[เวลา: 06:15 น. | สถานที่: สวนสตรอว์เบอร์รีบ้านไร่ปลายฟ้า, อำเภอสะเมิง]
เช้าวันนี้อากาศที่สะเมิงเย็นฉ่ำกว่าทุกวัน หมอกสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่วหุบเขา ราวกับผืนผ้าบางเบาที่ธรรมชาติบรรจงห่มคลุมผืนดินเอาไว้ กลิ่นหอมจางๆ ของดินเปียกและใบหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้า ลอยมาแตะจมูกของตะวันทันทีที่เขาก้าวเท้าลงจากบันไดเรือนไม้
ตะวันในชุดเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายเนื้อหนากับกางเกงขายาวตัวเก่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด อากาศบริสุทธิ์ของปี 1994 นี้ช่างแตกต่างจากอากาศในเมืองหลวงปี 2025 ที่เขาจากมาอย่างสิ้นเชิง มันไม่มีฝุ่นควัน ไม่มีกลิ่นท่อไอเสีย มีเพียงความสดชื่นที่ทำให้สมองแล่นและหัวใจพองโต
"เอาล่ะ มาดูผลงานหน่อยซิ"
ตะวันกระชับจอบด้ามเล็กในมือ แล้วเดินฝ่าดงหมอกไปยังแปลงสตรอว์เบอร์รีทดลองที่อยู่ด้านหลังสุดของสวน สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้ใช้ [ปุ๋ยสูตรพิเศษ] ที่แลกมาจากร้านค้าของระบบกับแปลงนี้เป็ครั้งแรก และวันนี้ก็ถึงกำหนดที่ระบบแจ้งว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
เมื่อเดินไปถึง ตะวันถึงกับต้องหยุดยืนมองด้วยความทึ่ง
ภาพตรงหน้าคือแปลงสตรอว์เบอร์รีที่ดู "มีชีวิตชีวา" ผิดหูผิดตา ใบของพวกมันไม่ได้แค่เขียว แต่เป็สีเขียวเข้มมันวาวสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ที่เพิ่งเริ่มลอดผ่านม่านหมอกลงมา ก้านใบดูอวบหนาและแข็งแรง ชูช่อใบรับแสงอย่างองอาจ ต่างจากแปลงข้างๆ ที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยระบบ ซึ่งใบยังดูเล็กลีบและสีซีดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ตะวันนั่งยองๆ ลงข้างแปลง ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วััใบสตรอว์เบอร์รีอย่างแ่เบา ความรู้สึกสากนิดๆ แต่เย็นฉ่ำของผิวใบทำให้เขายิ้มออกมา
"ระบบไม่ได้โม้จริงๆ ด้วย... อัตราการเติบโตดีกว่าปกติเกือบสองเท่า แถมไม่มีแมลงมารบกวนเลยสักตัว"
เขาหยิบสมุดจดเล่มเล็กและปากกาที่พกติดตัวออกมา (ไอเทมชิ้นแรกที่แลกมา) ก่อนจะเริ่มจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียด นิสัยความช่างสังเกตและความละเอียดรอบคอบนี้อาจจะติดตัวมาจากอาชีพพนักงานบริษัทในชาติก่อน แต่ในชาตินี้ มันกำลังจะทำให้เขากลายเป็เกษตรกรระดับท็อป
ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการจดบันทึกและวาดภาพประกอบคร่าวๆ ลงในสมุด ความเงียบสงบของยามเช้าก็ถูกรบกวนด้วยเสียงบางอย่าง
“...หงิง...”
เสียงนั้นแ่เบามากจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมพัดยอดไม้ ตะวันชะงักมือ ปลายปากกาหยุดค้างอยู่บนหน้ากระดาษ เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“หงิง... แฮ่ก... หงิง...”
คราวนี้เสียงชัดขึ้น มันไม่ใช่เสียงนกหรือแมลง แต่เป็เสียงร้องครางด้วยความเ็ปและความกลัว เสียงที่กระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาให้ตื่นตัวขึ้นทันที
"เสียงลูกหมา?"
ตะวันปิดสมุดเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะจับทิศทางของเสียงได้ว่ามาจากแนวพุ่มไม้รกทึบ ท้ายสวนติดกับลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านที่ดินของพ่อ
เขาค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปหาเสียงนั้นอย่างระมัดระวัง รองเท้าผ้าใบย่ำลงบนหญ้าเปียกจนเกิดเสียง สวบ... สวบ... หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็ความกังวลว่าเ้าของเสียงนั้นจะเป็อะไรมากหรือเปล่า
เมื่อแหวกพงหญ้าคาที่สูงท่วมเอวออกไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจของตะวันกระตุกวูบ
บนพื้นดินโคลนแฉะๆ ริมตลิ่ง มีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ นอนขดตัวสั่นเทาอยู่ มันคือลูกสุนัขตัวน้อย ขนาดตัวไม่น่าจะเกินสองกำมือ ขนของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนจนแทบดูไม่ออกว่าเป็สีอะไร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือโครงกระดูกซี่โครงที่ปูนโปนออกมาจากการขาดสารอาหาร และอาการสั่นที่ไม่ใช่แค่เพราะความหนาว แต่เพราะความเ็ป
ตะวันเพ่งสายตามองไปที่ขาหลังข้างขวาของมัน มีรอยแผลฉกรรจ์ที่ดูเหมือนเกิดจากลวดหนามหรือกิ่งไม้เกี่ยว เืสีแดงสดซึมออกมาผสมกับโคลน ทำให้แผลดูสกปรกและน่ากลัวสำหรับการติดเชื้อ
"โธ่เอ๊ย... ไปโดนอะไรมาเนี่ยเ้าหนู" ตะวันพึมพำเสียงเบา
ทันทีที่เ้าตัวเล็กได้ยินเสียงมนุษย์ มันพยายามตะเกียกตะกายจะลุกหนี แต่เรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดทำให้มันทำได้แค่ผงกหัวขึ้นมา แยกเขี้ยวซี่เล็กๆ ขู่ในลำคอ “แฮ่...!”
แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดระแวง กลัว และสิ้นหวัง... แววตาแบบเดียวกับที่ตะวันเคยเห็นในกระจกเมื่อชาติที่แล้ว ตอนที่เขาหมดไฟในการใช้ชีวิต
แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของเขา
[ติ๊ง!]
หน้าต่างระบบสีฟ้าใสปรากฏขึ้นกลางอากาศ ลอยอยู่เหนือร่างของเ้าลูกหมาน้อย
[ภารกิจฉุกเฉิน: เพื่อนแท้ที่ถูกลืม]
สถานะ: วิกฤต (เืออก, ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ, ขาดสารอาหาร)
รายละเอียด: คุณได้พบกับลูกสุนัขที่พลัดหลงและาเ็ ชะตากรรมของมันอยู่ในมือคุณ จงช่วยเหลือมันก่อนที่จะสายเกินไป
เป้าหมาย:
1. ปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2. มอบความอบอุ่นและอาหาร
รางวัล: 50 แต้มระบบ + ปลดล็อกฟีเจอร์ "ระบบคู่หู (Companion)" บทลงโทษหากล้มเหลว: ไม่มี (แต่แผลในใจของคุณจะไม่มีวันหาย)
ตะวันอ่านข้อความระบบแล้วเม้มปากแน่น "ไม่ต้องมีระบบบอก ฉันก็ต้องช่วยอยู่แล้ว"
เขาไม่รอช้า ตัดสินใจถอดเสื้อแจ็คเก็ตตัวนอกที่เป็ผ้ายีนส์เก่าๆ ของตัวเองออก แม้ลมหนาวจะปะทะผิวกายจนขนลุกชัน แต่เขาไม่สนใจ เขาค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นโคลน รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้มันใกลัวไปมากกว่านี้
