“ตำหนักเย็นไม่เคยถูกเปิดในรอบสิบปี เ้าเป็คนแรกที่โดนลงโทษหนักหนาเพียงนี้” เยว่ซินยืนนิ่งไม่พูดสิ่งใด ท่ามกลางสายลมอ่อนพัดโชยมาปะทะร่าง ส่งผ่านความเหน็บหนาวจนหญิงรู้สึกสะท้านไปครู่หนึ่ง
“เ้าหลอกให้ข้าออกไปที่ศาลาร้าง” นางพูดพลางเลื่อนสายตาไปยังฟางเหลียน
“ใครหลอกเ้า?” ฟางเหลียนถาม พลางหันมองตำหนักเย็นทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมให้เหตุผลต่อ
“ข้าไปพบเ้า ตามนัดหมาย แต่ตอนที่ข้าไปถึง ก็เห็นเ้ายืนกอดกับองค์ชายสาม ข้าจึงไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะรักของเ้ากับองค์ชายสามก็เท่านั้น”
“ไม่รับผิดก็ไม่เป็ไร แต่ขอให้รู้ไว้ ว่าละครฉากเมื่อครู่ ข้าไม่ได้ซาบซึ้ง” เยว่ซินพูดจบเตรียมเบี่ยงตัวเดินจากไป ก่อนพระชายาจะคว้าแขนนางไว้แล้วทวงบุญคุณ
“เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะข้า เ้าก็คงตายคามือรัชทายาทไปแล้ว” คำพูดของฟางเหลียนทำให้เยว่ซินเ็ปจนพูดอะไรไม่ออก
“เช่นนั้นเ้าก็ควรปล่อยให้ข้าตายด้วยฝีมือเขา เหตุใดจึงต้องช่วยไว้” เยว่ซินพูดจบก็เดินเข้าไปยังตำหนักเย็นท่ามกลางความมืดมิด
“คิดเหรอ ว่าคนอย่างรัชทายาทจะฆ่าเ้าได้จริง ๆ ต่อให้ข้าไม่ขวาง เ้าก็ไม่มีวันตายด้วยฝีมือเขา” พระชายาฟางเหลียนพูดออกมาพร้อมสายตาสั่นไหว ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินกลับตำหนักจิ่วหยง ปล่อยให้เยว่ซินเข้าไปยังตำหนักเย็นตามลำพัง
สองเท้าของหญิงสาวเดินเข้ามาพบกับเสียงหนู และสัตว์ตัวเล็ก ๆ กำลังวิ่งหาที่ซ่อน ทั้งหยากไย่และฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว เยว่ซินเดินมองทุกอย่างเงียบ ๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งพลางคู้เข่าเข้าหากันแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเ็ป
ต่อให้นางอธิบายความจริงกับเขาสักกี่ครั้ง ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจจ้าวเฉินลู่ได้ เขาเป็คนยึดมั่นในศักดิ์ศรี และยิ่งทะนงในตัวเอง เยว่ซินก้มหน้าลงแล้วปล่อยน้ำตาไหลรินออกมา
“เหตุใดการที่ข้าได้รักท่าน ถึงได้ยากเย็นเพียงนี้ เหตุใดความรักของท่านถึงทำให้ข้าทุกข์ทรมานได้เพียงนี้” นางร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่จ้าวเฉินลู่ทำ จนเผลอหลับไปในที่สุด
รัชทายาทกวาดข้าวของทุกอย่างลงพื้น เสียงโครมครามดังออกมาจากห้องบรรทมเป็ระยะ ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปดูแล ด้วยเกรงในราชอำนาจ จึงปล่อยให้รัชทายาทระบายโทสะตามลำพังในห้อง เมื่อสงบลงชายหนุ่มค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งยังเตียงนอน ภาพของเขาและนางที่มีความสุขบนเตียงนี้ ยังคงฉายวนซ้ำไปมาให้ชายหนุ่มน้ำตาเอ่อขึ้น
