หม่าชิงนั่งลงที่ขอบเตียง เอ่ยว่า “วันนี้เหลาอาหารฝูลี่ไหลเพิ่มอาหารจานใหม่หนึ่งอย่าง นามว่าซวงสี่หลินเหมิน”
ฝูลี่ไหลคือชื่อเหลาอาหารเก่าแก่แห่งหนึ่ง อายุมากกว่าเหลาอาหารสกุลหู ทว่าตำแหน่งที่ตั้งของเหลาอาหารค่อนข้างไกล พื้นที่ก็ไม่ใหญ่เท่าเหลาอาหารสกุลหูและเหลาอาหารสกุลหม่า
เ้าของเหลาอาหารฝูลี่ไหลเปลี่ยนมือมาแล้วหลายคน เ้าของคนใหม่มารับ่ต่อได้ยังไม่ถึงสามเดือน คนผู้นี้มาจากทางเหนือ ในตระกูลมีญาติเป็ขุนนางระดับสูงในราชสำนัก และตระกูลของภรรยาก็อยู่ในเมืองเซียง
เดือนที่แล้วก่อนที่หม่าชิงจะไปเมืองหลวง เขาเคยพาเฟิ่งซื่อไปทานอาหารที่ฝูลี่ไหล
เฟิ่งซื่อจําได้ว่ารูปแบบของฝูลี่ไหลเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้เน้นอาหารท้องถิ่นเป็หลักอีกต่อไป แต่เน้นขาแกะย่าง เนื้อตุ๋น ห่านตุ๋นและอื่นๆ โดยใช้อาหารภาคเหนือเป็หลัก
ยามประชาชนเมืองเซียงกินอาหารภาคเหนือ ชิมสองสามคำรู้สึกแปลกใหม่ถือว่ายังพอไหว ครั้นกินบ่อยๆ ก็ไม่ชอบแล้ว ที่สำคัญคืออาหารภาคเหนือไม่มีรสเผ็ด กินแล้วรู้สึกไม่ถึงอกถึงใจ
เฟิ่งซื่อเคยไปครั้งหนึ่งก็ไม่อยากไปอีก นางยังเอ่ยกับหม่าชิงว่าหากฝูลี่ไหลยังเป็เช่นนี้ต่อไป ย่อมต้องปิดตัวลงแล้วเปลี่ยนเ้าของอีกเป็แน่
คิดไม่ถึงว่ายามนี้ฝูลี่ไหลจะออกอาหารจานใหม่แล้ว
เฟิ่งซื่อเอ่ยถาม “หรือว่าฝูลี่ไหลก็เลียนแบบเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของเหลาอาหารเรา? ไม่สิ หากเป็เช่นนั้นท่านควรโกรธถึงจะถูก”
“ฮูหยินฉลาดจริงๆ ฮ่าฮ่า ซวงสี่หลินเหมินจานนี้ของฝูลี่ไหล เลียนแบบอวี๋หมี่จือเซียงของเหลาอาหารสกุลหู”
“จริงหรือ เช่นนั้นพวกเขาเลียนแบบอย่างไรหรือเ้าคะ?”
