เล่มที่ 3 บทที่ 80 ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน
แต่คนที่มองออกนั้น กลับรู้ดีว่าสถานการณ์ของหลินเฟยในตอนนี้ ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
“ทุกที่ที่มีแสงจันทร์ส่องถึง” หากเป็เช่นนี้แล้ว จะสกัดได้อย่างไร?
ขณะที่ทั้งคู่กำลังประมือกันถึงกระบวนท่าที่สิบ แสงจันทร์สายหนึ่งก็ส่องทะลุลำแสงกระบี่ของหลินเฟยออกมา ระหว่างที่ทุกคนคิดว่าตนเองตาฝาดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเ็ปขึ้นมา ก่อนที่หลินเฟยจะกระเด็นลอยออกไป…
โชคดีที่หลินเฟยไหวตัวเร็ว
ระหว่างที่ลอยอยู่กลางอากาศ เขาก็สะบั้นกระบี่หงส์คำรนออกไป ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพลันะเิออกและสะบั้นตัดกับแสงจันทร์ที่ไล่ตามมาติดๆ ก่อนที่ทั้งร่างจะร่วงกระแทกกับแท่นประลองอย่างแรง ในตอนนี้เองทุกคนถึงได้เห็นว่าที่บ่าของหลินเฟยกำลังมีเืซึมออกมาเป็จำนวนมาก…
ทุกคนต่างพากันใกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า…
หากหลินเฟยพลาดท่าถูกกระบี่แทงห่างไปอีกแค่หนึ่งเฟินล่ะก็ มีหวังว่าเขาจะลุกขึ้นมาไม่ได้ด้วยซ้ำ...
“ร้ายกาจเสียจริง” หลินเฟยค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นมา ก่อนจะโคจรพลังปราณสะกดจุดเพื่อหยุดเืที่กำลังไหลอยู่ ถึงแม้กระบี่เมื่อครู่จะไม่ถูกบริเวณสำคัญอะไร แต่พลังปราณของอีกฝ่ายที่อัดกระแทกเข้ามานั้นถือว่าประหลาดไม่น้อยเลย เพียงแค่เข้าสู่ร่าง ปราณนั้นก็พุ่งตรงไปยังจุดตันเถียนของหลินเฟยทันที อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้รู้สึกเ็ปแม้แต่น้อย กลับรู้สึกอ่อนโยนเย็นสบายราวกับกำลังอาบแสงจันทร์ด้วยซ้ำ
หลินเฟยเกือบจะหลงกลจมอยู่กับความรู้สึกเย็นสบายนั้น โชคดีที่ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็ตั้งสติขึ้นมาได้ หลินเฟยรีบโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนบดขยี้ปราณที่แทรกเข้ามาจนแตกสลาย
กระทั่งในเวลานี้ หลินเฟยเองก็ยังอดหวาดเสียวไม่ได้ พลังปราณของกายเย่หัวแต่กำเนิดนั้นช่างพิลึกไม่เบา หากเมื่อครู่นี้เขาไหวตัวช้าไปอีกนิดเดียว เกรงว่าตนเองจะถูกถีบลงแท่นประลองอย่างไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับคู่ต่อสู้คนก่อนๆของชิวเย่หัวแล้ว
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศบริเวณแท่นประลองเสมือนปกคลุมไปด้วยม่านหมอกที่ดูงดงามราวกับความฝัน แต่หลินเฟยที่อยู่ภายใต้ความงดงามนี้กลับรู้ดีว่า แสงจันทร์ที่สาดส่องไปทุกที่กลับเต็มไปด้วยอันตราย หลินเฟยโคจรพลังใส่กระบี่หงส์คำรนจนเกิดประกายไฟขึ้นมา ก่อนจะสะบั้นใส่แสงจันทร์ที่ใกล้จะประชิดตัวเขาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมา ปรากฏเป็ัสีทองโอบล้อมอยู่รอบตัว
“เข้ามา!”