“ความรักของข้า มันไม่เพียงพอให้เ้าหยุดที่ข้า ในเมื่อพวกเ้ารักกันมาก ข้าจะไม่มีวันยอมให้พวกเ้าสองคนได้พบกันอีก ข้าเ็ปเพียงใด พวกเ้าต้องเ็ปยิ่งกว่าเป็พันเท่า” จ้าวเฉินลู่พูดออกมาด้วยความคับแค้นใจอย่างถึงที่สุด มือหนากำแน่นเบียดกันจนสั่นระริก
เยว่ซินรู้สึกตัวอีกที ก็ถูกใครบางคนสะกิด นางค่อย ๆ ลืมตาเงยหน้าขึ้นพบว่าเป็ฮั่นหยู
“พระสนมเพคะ ตื่นรับอาหารเช้าก่อนนะเพคะ” ฮั่นหยูเปิดห่ออาหารที่แอบนำมาให้หญิงสาว ก่อนเยว่ซินจะส่ายศีรษะแล้วมองฮั่นหยูด้วยสายตาแน่นิ่ง
“ต่อไปเ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าพระสนมอีกแล้วล่ะ รัชทายาทปลดข้าออกจากตำแหน่งแล้ว อีกอย่างเ้าห้ามมาที่นี่อีกเป็อันขาด หากรัชทายาทรู้เข้า เ้าจะมีโทษเอาได้” ฮั่นหยูชะงักนิ่ง
“รัชทายาทปลดคุณหนูออกจากตำแหน่งพระสนมแล้วงั้นเหรอเ้าคะ” เยว่ซินพยักหน้าพร้อมน้ำตาเอ่อขึ้นอีกครั้งด้วยความผิดหวัง
“ข้าไม่ควรรักเขา” นางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนฮั่นหยูจะดึงร่างของหญิงสาวมาสวมกอดไว้
“อย่าร้องไห้นะเ้าคะ คุณหนูยังมีข้าอยู่ทั้งคน ข้าจะไม่ยอมให้คุณหนูลำบาก คุณหนูรีบกินเถอะนะ ข้าจะเก็บกวาดตำหนักนี้เอง”
“กอดข้านาน ๆ หน่อยได้หรือไม่” คำขอร้องของเยว่ซินทำให้ฮั่นหยูกระชับกอดแแ่ขึ้นไปอีก
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณหนูต้องเข้มแข็ง ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อดูการเติบโตของเ้าตัวเล็กในครรภ์นะเ้าคะ” คำพูดของฮั่นหยูทำให้เยว่ซินพยักหน้ารับ ก่อนฮั่นหยูจะรีบเข้าไปเก็บกวาดภายในตำหนักด้วยความรีบร้อน ด้วยกลัวผู้อื่นจะเข้ามาเห็น เมื่อทำความสะอาดไปได้สักระยะ จึงหันมายังเยว่ซิน พบว่านางนั่งเหม่อลอยไม่ยอมแตะอาหาร หญิงสาวจึงวางมือจากงานตรงหน้าแล้วเดินเข้ามาหา
“คุณหนูต้องกินนะเ้าคะ หากคุณหนูไม่กิน ตัวเล็กในครรภ์ก็จะอดไปด้วย” เยว่ซินปาดน้ำตาแล้วพยักหน้า ยอมหยิบตะเกียบคีบอาหารกิน อย่างน่าเวทนา
ฮั่นหยูทำความสะอาดทุกซอกมุมเสร็จแล้ว ก็เข้ามาเก็บอาหารใส่ห่อตามเดิมให้เรียบร้อย แล้วหันมาจับมือเยว่ซิน
“เย็นนี้ข้าจะนำอาหารมาให้คุณหนูอีก หากเป็ไปได้ อย่ากินอาหารจากพระชายาเป็อันขาด ข้าไม่มั่นใจว่านางจะคิดแผนชั่วช้าอะไรขึ้นมาอีก”
“ฮั่นหยู ข้าซาบซึ้งน้ำใจเ้ายิ่งนัก” เยว่ซินโผเข้ากอดฮั่นหยู พร้อมปล่อยน้ำตารินไหลออกมาไม่ขาดสาย ก่อนเสียงฝีเท้าด้านนอกจะทำให้ฮั่นหยูถอนกอดออกจากเยว่ซิน แล้วหยิบข้าวของทุกอย่าง พร้อมมองหาที่หลบ
ไม่นานนักร่างของพระชายาฟางเหลียน ก็เดินมาพร้อมกับหลินหยาง ในมือถือถาดอาหารมาวางไว้ ก่อนสายตาหลินหยางจะมองไปทั่ว ๆ ด้วยความแปลกใจ
“เหตุใดตำหนักเย็นจึงสะอาดเช่นนี้ล่ะเพคะ หรือว่ามีคนลอบเข้ามาช่วยพระสนมเยว่ซิน” ความสงสัยของหลินหยางทำให้ฟางเหลียนยิ้ม แล้วเดินมาย่อตัวลงนั่งยังเก้าอี้ด้านข้าง