หม่าชิงเอ่ยพร้อมใบหน้าที่บานเป็กระด้งว่า “ซวงสี่หลินเหมินคล้ายกับอวี๋หมี่จือเซียงถึงเก้าส่วน อีกหนึ่งส่วนที่ไม่คล้ายก็คือโรยเมล็ดแปะก๊วยสุกหลายสิบเมล็ดบนปลาสองตัวนั้น
ราคาของอาหารทั้งสองจานนี้คือสองร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญทองแดง ลูกค้ารู้ว่าฝูลี่ไหลเพิ่มแปะก๊วยสุกเข้ามา จึงไปฝูลี่ไหลกันหมด ไม่ไปเหลาอาหารสกุลหูแล้ว
อวี๋หมี่จือเซียงของเหลาอาหารสกุลหูเริ่มขายไม่ได้ั้แ่่กลางวัน ตกกลางคืนยิ่งไม่มีผู้ใดสั่งอาหารจานนี้
หูชุนหยางโมโหจนพังโต๊ะ หลงจู๊ลูกน้องของเขาวิ่งไปด่าสาดเสียเทเสียที่หน้าประตูฝูลี่ไหล ถูกเสี่ยวเอ้อร์หลายคนของฝูลี่ไหลกดลงพื้นแล้วทุบตีจนใบหน้าบวมช้ำ ยามเดินยังขาเป๋เล็กน้อย”
เฟิ่งซื่อรู้สึกยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น เอ่ยว่า “สมน้ำหน้า! หูชุนหยางแอบเลียนแบบเหลาอาหารของพวกเรา ครานี้ฝูลี่ไหลก็แอบเลียนแบบเหลาอาหารของเขา” ทว่าก็ยังเอ่ยอย่างเสียดายอยู่บ้างว่า “หากคืนนี้คนที่ไปะโด่าทอที่หน้าประตูฝูลี่ไหลคือหูชุนหยางก็คงจะดี”
“หากเป็หูชุนหยาง เ้าของฝูลี่ไหลคงมิกล้าส่งเสี่ยวเอ้อร์ไปทุบตีเขา” หม่าชิงส่ายหน้าไปมา
“ท่านว่าฝูลี่ไหลจะแอบเลียนแบบเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของเหลาอาหารพวกเราหรือไม่?”
หม่าชิงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ต้องใช้พริกสับดองในการปรุงเท่านั้น เขามีพริกสับดองหรือไม่เล่า? หากไม่มีพริกสับดองก็ไม่อาจเลียนแบบได้”
ทันใดนั้นเฟิ่งซื่อก็ตบหน้าผากตนเองเบาๆ “ฟูจวิน [1] ข้าเกือบจะลืมเื่สําคัญไปแล้ว วันนี้ข้าไปที่บ้านของหลี่ซื่อ ได้กินอาหารจานใหม่สามอย่าง หนึ่งในเครื่องปรุงของอาหารเ่าั้คือพริกดอง รสชาติดียิ่งนัก พริกดองทํามาจากพริกเช่นกัน หลี่ซื่อมอบพริกดองสองไหเล็กให้ข้า พรุ่งนี้ข้าจะให้ห้องครัวทำอาหารจากพริกดองให้ท่านได้ลิ้มลอง”
หม่าชิงเอ่ยอย่างดีใจว่า “เยี่ยม ดียิ่งนัก”
เฟิ่งซื่อไม่ง่วงนอนแล้ว บรรยายถึงอาหารจานใหม่ทั้งสามจานอย่างสมจริงสมจัง และยังเอ่ยชมหลี่ชิงชิงไม่หยุดปาก
แม้ว่าหลี่ชิงชิงเป็สตรี ทว่าหม่าชิงไม่ได้นอกใจมาหลายปีแล้ว เฟิ่งซื่อค่อนข้างเชื่อใจเขาและไม่คิดว่าการเอ่ยชมสตรีอื่นต่อหน้าเขาจะมีสิ่งใด
หม่าชิงยิ่งได้ฟังยิ่งดีใจ กล่าวว่า “หลี่ซื่อเป็อัจฉริยะในด้านการทําอาหารจริงๆ นี่เพียงไม่กี่เดือนก็คิดอาหารใหม่ๆ ออกมามากมายเพียงนี้”
“นางไม่เพียงทําอาหารได้ดี” น้ำเสียงของเฟิ่งซื่อมีความเลื่อมใสอยู่หลายส่วน เอ่ยว่า “หากวันนี้ข้าไม่ได้เห็นด้วยตา ก็ยากที่จะเชื่อว่าสตรีตัวเล็กๆ ที่มาจากชนบทเช่นนาง จะมีทักษะการแพทย์เหนือชั้นที่สามารถถอนพิษได้”
หม่าชิงถามอย่างใคร่รู้ “โอ วันนี้เ้าพบเห็นสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?”
