บทที่6 เธอเป็ใครกันแน่?
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นสิบนาที... ณ ดาดฟ้าตึกร้างฝั่งตรงข้าม
"ให้ตายสิ อู่เหิน! นายมาทำบ้าอะไรบนที่สกปรกๆ แบบนี้เนี่ย? รองเท้าหนังอิตาลีคู่โปรดของฉันเปื้อนโคลนหมดแล้ว!"
เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มอีกคนในชุดสูทหรูหราที่ดูขัดกับสถานที่อย่างแรง 'อวี๋เฉิงหาว' ทายาทตระกูลมหาเศรษฐี เพื่อนสนิทที่ตามมาสมทบ เดินเข้ามาพลางทำหน้าขยะแขยงกับสภาพแวดล้อม
เฟิ่งอู่เหินไม่แม้แต่จะหันไปมองเพื่อน เขาเพียงแค่ปรายตามองไปยังตรอกมืดเบื้องล่าง
"ดูนั่นสิ "
เขาพยักพายไปทางกลุ่มคนห้าคนที่กำลังล้อมกรอบเด็กสาวคนหนึ่งอยู่
หนึ่งคือชายหนุ่มในชุดสูทไหมสีน้ำเงินเข้มสั่งตัดพอดีตัว ท่าทางเ้าสำราญและขี้เล่น เขาคือ อวี๋เฉิงหาว ทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ั์ใหญ่ เพื่อนสนิทั้แ่สมัยยังใส่ผ้าอ้อมของเฟิ่งอู่เหิน
ส่วนอีกหนึ่ง คือบุรุษผู้ยืนพิงราวเหล็กด้วยท่วงท่าเกียจคร้านทว่าสง่างามเฟิ่งอู่เหินหรือที่คนในแวดวงสังคมชั้นสูงเรียกขานกันด้วยความยำเกรงว่า 'คุณชายเจ็ด'
"เฮ้ยๆๆๆ อู่เหิน นายดูนั่นสิ!"
อวี๋เฉิงหาวชี้มือลงไปยังตรอกมืดเบื้องล่างด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
"นั่นมัน... คุณหนูรองตระกูลหลี่ไม่ใช่เหรอ? ยัยเด็กขี้โรคที่เพิ่งมีข่าวว่าโดนสูบเืจนเกือบตาย แล้วมาทำอะไรที่นี่กัน!"
เฟิ่งอู่เหินไม่ได้ตอบโต้ความตื่นตูมของเพื่อน เขาเพียงแค่ขยับเหรียญทองโบราณในมือเล่นไปมา สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังร่างบอบบางในชุดคนไข้ที่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มนักเลงห้าคน
"สภาพดูไม่ได้เลยนะนั่น ยืนยังเซ ฉันว่าไม่เกินสามวิฯ โดนไอ้ั์นั่นทุบเละคาตรอกแน่" เฉิงหาววิจารณ์อย่างออกรส
"เราควรลงไปช่วยไหม? ถือว่าทำบุญ... เฮ้ย!"
คำพูดของเฉิงหาวขาดห้วงไปกลางคัน เมื่อเหตุการณ์เบื้องล่างพลิกผันในชั่วพริบตา
ฟึ่บ! เคร้ง! โครม!
ภาพที่เห็นทำให้เพลย์บอยหนุ่มอย่างเฉิงหาวถึงกับอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้
เด็กสาวที่ดูเหมือนจะปลิวไปตามลมได้คนนั้น กลับเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่สายตาคนธรรมดาแทบมองไม่ทัน การหลบหลีกที่เฉียดฉิว การโจมตีจุดตายที่แม่นยำราวจับวาง และการยืมแรงศัตรูมาใช้... ทุกท่วงท่าลื่นไหล งดงาม และอำมหิต
สิบวินาที... ห้าศพ (ที่ยังหายใจ) นอนเกลื่อนกลาด
"เชรดดดดด!" เฉิงหาวสบถออกมาดังลั่น
"นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย! ยัยหนูนั่นไปฝึกวิทยายุทธ์มาจากวัดเส้าหลินสาขาไหน? หรือว่าโดนิญญาจอมยุทธ์หญิงเข้าสิง!?"
