โดมิงเกวซพึมพำออกมาอย่างไม่พอใจในขณะที่จ้องซุนเฟย มือของเขาข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบผมที่ไม่เป็ทรงของตัวเอง ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนองค์ชายเลยสักนิด มันดูเหมือนจิ๊กโก๋มากกว่า เขายืนอย่างเทิบทาบโดยมีลูกสุนัขในอ้อมแขนที่หันมาเห่าเขาเสียงดัง ‘โฮ่งๆๆ’
“ฮิๆๆ เป่าเป้ย1 เงียบก่อนนะ” โดมิงเกวซก้มลงมาลูบหัวสุนัขตัวน้อยในอ้อมแขนเขาอย่างรักใคร่เอ็นดู มันแลบลิ้นสีแดงเลียใบหน้าที่เรียบเนียนขององค์ชาย
ซุนเฟยพลันตะลึงงันอยู่กับที่
รูปลักษณ์ภายนอกขององค์ชายโดมิงเกวซดูดีกว่าที่ซุนเฟยจินตนาการไว้ก่อนหน้านี้หลายเท่า แม้แต่ท่านผู้เฒ่าโซล่าที่เป็มือวางอันดับหนึ่งในด้านสืบข่าวก็ยังไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวขององค์ชายรองคนนี้ได้มากมายนัก…ที่แท้องค์ชายรองก็เป็พวกที่มีคุณธรรมน่าสนใจอย่างมาก
“ความจริงแล้ว ข้าก็มีหมานะ มันมีชื่อว่า 'ลมกรดทมิฬ' มันเป็สัตว์พาหนะของข้าด้วย” ซุนเฟยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพูดแบบนี้ออกมา
“ว้าว น่าสนใจมาก 'ลมกรดทมิฬ' คงจะตัวใหญ่มากๆ เลยสินะ เ้าถึงสามารถนำมันมาเป็สัตว์พาหนะได้? ข้าเองก็เหมือนจะเคยได้ยินเื่นี้มาบ้าง ฮ่าๆๆๆ เพราะแบบนี้ไงข้าถึงชอบเ้า ส่วนเป่าเป้ยของข้าก็ชื่อว่าโอกา ใช่แล้วล่ะ เ้าเดาไม่ผิดหรอก โอกาที่มาจากโอกา โดมิงเกวซ” โดมิงเกวซอธิบายออกมาอย่างเสียงดังฟังชัด
ในใจของซุนเฟยรู้สึกเหงื่อตกเล็กน้อย
องค์ชายตรงหน้ามันปัญญาอ่อนหรือเปล่าถึงเอาชื่อตัวเองไปตั้งให้หมา
แต่ถ้าซุนเฟยคิดว่ายโดมิงเกวซเป็คนปัญญาอ่อนจริงๆ ล่ะก็ ตัวเขาเองนี่แหละที่ปัญญาอ่อนยิ่งกว่า
จะมีคนปัญญาอ่อนที่ไหนสามารถงัดข้อกับองค์หญิงนาตาชาและองค์ชายอาร์ชาวินมาได้หลายปีขนาดนี้? และจะมีคนปัญญาอ่อนที่ไหนสามารถทำให้แม่มดร้ายที่แสนเฉลียวฉลาดอย่างแพรีสยอมทุ่มเทสนับสนุนเขาอย่างสุดชีวิตเล่า? จะมีคนปัญญาอ่อนที่ไหนได้รับความจงรักภักดีจาก 'เคราแดง' กราเนโร ยอดฝีมือที่หาจับตัวได้ยากคนหนึ่งเล่า? และจะมีคนปัญญาอ่อนที่ไหนที่ได้รับความเอ็นดูจากจักรพรรดิยาซินจนถูกผลักดันให้กลายเป็หนึ่งในสององค์ชายที่มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์กัน?
ในเมื่อไม่ใช่คนปัญญาอ่อนแต่กลับแสดงท่าทีบ้าๆ บอๆ เหมือนคนปัญญาอ่อน มันหมายความได้แค่อย่างเดียวคือ...
ห่มหนังหมูหลอกกินเสือ!
ช่างเป็องค์ชายที่เ้าเล่ห์จริงๆ
ซุนเฟยลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ “จริงสิโอกา เอ่อ ขอบคุณที่ชอบข้านะ” พูดแบบนี้แล้วดอกเบญจมาศ2ของซุนเฟยพลันหดทันทีด้วยความเกร็ง เพื่อไม่ให้แสดงอาการขนลุกขนพองออกไปแบบโจ่งแจ้ง ซุนเฟยจึงรีบพูดต่อไปว่า “ตอนนี้ใกล้จะเช้าแล้ว ข้าคงต้องไปก่อน!”