"ไม่ต้องกลัวนะ... ฉันมาดี ฉันไม่ทำร้ายแกหรอก" ตะวันพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและโทนต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเรียนรู้มาว่าสัตว์จะรับรู้ความรู้สึกผ่านน้ำเสียงได้
เ้าตัวเล็กยังคงจ้องเขาไม่วางตา แต่เสียงขู่เริ่มเบาลงเมื่อเห็นว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่ได้พุ่งเข้ามาทำร้าย ตะวันค่อยๆ ยื่นมือออกไป ให้มันดมกลิ่นที่หลังมือ กลิ่นดินและกลิ่นเหงื่อจางๆ ของเขาดูเหมือนจะทำให้มันลังเล
เมื่อเห็นว่ามันหยุดขู่ ตะวันจึงตัดสินใจใช้เสื้อแจ็คเก็ตคลุมตัวมันไว้อย่างรวดเร็วแต่เบามือ แล้วรวบตัวอุ้มมันขึ้นมาแนบอก
"แอ๊ง!" มันร้องออกมาด้วยความใและเจ็บแผล แต่เมื่อััได้ถึงไออุ่นจากอ้อมกอดของตะวัน และความหนาของเสื้อที่กันลมหนาวได้ มันก็เริ่มสงบลง ร่างกายที่เกร็งเขม็งค่อยๆ ผ่อนคลาย หัวเล็กๆ ซุกเข้าหาอกเสื้อของตะวันราวกับโหยหาความอบอุ่นนี้มานาน
"ตัวเย็นเฉียบเลย... ต้องรีบแล้ว" ตะวันพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินกึ่งวิ่งกลับไปยังตัวบ้าน
[เวลา: 06:45 น. | สถานที่: ใต้ถุนเรือนไทย บ้านไร่ปลายฟ้า]
"แม่ครับ! พ่อ! ช่วยเตรียมน้ำอุ่นกับผ้าสะอาดให้หน่อยครับ!"
เสียงะโของตะวันดังลั่นบ้าน ทำเอาไก่ที่คุ้ยเขี่ยอาหารอยู่หน้าบ้านแตกตื่นกระพือปีกบินว่อน
แม่บุษบาที่กำลังคนหม้อข้าวต้มอยู่ในครัวสะดุ้งสุดตัว รีบวางทัพพีแล้ววิ่งออกมาที่ระเบียง "ตะวัน! เป็อะไรลูก ร้องเสียงหลงเชียว!"
พ่อเมฆาที่กำลังลับมีดพร้าอยู่ใต้ถุนบ้านก็รีบวางมีดลงแล้วลุกขึ้นมาดู "เกิดอะไรขึ้น?"
ตะวันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถึงแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน เขาวางห่อผ้าในมือลงอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ เปิดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นเ้าก้อนขนเปื้อนโคลนที่นอนหายใจรวยริน
"ลูกหมา?" พ่อเมฆาเลิกคิ้วสูง "ไปเก็บมาจากไหนเนี่ย?"
"ท้ายสวนครับพ่อ มันติดอยู่ในพงหญ้า ขามันเจ็บหนักมาก ผมทิ้งมันไว้ไม่ได้" ตะวันตอบพลางหันไปทางแม่ "แม่ครับ ขอน้ำอุ่น กะละมังเล็ก แล้วก็ผ้าสะอาดหน่อยครับ ผมต้องล้างแผลให้มันก่อน"
ิญญาความเป็ 'ผู้ช่วยพยาบาล' จากชาติที่แล้วเข้าสิงร่างตะวันทันที แม้ในชาตินี้เขาจะเป็แค่เด็ก ม.1 แต่ความรู้เื่การปฐมพยาบาลและการประเมินาแยังคงแจ่มชัดอยู่ในสมอง
แม่บุษบาเห็นสภาพของเ้าตัวน้อยแล้วก็อดสงสารไม่ได้ "โถ่... ลูกเอ๊ย ผอมจนเห็นกระดูก เดี๋ยวแม่รีบไปเตรียมของให้"
ไม่กี่นาทีต่อมา อุปกรณ์ทุกอย่างก็ถูกวางเรียงบนแคร่ไม้ไผ่ ตะวันพับแขนเสื้อขึ้น แล้วเริ่มลงมือจัดการกับคนไข้ตัวจิ๋วของเขา
เขาใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ เช็ดคราบโคลนตามตัวออกอย่างเบามือ เมื่อคราบดินหลุดออก ก็เผยให้เห็นขนสีน้ำตาลแดงที่เริ่มแห้งและฟูขึ้นเล็กน้อย รวมถึงแผ่นหลังที่มีขนย้อนแนวขึ้นไปเป็เอกลักษณ์
"หลังอานนี่นา..." พ่อเมฆาที่ยืนดูอยู่เอ่ยขึ้น "พันธุ์ไทยแท้เลยนะเนี่ย ท่าทางจะหลงมาจากฝูงหมาล่าเนื้อของพวกพรานป่าแน่ๆ"
ตะวันพยักหน้า ก่อนจะโฟกัสไปที่แผล เขาใช้น้ำเกลือล้างแผล (ที่พ่อมีติดบ้านไว้ล้างแผลวัว) ค่อยๆ ฉีดล้างเศษดินออกจากปากแผล เ้าตัวเล็กร้องคราง “หงิง!” และกระตุกขาหนีด้วยความแสบ แต่พ่อเมฆาก็ช่วยจับประคองตัวมันไว้อย่างรู้งาน
"ทนหน่อยนะคนเก่ง... เดี๋ยวก็หายแล้ว" ตะวันปลอบโยนมันไปเรื่อยๆ ขณะใช้สำลีซับเืและทายาฆ่าเชื้อ
ทักษะการทำแผลของตะวันนั้นคล่องแคล่วและแม่นยำจนพ่อเมฆาต้องมองลูกชายด้วยสายตาแปลกใจ "ตะวัน... ลูกทำแผลเก่งขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่? พ่อนึกว่าลูกกลัวเืซะอีก"
ตะวันชะงักไปนิดนึง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน "เอ่อ... ก็เห็นพ่อทำแผลให้วัวบ่อยๆ ก็เลยจำมาน่ะครับ"
เมื่อทำแผลเสร็จและพันผ้าก็อซบางๆ ไว้กันแมลง ตะวันก็ห่อตัวมันด้วยผ้าขนหนูแห้งผืนใหม่ ตอนนี้เ้าตัวเล็กดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาก แม้จะยังผอมโซ แต่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของมันเริ่มมีความสดใสขึ้น มันมองหน้าตะวันแล้วแลบลิ้นเล็กๆ ออกมาเลียมือเขาเบาๆ
แผล็บ... แผล็บ...
ความสากของลิ้นสุนัขที่ััหลังมือ ทำให้ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจของตะวัน มันคือคำขอบคุณที่บริสุทธิ์ที่สุดที่เขาเคยได้รับ
"หิวแล้วสินะ" แม่บุษบาเดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยดินเผาใบเล็ก ในนั้นมีนมอุ่นๆ (ที่ผสมน้ำเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ท้องเสีย) ส่งกลิ่นหอมฉุย
ทันทีที่วางถ้วยลงตรงหน้า จมูกเล็กๆ ก็ขยับฟุดฟิด แล้วมันก็รีบก้มลงไปเลียกินอย่างตะกละตะกลาม เสียง แจ๊บๆๆๆ ดังรัวๆ จนน้ำนมกระเด็นเปื้อนจมูกและหนวด
ตะวัน พ่อ และแม่ นั่งล้อมวงดูเ้าสมาชิกใหม่กินอาหารด้วยรอยยิ้ม บรรยากาศยามเช้าที่เคยเงียบเหงาของบ้านสวน วันนี้กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา
[ติ๊ง!]
[ภารกิจสำเร็จ!] ได้รับ: 50 แต้มระบบ ปลดล็อก: ระบบคู่หู (Companion System)
ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับหน้าต่างสถานะแบบใหม่ที่ตะวันไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็กรอบสีเขียวอ่อน ลอยอยู่เหนือหัวของเ้าหมาน้อย
[ข้อมูลคู่หู] ชื่อ: (ยังไม่ระบุ) สายพันธุ์: ไทยหลังอาน (ผสม) สถานะ: กำลังฟื้นตัว / อิ่มเอิบ ค่าความจงรักภักดี: 60/100 (เริ่มต้น) ความสามารถพิเศษ: ยังไม่ปลดล็อก (้าการฝึกฝน)
"พ่อครับ แม่ครับ..." ตะวันเอ่ยขึ้นขณะลูบหัวเ้าตัวเล็กที่กินอิ่มจนพุงกางและเริ่มเคลิ้มหลับ "ผมขอเลี้ยงมันไว้ได้ไหมครับ?"