ในขณะที่เพื่อนกำลังสติแตก เฟิ่งอู่เหินกลับยืนนิ่ง นิ่งเสียจนน่ากลัว
เหรียญทองในมือหยุดหมุน ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความใ แต่ด้วยความ 'สนใจ' อย่างลึกซึ้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานหลายปี
เขาเห็น... ในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
เขาเห็นจังหวะการหายใจที่แปรปรวนของเธอ เห็นกล้ามเนื้อที่สั่นระริกเพราะฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด และที่สำคัญที่สุด...
เขาเห็นรอยยิ้มนั้น
รอยยิ้มที่มุมปากของเธอในวินาทีที่เผชิญหน้ากับอันตราย มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่กำลังหลังชนฝา แต่มันคือรอยยิ้มของ 'ผู้ล่า' ที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหาร รอยยิ้มของราชินีที่มองดูมดปลวกที่บังอาจมาท้าทายอำนาจ
"น่าสนใจ..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเฟิ่งอู่เหินดังขึ้น แฝงความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้คนฟังขนลุก
"นายว่าไงนะ?" เฉิงหาวหันมาถาม
"วิชาสกัดจุดชีพจรที่สูญหายไปนาน การอ่านการเคลื่อนไหวล่วงหน้า และจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนั้น"
เฟิ่งอู่เหินพึมพำกับตัวเอง
"อยู่ในร่างที่อ่อนแอเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ช่างเป็การผสมผสานที่ย้อนแย้งสิ้นดี"
ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวเบื้องล่างก็เซถลาไปพิงกำแพง เห็นได้ชัดว่าเธอมาถึงขีดจำกัดแล้ว
"เธอจะร่วงแล้ว! อู่เหิน นายจะเอาไง? จะลงไปเก็บศพพวกนักเลง หรือจะลงไปอุ้มสาวงาม?"
เฉิงหาวถามอย่างกระตือรือร้น
เฟิ่งอู่เหินไม่ตอบ เขาเพียงแค่เก็บเหรียญทองเข้ากระเป๋าเสื้อสูท ขยับคอเสื้อเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าเดินไปที่ขอบดาดฟ้า
"นายรออยู่นี่ และเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย"
สั่งจบ ร่างสูงโปร่งก็ทิ้งตัวลงสู่ความมืดเบื้องล่างอย่างแ่เบาราวกับขนนก หายวับไปในเงามืดของตรอกซอย
"เฮ้ย! ทิ้งกันเฉยเลยไอ้เพื่อนเวร!" เฉิงหาวโวยวายตามหลัง
"แล้วไอ้เก็บกวาดนี่มันหน้าที่ฉันั้แ่เมื่อไหร่ฟะ!"
. . .
กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ในตรอกมืด...
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ หลังจากที่เฟิ่งอู่เหินปรากฏตัวขึ้นและโยนเสื้อแจ็คเก็ตมาคลุมให้หลิงเว่ย
หลิงเว่ยพยายามประคองสติที่กำลังจะดับวูบ กัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเืในปาก เธอรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายยิ่งกว่าตอนเจอนักเลงห้าคนนั้นเสียอีก
ผู้ชายตรงหน้านี้ อันตราย
สัญชาตญาณเนตร์ ของเธอกรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด กลิ่นอายรอบตัวเขาไม่ใช่แค่คนมีฝีมือธรรมดา แต่มันคือกลิ่นอายของัที่ซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์คุณชายเ้าสำราญ
"ฉันถามว่านายเป็ใคร..."
หลิงเว่ยเค้นเสียงถามอีกครั้ง มือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตตัวใหญ่พยายามขยับไปแตะที่จุดชีพจรตัวเองเพื่อกระตุ้นพลังเฮือกสุดท้าย
เฟิ่งอู่เหินมองการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขายกยิ้มมุมปาก ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอมากขึ้นจนระยะห่างเหลือเพียงศูนย์
"อย่าฝืนเลย ร่างกายเธอตอนนี้ แค่หายใจยังลำบากเลยไม่ใช่เหรอ?"