หลังจากพูดประโยคนี้ จบในใจของซุนเฟยก็อยากเอาหัวตัวเองโขกกับกำแพงสักทีหนึ่ง
ตายๆๆๆ สมควรตาย นี่ข้าทำอะไรลงไป คำพูดเมื่อครู่ฟังดูเหมือนคู่เกย์ที่แอบมาฟีทเจอริ่งลับหลังเมียแล้วต้องรีบกลับก่อนจะเช้า!
“ก็เอาสิ ข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกเราจะพบกันอีกครั้ง ฮ่าๆ อ๊ะ ของพวกนี้น่ะ เอาไปสิ มันเป็ของเ้าทั้งหมด!” โดมิงเกวซหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นในขณะที่ใช้มือตบบ่าซุนเฟย เขาเลียนแบบนักบวชบาเรซีด้วยการยกมือขึ้นมาสะบัดทีหนึ่ง ฉับพลันความผันผวนของคลื่นพลังที่แข็งแกร่งก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา กองเหรียญทองและก้อนหินเวทมนตร์ที่มีขนาดเท่าูเาขนาดย่อมๆ ที่อยู่ด้านหน้าของตัวเองก็ถูกผลักออกไป
แกร๊งๆ!
กองเหรียญทองและก้อนหินเวทมนตร์พวกนั้นถูกผลักมาหาซุนเฟย
ทว่า...
ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงยากที่จะปกปิดสีหน้าอันตกตะลึงของตัวเองไว้ได้
ด้วยพลังขององค์ชายรอง กองสมบัติที่เลื่อนไปหาซุนเฟยราวกับถูกพายุเฮอริเคนซัดเข้ามาจนข้าวของตกกระจายเรี่ยราดไปทั่วพื้น…นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
“เอ๋…น่าผิดหวังจัง” องค์ชายรองยกมือนวดขมับตัวเองด้วยท่าทางไม่พอใจเท่าไรนัก จากนั้นก็พูดงึมงำขึ้นมาว่า “แปลกจริงๆ เลย ทีท่านนักบวชสะบัดมือเบาๆ ก็ไม่เห็นมีของตกแบบนี้เลย แล้วทำไมพอข้าทำบ้างมันถึงเป็แบบนี้ล่ะ? หรือว่าความแข็งแกร่งของเขามากกว่าองค์ชายอย่างข้า?”
ซุนเฟยรู้สึกพูดไม่ออก
องค์ชายรองช่างเป็คนที่น่าสนใจจริงๆ หากทุกการกระทำของเขาเป็เพียงการแสดงละครลิงหลอกเ้าจริงๆ ล่ะก็ ทักษะการแสดงของเขาคงอยู่ในระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว
ในตอนที่องค์ชาายรองสะบัดมือนั้น ความผันผวนของคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากร่างขององค์ชายรองทำให้ซุนเฟยสามารถคาดเดาได้ว่าองค์ชายรองเป็เพียงนักรบระดับสี่ดาวระยะต้น เมื่อนำมาเทียบกับนักบวชบาเรซีแล้วเขายังอ่อนแอกว่ามาก และยังแสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งขององค์ชายรองนั้นห่างชั้นจากองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินที่เป็ถึงนักรบระดับหกดาวมาก ช่องว่างความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่ห่างกันเกินไป
……
……
“คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าองค์ชายโดมิงเกวซจะให้ความสนใจกับอเล็กซานเดอร์แบบผิดหูผิดตาขนาดนี้”
เมื่อเดินออกมาจากเส้นทางใต้ดิน ซุนเฟยก็พบแลมพาร์ดกับคนอื่นๆ กำลังยืนรออยู่ จากนั้นพวกเขาจึงเดินเข้าไปในอาคารเล็กๆ ที่อยู่ด้านนอกสำนักงานใหญ่กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่ตอนนี้ราบเป็หน้ากองไปแล้ว ในอาคารเล็กๆ นั้นมีแช็คและอัศวินบรอนซ์เซนต์อีกสามคนกำลังรอพวกเขาอยู่ เมื่อทุกคนมากันครบแล้วก็รีบเปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบของทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรทันที เมื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ปิดท้ายด้วยการสวมหมวกเกราะที่เป็รูปตัว T ปิดจมูก พวกเขาเดินเรียงแถวไปบนถนนเพื่อมุ่งหน้าออกนอกเมือง เนื่องจากแพรีสได้ให้คนมาเปิดทางให้แล้ว ดังนั้นตลอดการเดินทางจึงราบรื่น หลังจากเดินออกจากประตูเมืองมาได้สักพัก แพรีสจึงหันมาพูดกับซุนเฟย
