะมา หงฮวาจึงตรวจสอบเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองอีกครั้งอย่างละเอียด ส่วนลู่เต้าก็แอบหลบอยู่หลังหงฮวาอย่างกังวล เพื่อลดตัวตนของเขาลง
เพราะก่อนหน้านี้ลู่เต้าเคยเลียฝ่ามือของเฉายวนิ ทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัล เขาจึงไม่รู้ว่าเฉายวนิจะจงใจแก้แค้น หรือเมินอาหารของหงฮวาเพราะเห็นว่าลู่เต้าเป็คู่หูของนางหรือไม่ นี่อาจทำให้หงฮวาตกรอบไปด้วย
ผู้เข้าแข่งขันสี่สิบคนแรกไม่มีใครดึงดูดความสนใจของโจวเทียนหยวนและเฉายวนิได้เลย ความเข้มงวดของพวกเขาทำเอาผู้คนอ้าปากค้าง
เมื่อใกล้จะเดินถึงหน้าหงฮวา โจวเทียนหยวนที่ได้กลิ่นหอมๆ จึงเอ่ยอย่างประหลาดใจ “อะไรหอมเช่นนี้”
หงฮวาทำหน้าคาดหวัง นางหวังว่ากรรมการทั้งสองจะหยุดอยู่ที่นาง แต่คนทั้งสองกลับเดินผ่านหน้านางไปอย่างไม่ไยดี แล้วหยุดอยู่หน้าผลงานของผู้เข้าแข่งขันอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
เนื่องจากอยู่ห่างกันหลาย่ตัว ลู่เต้าจึงพยายามชะเง้อคอมองว่าผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่ถูกเลือกนั้นมีหน้าตาเป็เช่นไร
ลู่เต้าเห็นผู้เข้าแข่งขันกลุ่มนั้นก็อุทานออกมา “เป็หวังเหล่ยกับพวกพ้องงั้นหรือ”
โจวเทียนหยวนและเฉายวนิหยุดอยู่หน้ากลุ่มของหวังเหล่ย พวกเขามองหัวปลาขนาดใหญ่ที่ย่างจนสุกกำลังดี ผิวนอกกรอบเล็กน้อย แล้วถามขึ้น “อาหารจานนี้ชื่อว่าอะไร”
“หัวปลากระดี่มุกย่างเกลือขอรับ!” หลี่หูกล่าวด้วยรอยยิ้มและเสียงดังฟังชัด
เขาเป็ผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่ทำให้กรรมการทั้งสองหยุดถามคำถาม คนอื่นๆ ต่างก็มองพวกเขาด้วยความอิจฉา หวังเหล่ยและหลี่หูรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
“นับว่าเป็วัตถุดิบชั้นเลิศจริงๆ เพียงแค่ใส่เกลือเล็กน้อยแล้วย่างบนไฟ น้ำมันปลาก็ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอ”
โจวเทียนหยวนสูดกลิ่นหอมของน้ำมันปลาเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง “สีสันและกลิ่นหอมผ่านแล้ว ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็เช่นไร”
“รสชาติไม่ทำให้ท่านทั้งสองผิดหวังแน่นอน!” หลี่หูหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารให้คนทั้งสอง “ถึงแม้จานนี้จะดูใหญ่ แต่จริงๆ แล้วกินได้แค่สองที่เท่านั้น”
“ให้กินตรงไหนหรือ”
หลี่หูใช้ตะเกียบจิ้มไปที่แก้มปลาเบาๆ ผิวปลาก็ส่งเสียงกรุบกรอบทัน.f เขาจึงกล่าวว่า “ตรงนี้”
เขาระมัดระวังคีบเนื้อปลาสีขาวนวลขนาดเท่าฝ่ามือสองชิ้นออกมาจากแก้มปลา แล้วกล่าวว่า “นี่คือเนื้อปลาที่เล็กที่สุดสองชิ้นบนตัวปลา ถึงแม้เนื้อปลาจะเล็ก แต่ก็รวมเอาส่วนที่ดีที่สุดไว้ทั้งหมด ไม่เพียงแต่เนื้อัันุ่มและลื่นที่สุดเท่านั้น แต่ยังไม่มีก้าง ปลอดภัยสำหรับการรับประทาน ปลากระดี่มุกทั้งตัวมีเนื้อแก้มเพียงสองชิ้นเล็กๆ นี้เท่านั้น ซึ่งมีค่าดุจไข่มุก”
เนื้อแก้มปลานุ่มๆ ที่ยังมีไอความร้อนอยู่ถูกแบ่งใส่จานสองใบ แล้วส่งให้คนทั้งสอง น้ำมันปลาที่ถูกย่างบนไฟส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ไม่เพียงแต่ผู้ชมที่อยู่ข้างสนามเท่านั้น แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันรอบๆ ก็ยังกลืนน้ำลายด้วยความอยากอาหาร
โจวเทียนหยวนและเฉายวนิรับเนื้อปลามาชิม เพียงแค่ใส่เข้าปากแล้วกัดเบาๆ คนทั้งสองก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน และมองหน้ากันเพื่อยืนยัน โจวเทียนหยวนวางตะเกียบลง พร้อมกับประกาศว่า “ผ่าน”
“สำเร็จแล้ว!!!” หวังเหล่ยและหลี่หูโผเข้ากอดกันด้วยความลิงโลด
ลู่เต้าเองก็ประหลาดใจมาก ทั้งๆ ที่ทุกคนต่างก็ใช้เนื้อปลากระดี่มุกเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายอยู่หลังเขา ไม่นึกเลยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขากลับเป็ฝ่ายชนะไปก่อน
เห็นได้ชัดว่าหงฮวาก็คิดเช่นเดียวกับเขา นางรู้สึกหดหู่ใจจนก้มหน้าลงเงียบๆ
ลู่เต้ารู้ว่านางกำลังโทษตัวเอง จึงปลอบใจว่า “ไม่เป็ไร ตามกฎแล้วพวกเขาจะเดินกลับมา พวกเรายังมีโอกาสอีกครั้ง!”
หงฮวายิ้มและพยักหน้า “อืม!”