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาด แต่กลับมีอำนาจกดดันมหาศาล เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือบางที่กำลังจะจิ้มจุดชีพจรตัวเองเอาไว้
ััจากฝ่ามือใหญ่ที่ร้อนผ่าวทำให้หลิงเว่ยสะดุ้ง
"ปล่อย!" เธอพยายามสะบัดหนี แต่เรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดกลับสู้แรงบีบที่มั่นคงดุจคีมเหล็กของเขาไม่ได้เลย
"ชีพจรปั่นป่วน ลมปราณแตกซ่าน แถมเืจางจนน่าใ" เฟิ่งอู่เหินวินิจฉัยอาการของเธอได้ในวินาทีเดียวที่ััชีพจร คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"เธอรอดมาถึงตรงนี้ได้ยังไงกัน?"
"ไม่ใช่เื่ของนาย..."
หลิงเว่ยเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าภาพตรงหน้าจะเริ่มพร่ามัวและหมุนคว้าง
ในวินาทีที่ดวงตาสองคู่สบกัน โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน
หลิงเว่ยเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำคู่นั้น... มันเป็ดวงตาที่เหมือนจะมองเห็นทุกอย่าง แต่ก็ซ่อนเร้นทุกอย่างไว้ในเวลาเดียวกัน
และเฟิ่งอู่เหิน เขาก็เห็นบางอย่างในดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า
มันไม่ใช่แววตาของหลี่เสวี่ยหานผู้โง่เขลาและอ่อนแอตามรายงานที่เขาเคยได้ยินมา
แต่มันคือดวงตาที่เต็มไปด้วยความเ็ป ความแค้น ความหยิ่งทะนง และความโดดเดี่ยวที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน... ยาวนานเกินกว่าอายุยี่สิบปีของร่างนี้
"ตึก ตึก ตึก..."
เสียงฝีเท้าวิ่งเหยาะๆ ดังเข้ามาขัดจังหวะ พร้อมกับการปรากฏตัวของอวี๋เฉิงหาวที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"แฮ่กๆ นายทิ้งฉัน โอ้โห!"
เฉิงหาวเบรกตัวโก่งเมื่อเห็นฉากตรงหน้า เพื่อนรักผู้เ็าดุจน้ำแข็งขั้วโลก กำลังยืนประชิดตัวสาวน้อยที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตของเพื่อนเขาอยู่ มือข้างหนึ่งจับข้อมือเธอไว้ ส่วนอีกข้าง กำลังจะเอื้อมไปแตะแก้มเธอ?
"นี่ฉัน มาขัดจังหวะเลิฟซีนระทึกขวัญอะไรรึเปล่าเนี่ย?"
เสียงของบุคคลที่สามทำให้หลิงเว่ยได้สติ เธอรวบรวมแรงผลักอกเฟิ่งอู่เหินออกเต็มแรง
"หลีกไป! ฉันจะกลับบ้าน!"
แรงผลักอันน้อยนิดนั้นไม่ได้ทำให้เฟิ่งอู่เหินขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่งเป็ภูผา จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านยากยิ่งกว่าเดิม
"บ้าน?" เฟิ่งอู่เหินเลิกคิ้ว
"คฤหาสน์ตระกูลหลี่น่ะเหรอ? ที่ที่สูบเืเธอจนเกือบตาย แล้วทิ้งเธอไว้เหมือนขยะนั่นน่ะนะ?"
คำพูดแทงใจดำทำให้หลิงเว่ยชะงัก ความโกรธแล่นพล่านขึ้นมาแทนที่ความเหนื่อยล้า
"นายรู้ได้ยังไง? นายสืบเื่ฉัน?"
"ในเมืองนี้ มีเื่อะไรบ้างที่ 'คุณชายเจ็ด' อย่างฉันไม่รู้?"
เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"แต่ที่ฉันสงสัยคือ หลี่เสวี่ยหานที่ฉันรู้จัก ไม่น่าจะมีเขี้ยวเล็บที่คมกริบขนาดนี้"
เขาก้าวเข้ามาประชิดอีกครั้ง คราวนี้เขาโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน บังคับให้เธอต้องเงยหน้าสบตาเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บรรยากาศรอบตัวกดดันจนเฉิงหาวที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ยังต้องกลืนน้ำลาย
"บอกฉันซิ..." เฟิ่งอู่เหินกระซิบเสียงพร่า
"เธอเป็ใครกันแน่?"
****