เฟิ่งซื่อจึงได้เล่าเื่ที่หลี่ชิงชิงช่วยขับพิษให้กับชาวบ้านสิบสองคนจากหมู่บ้านหู และแน่นอนว่านางก็ซึมซับความไม่เห็นแก่ตัวมาจากหลี่ชิงชิง ให้คนนำยาของหลี่ชิงชิงไปให้ท่านหมอเติ้งที่ร้านขายยาในตำบลไท่
หลังจากหม่าชิงได้ยินว่าชาวบ้านถูกวางพิษหมู่ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ครั้นฟังเฟิ่งซื่อเล่าจบก็ทอดถอนใจแล้วเอ่ย “พวกเ้าช่างใจกล้าเทียมฟ้าจริงๆ”
เฟิ่งซื่อถอนหายใจยาวหนึ่งเสียง เอ่ยเสียงเบา “เ้าค่ะ ระหว่างทางกลับมาข้าได้ใคร่ครวญอย่างละเอียด วันนี้ข้ากับนางมุทะลุเกินไปแล้ว”
หม่าชิงเห็นว่าเฟิ่งซื่อมีสีหน้าโทษตนเอง จึงเอื้อมมือออกไปโอบไหล่นางแล้วเอ่ยว่า “หากหลี่ซื่อไม่ช่วยเหลือ ท่านพญายมก็คงรับชีวิตคนเพิ่มอย่างน้อยสิบสองชีวิตไปแล้ว หากเ้าไม่ช่วยเหลือ หลี่ซื่อและตระกูลหวังก็ต้องเผชิญหน้ากับเื่นี้โดยตรง ไม่มีแม้แต่หนทางหนีทีไล่”
“เ้าค่ะ ข้ากลัวว่าหลี่ซื่อไปที่ตำบลไท่แล้วจะเกิดเื่ขึ้น หลี่ซื่อเป็เพียงสตรีอ่อนแอ ตระกูลหวังก็ไม่มีเื้ัแม้แต่น้อย ข้ากลัวจริงๆ ว่าขุนนางที่จัดการคดีนี้เห็นหลี่ซื่อแล้วจะเกิดเจตนาร้าย...” เฟิ่งซื่อเอ่ยความในใจกับสามี
เฟิ่งซื่อไปเยี่ยมหลี่ชิงชิงที่บ้านตระกูลหวัง เพราะกลัวว่าหูชุนหยางจะลอบทําร้ายหลี่ชิงชิงและตระกูลหวัง ผู้ใดจะรู้ว่าจะได้เจอหลี่ชิงชิงที่ช่วยถอนพิษให้ชาวบ้านหมู่บ้านหู อนิจจา เฟิ่งซื่อยังกังวลว่าขุนนางที่จัดการคดีจะถูกตาต้องใจหลี่ชิงชิง
หลี่ชิงชิงโดดเด่นทั้งยังอายุน้อยเพียงนี้ ทว่าตระกูลหวังไร้อำนาจ ไม่อาจปกป้องหลี่ชิงชิงได้
มีวิธีใดที่จะทําให้หลี่ชิงชิงปลอดภัยได้บ้างหรือไม่?
“เ้าควรส่งคนมาแจ้งข้าเื่นี้” หม่าชิงจับไหล่ของเฟิ่งซื่อเบาๆ หมายหยัดกายลุกขึ้น
“ท่านจะไปที่ใด?”