บัดนี้เปลวไฟจากกระบี่หงส์คำรนได้ผสมรวมเข้ากับแสงจันทร์ที่สาดส่องแล้ว
ชิวเย่หัวยังคงทำเหมือนเช่นเคย นางวาดกระบี่ที่ไม่เคยออกจากฝักในมือเพียงเล็กน้อย แสงจันทร์มากมายก็พลันสาดส่องลงมา ทุกที่ที่แสงจันทร์ส่องถึง ล้วนเกิดเป็ปราณกระบี่ของนาง ทันใดนั้นจึงเห็นเป็แสงจันทร์กับเปลวไฟผสมปนเปบนแท่นประลอง ก่อนจะได้ยินเสียงโลหะกระทบกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่เห็นเงาของคนทั้งสองเสียอย่างนั้น
“นี่มัน…” ศิษย์ที่รับชมการประลองหลายคนพากันส่ายหัวอย่างระอา ภาพชิวเย่หัวสะบั้นตัดเปลวไฟจนเกือบจะเอาชนะหลินเฟยได้เมื่อครู่ยังติดตาอยู่แท้ๆ ผ่านไปเพียงไม่นาน หลินเฟยกลับไม่หลาบจำ ยังคงใช้วิธีการต่อสู้เช่นเดิมโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เขายังคงบุกอย่างเอาเป็เอาตาย หวังว่าจะสามารถสกัดไม่ให้ชิวเย่หัวมีโอกาสสะบั้นกระบี่ได้
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ…
ข้อได้เปรียบของเคล็ดวิชากระบี่เริงระบำอย่างการทำให้ทุกที่ที่มีแสงจันทร์ส่องถึงแปรเปลี่ยนเป็ปราณกระบี่ได้นั้น หากได้เผชิญหน้าปราณกระบี่ที่ประดังเข้ามาทุกทิศทางเช่นนี้ จะสามารถหลบหลีกออกไปได้อย่างไร?
แล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆ…
ครั้งนี้หลินเฟยไม่สามารถเทียบกับตัวเองในครั้งก่อนได้อีกต่อไป...
ขณะทั้งคู่เพิ่งจะประมือกันมาถึงกระบวนท่าที่สาม แสงจันทร์สายหนึ่งก็ส่องลงบนตัวหลินเฟย
ไม่นานนัก แสงจันทร์สายนั้นก็สว่างจ้าขึ้นมา ภายใต้เปลวไฟที่ลุกโชติ่จึงดูงดงามเจิดจรัสเป็พิเศษ…
พริบตาเดียวเท่านั้น แสงจันทร์ก็แปรเปลี่ยนเป็ลำแสงกระบี่
กระบี่ที่ไม่เคยออกจากฝักเล่มนั้น ก็ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางลำแสงกระบี่นั้น…
“แย่แล้ว…”
ขณะที่ทุกคนกำลังใ บนแท่นประลองก็มีเสียงัคำรามขึ้น
ก่อนจะเห็นัสีทองที่โอบล้อมตัวหลินเฟยกลายเป็ปราณกระบี่สีทอง พุ่งเข้าใส่กระบี่โบราณที่ปรากฏขึ้นมาซึ่งๆหน้า…
ทันใดนั้นก็เกิดะเิเป็แสงจ้าออกมา
ปราณกระบี่สีทองนั่นสามารถต้านกระบี่ที่มีพลังรุนแรงของชิวเย่หัวได้เลยทีเดียว…
‘ไม่ๆ… ไม่ใช่แค่ต้านเท่านั้น’
หลังจากัได้กลายสภาพเป็ปราณกระบี่แล้ว ปราณนั้นจึงเสมือนกับมีชีวิตขึ้นมาในทันที ปราณกระบี่แยกตัวจากหนึ่งเป็สอง สองเป็สี่ จนกระทั่งครบสามสิบหกเล่ม ซึ่งบัดนี้พวกมันกำลังบินวนล้อมรอบชิวเย่หัวอยู่…
“บ้าไปแล้ว!”
ศิษย์ที่ชมอยู่ก็ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
‘นี่มันค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน!’