“ใช่ ข้าควรจะพูดว่า รู้สึกเป็เกียรติใช่ไหม?” ซุนเฟยพูดยิ้มๆ
“ข้ารู้ว่าาาแซมบอร์ดเช่นท่านคงคิดว่ามันเป็เื่ธรรมดาที่องค์ชายรองจะมาสนใจ แต่ท่านไม่รู้จักนิสัยองค์ชายโดมิงเกวซมากพอ รอจนท่านรู้จักเขามากกว่านี้ ข้าเชื่อว่าพวกท่านจะต้องกลายเป็สหายที่สนิทกันอย่างแน่นอน” แพรีสรู้ดีว่าตอนนี้ซุนเฟยกำลังคิดอะไรอยู่ นางจึงอธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“อืม...องค์ชายรองเป็คนที่น่าสนใจจริงๆ นั่นแหละ”
ซุนเฟยต้องยอมรับว่าการที่ได้พบกันในคืนนี้ องค์ชายรองได้สร้างความประทับให้แก่ซุนเฟยมากกว่าองค์ชายอาร์ชาวินเสียอีก ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาทั้งสองคนจะใช้ยอดเขาตะวันออกของเมืองแซมบอร์ดมาเป็สนามประลองกัน และยังมีความคิดที่จะทำลายเมืองแซมบอร์ดทิ้งเพื่อปิดปาก แต่ซุนเฟยรู้ดีว่า ด้วยกฎธรรมชาติของแผ่นดินอาเซรอท เื่แบบนี้ถือเป็เื่ปกติ ต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่านี้เพื่อทำให้คนอื่นเห็นความสำคัญ…และถ้าสักวันหนึ่งที่ซุนเฟยต้องเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางทีซุนเฟยอาจจะเลือกองค์ชายรอง
ไม่ว่าสิ่งที่พบเห็นในวันนี้จะเป็เพียงฉากละครที่องค์ชายรองจงใจแสดงออกมา หรือจะเป็ตัวตนขององค์ชายโดมิงเกวซจริงๆ ตามข่าวลือ แต่ซุนเฟยก็ยอมรับว่า ตอนที่เห็นองค์ชายรองอุ้มหมาพิการที่เสียขาหลังไปอย่างทะนุถนอมและยังทำเหมือนมันเป็สหายของตัวเอง ในใจของซุนเฟยก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมา
คนสามารถเสแสร้งได้
แต่สัตว์ทำไม่ได้
ซุนเฟยชื่นชอบสัตว์เล็กๆ และตัวเขาก็สามารถเข้าใจความรู้สึกของสัตว์พวกนี้ได้ ซุนเฟยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า สุนัขพิการที่ชื่อโอกานั้นใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อใจและจงรักภักดีในเวลาที่มององค์ชายโดมิงเกวซ เื่นี้สามารอธิบายได้ว่า ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง องค์ชายรองก็รักและเมตตาเ้าสุนัขตัวนี้จากใจจริงๆ หากทิ้งสุนัขตัวนี้ไว้ข้างถนน เชื่อเลยว่าไม่เกินสามวันมันจะต้องหิวตายอย่างแน่นอน แต่ที่มันรอดมาได้เพราะความเมตตาขององค์ชายรอง
ซุนเฟยเชื่อว่า สำหรับคนที่ทำให้สุนัขรักและเชื่อใจมากขนาดนี้ เขาต้องไม่ใช่…คนเลวอย่างแน่นอน
แต่เมื่อเขานึกถึงองค์หญิงนาตาชาขึ้นมา ซุนเฟยก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับดวงตาสีฟ้าคู่สวยคู่นั้น
“องค์ชายรองดูเหมือนจะชอบสุนัขที่ชื่อว่าโอกาตัวนี้มากเลยนะ” การต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์เป็หัวข้อสนทนาที่หนักหน่วงเกินไป ดังนั้นซุนเฟยจึงต้องหาหัวข้อใหม่มาพูด