“ส่งคนไปสืบเื้ัของเื่นี้ เ้าไม่ต้องรอข้า ข้าอาจจะไปที่ตำบลไท่สักหน่อย”
เฟิ่งซื่อมีสีหน้าเป็กังวล เอ่ยถาม “เซียงกง [2] ข้าไม่ควรส่งคนไปที่ตำบลไท่ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“หลี่ซื่อมีความรับผิดชอบยิ่งนัก เ้าเองก็มีความรับผิดชอบเช่นกัน พวกเ้าที่เป็สตรีทําให้บุรุษอย่างพวกข้าอับอายแล้ว” หม่าชิงเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ตามเฟิ่งซื่อไปที่บ้านตระกูลหวังในวันนี้ “เ้าอย่าได้คิดมากไปเลย เข้านอนให้เร็วหน่อย ไม่แน่ว่าอีกสักพักข้าก็กลับมาแล้ว”
ทว่าเฟิ่งซื่อกลับนอนไม่หลับ รอจนเที่ยงคืนก็ไม่เห็นเงาร่างของหม่าชิง พอรุ่งสาง ข้ารับใช้ที่เฝ้าประตูได้ยินเสียงเฟิ่งซื่อตื่นนอน ก็เข้ามาแล้วเอ่ยว่า “ฮูหยิน ยามดึกนายท่านส่งคนกลับมาแจ้งว่านายท่านไปที่อำเภอิเฉิงแล้ว อย่างช้าสุดคือจะกลับมาคืนนี้ ขอให้ท่านไม่ต้องกังวลเ้าค่ะ”
“เขาไปสืบข่าวที่อําเภอิเฉิงจริงๆ ด้วย” ในใจของเฟิ่งซื่อยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ นางครุ่นคิดถึงคำพูดของหม่าเซี่ยงหนานเมื่อวานหลังจากที่จัดการเื่ราวเสร็จ เอ่ยพึมพําว่า “ทางการส่งคนไปแล้ว กองทัพก็ส่งคนไปแล้ว ไม่น่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นอีก”
หม่าชิงกลับมา่เย็นพร้อมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง และกําลังทานอาหารเย็นอยู่ แม้ว่าเขาจะทั้งเหนื่อยและหิวเพียงใด แต่ก็ยังเล่าเื่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ไปสืบข่าวมาทั้งวันทั้งคืนให้เฟิ่งซื่อฟัง
“หนึ่งหมู่บ้านถูกวางยาพิษ ได้รับพิษหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดคน เสียชีวิตสามคน ในบรรดาสามคนที่เสียชีวิต คนหนึ่งเป็สตรีชราอายุหกสิบปี สองคนเป็บุรุษที่เป็พ่อลูกกันในหมู่บ้านหู
นอกจากนี้ยังมีสัตว์ปีกและสุนัขบ้านในบ้านอีกสิบกว่าตัวที่ตาย เฮ้อ เลวร้ายยิ่งนัก คดีนี้เป็คดีวางยาพิษที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเซียงใน่สิบปีที่ผ่านมา
เมื่อคืนจ่างสื่อและขุนนางจากกรมอาญาของเมืองเซียงได้ไปยังที่เกิดเหตุแล้ว วันนี้พ่อบ้านคนรองของจวนท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงก็ไปเช่นกัน ทหารปิดล้อมหมู่บ้านหูเอาไว้แล้ว แม้แต่แมลงวันสักตัวก็บินเข้าไปไม่ได้
นายทหารหลายคนในกองทัพที่ข้ารู้จักเองก็ไม่ยอมให้ข้าเข้าไป ข้ายืนอยู่ที่ถนนสายหลักนอกหมู่บ้านหนึ่งชั่วยาม สอบถามเื่มาได้บางส่วน แล้วจึงไปรอที่ตำบลไท่ให้ทหารเ่าั้ส่งคนมาส่งข่าวแก่ข้า”
------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ฟูจวิน หมายถึง คำที่ภรรยาเรียกสามี
[2] เซียงกง หมายถึง คำที่ภรรยาเรียกสามีด้วยความเคารพยกย่องหรือสามีเป็ชนชั้นสูงมีฐานะร่ำรวยในสมัยโบราณ