ทุกคนคิดไม่ถึงเลยว่าหลินเฟยจะใช้ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนรับมือกับชิวเย่หัว บัดนี้ปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่ม กำลังปิดล้อมชิวเย่หัวอย่างแน่นขนัด…
“ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนหรือ?” ไม่ใช่แค่เหล่าศิษย์ที่ประหลาดใจเท่านั้น แม้แต่เหล่าผู้าุโบนบัลลังก์ก็อดที่จะขยี้ตาดูอีกครั้งไม่ได้
‘ตาฝาดอย่างนั้นหรือ?’
‘นอกจากจะเชี่ยวชาญเคล็ดวิชากระบี่แล้ว แม้แต่ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนก็ยังใช้เป็อีกด้วย?’
ทางด้านสือเหอที่มองอยู่ก็แทบจะถลนตาออกมาจากเบ้า เขาเอาแต่จ้องไปที่ปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มอย่างไม่วางตา สุดท้ายจึงถอนหายใจออกมา
“ที่เชิงหุบเขาอวี้เหิงตอนนั้น สมแล้วล่ะที่แพ้…”
ใช่แล้ว นี่คือค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนจริงๆ
แถมพลังของค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่หลินเฟยใช้นั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าของสือเหอเลยสักนิด ถึงกับมีเค้าลางว่าเขาได้ฝึกจนถึงระดับค่ายกลกระบี่เทียนกังแล้ว บัดนี้แม้แต่ชิวเย่หัวเองก็ไม่อาจรับมือได้ง่ายๆ
มือของหลินเฟยในตอนนี้ ข้างหนึ่งถือกระบี่ ส่วนอีกข้างกำลังบงการค่ายกลอยู่ ทันใดนั้นปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มก็โหมกระหน่ำพุ่งเข้าใส่แสงจันทร์ที่สาดส่องมาจากทุกทิศทาง บีบต้อนจนเหลือเพียงวงแคบรัศมีไม่ถึงสิบจ้าง
คราวนี้ทั่วทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนพากันตะลึงพรึงเพริดไปกันหมด
หลินเฟยกำลังจะชนะแล้ว!
บัดนี้เองนับเป็ครั้งแรกก็ว่าได้ ที่ชิวเย่หัวไร้ซึ่งกระบี่โบราณติดกาย เพราะมันหล่นออกไปไกลนับสิบจ้าง หรือจะพูดง่ายๆก็คือ ตอนนี้ชิวเย่หัวไม่เหลืออาวุธติดมือเลยด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้นชิวเย่หัวก็ยังคงสงบนิ่ง ภายใต้การปิดล้อมของปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่ม นางทำเพียงกระแอมเสียงแ่เบาเท่านั้น ไม่นานก็มีดวงจันทร์ปรากฏขึ้นมาเหนือศีรษะ แสงจันทร์มากมายสาดส่องลงมาอีกครั้ง กระทั่งย้อมแท่นประลองจนกลายเป็สีขาวนวล สามารถสกัดการโจมตีของปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มได้พอดี
‘นี่ต่างหากคือกายเย่หัวของจริง’
ภายในแสงจันทร์ที่สาดส่อง ไม่มีสิ่งใดที่สามารถประชิดตัวนางได้เลย
“ดูแล้ว กายเย่หัวของศิษย์น้องชิว คงใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้วสิ…” หลินเฟยเองก็ไม่ได้รีบร้อน บรรจงวาดมือเป็ค่ายกลบงการปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มอีกครั้ง เพื่อโหมโจมตีแสงจันทร์ที่ส่องลงมาจากทุกทิศทุกทาง
เรียกได้ว่าในตอนนี้พลังทั้งคู่สูสี โดยไม่มีใครเป็รองใครเลยทีเดียว…
กระบี่โบราณที่ยังอยู่ในฝักก็พยายามโจมตีหลินเฟยอยู่หลายครั้ง ทว่ามันก็ถูกกระบี่หงส์คำรนต้านเอาไว้ได้
แสงจันทร์ถูกสะบั้นจนสลายไปทีละน้อย ดวงจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือชิวเย่หัวก็พลันหม่นแสงลงเรื่อยๆ…
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