“ฮึๆ ข้ารู้ว่าท่านอยากถามอะไร”แพรีสที่เดินอยู่ข้างๆ พูดขึ้นมา “โอกาไม่ได้มีจุดไหนที่พิเศษ ประวัติของเขานั้นเรียบง่ายมาก องค์ชายโดมิงเกวซเป็บุตรนอกสมรสขององค์จักรพรรดิยาซินที่เพิ่งถูกรับตัวกลับเข้ามาในเมืองหลวงเมื่อหกปีก่อน ในระหว่างที่กำลังเดินทางมายังเมืองหลวง เขาบังเอิญไปพบลูกสุนัขน้อยตัวหนึ่งที่ถูกรถม้าเหยียบขาหลังจนหัก ในตอนนั้นร่างของมันเต็มไปด้วยเืและยังมีลมหายใจที่รวยรินมาก ด้วยความสงสาร องค์ชายรองจึงลงจากรถม้าเพื่อไปอุ้มมันขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง จากนั้นก็ขอให้หมอหลวงช่วยชีวิตมัน นับั้แ่นั้นมา เ้าลูกสุนัขตัวนั้นก็ถูกเรียกว่าโอกาและคอยอยู่เคียงข้างองค์ชายรองตลอดเวลา ไม่สักครั้งที่พวกเขาจะห่างกัน…”
“บางที ตอนนั้นเขาคงคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเ้าลูกสุนัขตัวนั้น มันช่างคล้ายกับชะตาชีวิตของเขาเหลือเกิน”
ซุนเฟยจินตนาการออกว่า ลูกนอกสมรสที่ไร้ซึ่งอำนาจบารมีใดๆ กลับต้องถูกพาเข้ามายังวังวนศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักร ในตอนนั้นความรู้สึกของเขาจะเป็อย่างไรได้
“เ้า…” ริมฝีปากอวบอิ่มของแพรีสพลันอ้าปากกว้าง นางมองซุนเฟยตาค้าง “ถ้าไม่ใช่เพราะว่าข้ารู้ว่าท่านเป็คนอย่างไร บางทีข้าคงหลงคิดไปว่าท่านกำลังพูดโจมตีองค์ชายโดมิงเกวซ” หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ นางก็พูดต่อไปว่า “แต่ที่เ้าพูดก็ไม่ผิด ในตอนนั้นองค์ชายโดมิงเกวซได้เปรียบตัวเองเป็เหมือนลูกสุนัขที่น่าสงสารตัวนั้น ดังนั้นเขาจึงตั้งชื่อมันว่าโอกา”
ซุนเฟยพลันนึกเื่บางอย่างออก เขาหันไปถามอย่างสงสัยว่า “ข้าสงสัย ในเมื่อนามสกุลของราชวงศ์เซนิทคืออังเดร แล้วทำไมเขาถึงแนะนำตัวเองว่าเป็โอกา โดมิงเกวซ?”
“นามสกุลพระมารดาขององค์ชายรองคือโอกา แม้ว่าสถานะของเขาจะเป็องค์ชายรองหรือกลายเป็ผู้อิทธิพลในเมืองหลวงและเริ่มต่อต้านองค์ชายใหญ่ ตลอดจนเริ่มแย่งชิงราชบัลลังก์ เขาก็ยังยืนยันที่จะใช้นามสกุลนี้ต่อไป ไม่ว่าจะถูกพวกขุนนางหรือคนชนชั้นสูงนำข้ออ้างนี้มาโจมตีเขาและองค์จักรพรรดิจะมีท่าทีไม่พอใจ แต่สุดท้ายองค์ชายโดมิงเกวซก็ยังคงตั้งมั่นไม่ยอมเปลี่ยนนามสกุลอยู่ดี” แพรีสถอนหายใจเบาๆ พลางอธิบายออกมา
เดิมทีนี่ควรจะเป็บทสนทนาทั่วๆ ไป แต่หลังจากที่ได้ยินแพรีสเล่าเื่ราวทั้งหมดนี้ มันก็เริ่มจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวขององค์ชายรองคนนี้ขึ้นมา
“องค์ชายโดมิงเกวซเคยพูดว่า ทั้งราชอาณาจักรมีเพียงสามคนเท่านั้นที่สามารถเรียกเขาว่าโอกาได้ และข้าคือคนที่สาม...ข้าสงสัย นอกจากข้าแล้ว อีกสองคนที่เหลือคือใครบ้าง?” ซุนเฟยถามคำถามที่ค้างคาใจตัวเองออกมา
“ข้ามั่นใจว่าเ้าต้องเดาไม่ถูกแน่ๆ...” แพรีสหัวเราะออกมาเบาๆ พลางม้วนผมตัวเองเล่น “คนแรกคือท่านกราเนโร หัวหน้าทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักร ทุกคนเรียกเขาว่า 'เคราแดง' ส่วนอีกคนก็อยู่ใกล้ๆ เ้าไง”
------------------------
1 เป่าเป้ย แปลว่า ที่รัก ใช้เรียกได้ทั้งคนรักหรือลูกหลาน
2 ดอกเบญจมาศ ที่จีนหมายถึง รูทวาร