เขาเงยหน้ามองพ่อกับแม่ด้วยสายตาอ้อนวอน แอบกังวลเล็กน้อยเพราะที่บ้านไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมาก่อน (นอกจากสัตว์ใช้งาน)
แม่บุษบายิ้มกว้าง "เอาสิลูก ดูมันสิ ติดลูกแจเลยนะเนี่ย อีกอย่าง มีหมาสักตัวบ้านเราจะได้ไม่เงียบเหงา"
พ่อเมฆาพยักหน้าเห็นด้วย "เลี้ยงไว้เฝ้าสวนก็ดี ่นี้สตรอว์เบอร์รีใกล้จะออกผลแล้ว เผื่อมีกระรอกกระแตมากิน จะได้ให้เ้าตัวนี้ช่วยไล่ แต่สัญญาต้องเป็สัญญานะ ตะวันต้องรับผิดชอบดูแลมันเอง เก็บอึ อาบน้ำ ให้ข้าว ห้ามทิ้งภาระให้แม่นะ"
"สัญญาครับพ่อ! ผมจะดูแลมันอย่างดีที่สุดเลย!" ตะวันรับคำแข็งขัน ดวงตาเป็ประกาย
"แล้ว... จะตั้งชื่อมันว่าอะไรล่ะ?" แม่บุษบาถาม
ตะวันก้มลงมองเ้าหมาน้อยที่ตอนนี้หลับปุ๋ยคาตักเขาไปแล้ว ขนสีน้ำตาลแดงของมันเมื่อต้องแสงแดดยามสาย ดูเปล่งประกายราวกับสีของทองแดง หรือสีของดวงอาทิตย์ยามเช้า... และเหมือนสีของผลสตรอว์เบอร์รีที่สุกงอมที่สุด
ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา เรียบง่าย แต่มีความหมาย
"ชื่อ 'เ้าแดง' ครับ" ตะวันตอบพร้อมรอยยิ้ม
"เ้าแดง?" พ่อเลิกคิ้ว "ง่ายไปมั้ง?"
"ง่ายแต่จำแม่นนะครับพ่อ อีกอย่าง สีขนมันแดงสวยขนาดนี้ แถมผมเจอมันตอนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี... แดงนี่แหละครับ เหมาะที่สุดแล้ว"
"เอาเถอะๆ เ้าแดงก็เ้าแดง" พ่อเมฆาหัวเราะชอบใจ "ยินดีต้อนรับนะ เ้าแดง สมาชิกใหม่ของบ้านไร่ปลายฟ้า"
ตะวันลูบหัวเ้าแดงเบาๆ อีกครั้ง พลางคิดในใจว่า ชีวิตใหม่ของเขาในโลกใบนี้ เริ่มมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
เขามีครอบครัวที่อบอุ่น มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีระบบคอยช่วยเหลือ และตอนนี้... เขามีเพื่อนคู่ใจที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันแล้ว
เอาล่ะเ้าแดง รีบๆ หายดีนะ เรามีอะไรต้องทำด้วยกันอีกเยอะเลย โดยเฉพาะโปรเจกต์ซ่อมของที่ฉันกำลังจะเริ่มเร็วๆ นี้... แกต้องมาเป็ลูกมือฉันนะ
ตะวันยิ้มกับความคิดของตัวเอง ก่อนจะอุ้มเ้าแดงขึ้นไปนอนบนฟูกเก่าๆ ที่แม่เพิ่งเอามาปูให้เป็ที่นอนชั่วคราว มุมปากของเด็กชายวัย 12 ปียกขึ้นอย่างมีความสุข ความสุขแบบเรียบง่ายที่เงินในชาติที่แล้วก็ซื้อไม่ได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
