หานอวิ๋นซีที่กำลังมีความสุข และเดินตามหลงเฟยเยี่ยไปที่ลานดอกบัว
หลงเฟยเยี่ยเงียบมากตลอดทาง ทั้งสองคนเดินมาถึงทางแยกในลานดอกบัว ทางขวาคือทางเดินยาวที่นำไปสู่ห้องนอนและทางซ้ายคือทางที่นำไปสู่ตำหนักหยุนเซี่ยน
หานอวิ๋นซีรู้สึกอยู่เสมอว่าก้อนน้ำแข็งใหญ่ก้อนนี้คงมีบางอย่างที่จะพูดเกี่ยวกับอี้ไท่เฟย นางสงสัยเล็กน้อยว่าหลงเฟยเยี่ยและฮ่องเต้เทียนฮุยทะเลาะกันรุนแรงเพราะการอภิเษกของเขาหรือไม่ ดังนั้น เื่ที่นางเข้าคุก ฮ่องเต้เทียนฮุยจึงกัดไม่ปล่อย จนบังคับให้หลงเฟยเยี่ยนำเหรียญตราสิทธิพิเศษออกมา?
มิฉะนั้น แม้ว่าฮ่องเต้เทียนฮุยมีความตั้งใจที่จะฆ่านาง ถึงจะไม่มีหลักฐานใดๆ แต่เขาก็คงไม่ให้โอกาสหลงเฟยเยี่ยหรอกใช่หรือไม่?
เมื่อเห็นว่าตรงหน้าถึงทางแยกแล้ว หานอวิ๋นซีก็เดินช้าลงเรื่อยๆ แต่หลงเฟยเยี่ยก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้หยุดและเลี้ยวขวาเดินต่อไป
เอาเถอะ นางคงคิดมากเกินไปจริงๆ เมื่อเห็นหลังของหลงเฟยเยี่ยเลือนรางหายไปจากทางเดินที่มืดมิด หานอวิ๋นซีก็กลับไปที่ตำหนักหยุนเซียนของนาง
ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน!
ภายใต้การดูแลของแม่นมจ้าว หานอวิ๋นซีได้ชำระล้างความเหนื่อยล้า ทานอาหารอย่างเต็มอิ่ม นางก็รีบขึ้นไปชั้นบนและมองไปยังหน้าต่างที่ถูกลงกลอน
จู่ๆ หานอวิ๋นซีก็ยิ้มออกมาราวกับคนโง่ ตอนนี้ก็ไม่มีใครมองอยู่ แต่ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงอายกันนะ? นางไอเบาๆ สองสามครั้ง ลูบผมหน้าม้าและผมยาวของตนเอง หลังจากจัดเสื้อผ้าหน้าผมเรียบร้อย ในที่สุดนางก็เดินไปปลดกลอนและเปิดหน้าต่าง!
ทันทีที่เปิดหน้าต่าง ความมืดในยามราตรีก็เข้ามาเยือน พระราชวังที่สว่างไสวอยู่ไม่ไกลก็โดดเด่นเป็พิเศษในคืนที่มืดมิด ทว่าก็กลับลึกลับมากเช่นกัน
หานอวิ๋นซีพิงขอบหน้าต่างอย่างเกียจคร้าน เอามือข้างหนึ่งรองศีรษะ มองไปมองมาก็เหม่อลอยโดยไม่รู้ตัว
หลงเฟยเยี่ย ท่านเอาตราสิทธิพิเศษมาช่วยข้า นี่มันอะไรกัน...ทำไม?
ในเวลานี้ หลงเฟยเยี่ยกำลังอาบน้ำในบ่อน้ำร้อนในห้องนอน
เขาพิงขอบบ่อ ผมสีดำยาวกระจายอยู่อย่างอิสระ แขนที่เรียวและสวยงามของเขาเหยียดออกวางบนขอบบ่อ หน้าอกสีน้ำตาลแก่ผิวเนียนเรียบ รูปร่างดีมากจนทำให้ผู้คนถึงกับกระอักเืได้ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงครึ่งร่างใต้น้ำ
เขาเงยศีรษะขึ้น แม้ว่าตาจะปิดอยู่ แต่กลับยังคงแสดงความเย่อหยิ่งของาาที่มองดูโลก ดูเหมือนว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนคิดเื่อะไรนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ได้...
วันรุ่งขึ้น ศพขององค์หญิงฉางผิงได้ถูกฝัง ส่วนความจริงเื่การสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงนั้นไม่ได้มีการประกาศออกมา เพียงแจ้งว่าองค์หญิงป่วยด้วยโรคร้ายแรงและสิ้นพระชนม์ในที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว การเปิดเผยความจริงจะทำให้ราชวงศ์อับอายมากเกินไป ผลที่ตามมาก็ไม่ดีเช่นกัน
หานอวิ๋นซีและหลงเฟยเยี่ยไปร่วมงานศพด้วยกัน ที่งานศพ หานอวิ๋นซีรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความเกลียดชังของไท่เฮา
แม้ว่าหานอวิ๋นซีจะไม่ใช่ฆาตกร แต่นางก็ไม่แปลกใจกับความเกลียดชังนี้ แม้ว่าไท่เฮาจะตำหนิหลงเฟยเยี่ย แต่นางก็ไม่มีใจที่จะภักดีต่อไท่เฮา และแม้ว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น จะช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างนางกับไท่เฮาอยู่ดี
กลับกันฮ่องเต้เทียนฮุย นอกจากสีหน้าที่มืดมน ก็นิ่งเฉยไม่แสดงออกใดๆ ฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้จริงๆ
เป็เวลาหลายวันติดต่อกันที่หานอวิ๋นซีพักผ่อนอยู่ที่จวน อี้ไท่เฟยไม่ได้มากวนนางเื่ขององค์หญิงหรงเล่อ ข่าวงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าของครอบครัวไม่ได้แพร่กระจาย และการอภิเษกขององค์หญิงหรงเล่อ ดูเหมือนจะผ่านไปแบบนี้
อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซีก็รู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกินไป
ใน่เทศกาลหยวนเซียว มีข่าวร้ายมาจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรเทียนหนิง ฮ่องเต้ซีโจวได้ถอนกำลังกองทหารหนึ่งในสามที่ประจำการในสนามรบซานถู!
อาณาจักรทั้งสามของแผ่นดินใหญ่หยุนคง คืออาณาจักรเทียนหนิง อาณาจักรซีโจว และอาณาจักรเป่ยลี่ ทั้งสามอาณาจักรมีพรมแดนติดกัน ทางเหนือของเทียนหนิงคือเป่ยลี่ ทางตะวันตกคือซีโจว และทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทียนหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเป่ยลี่นั้นก็คือทางแยกของสามอาณาจักร ซึ่งมีสนามรบอยู่หนึ่งแห่ง นั่นคือสนามรบซานถู
สนามรบซานถูไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก มีขนาดประมาณสามเมือง ไม่มีูเา มีแต่พื้นที่ราบและเนินเขา นี่คือดินแดนที่สามอาณาจักรแย่งชิงกัน และสิทธิ์ความเป็เ้าของยังคงถูกโต้แย้งมาจนถึงทุกวันนี้
เป็เพราะข้อพิพาทเื่กรรมสิทธิ์ซึ่งไม่มีอาณาจักรใดสามารถควบคุมได้ ดังนั้นสถานที่ดังกล่าวจึงกลายเป็เขตแดนที่ไม่มีฮ่องเต้และไม่มีกฎหมายของกฮ่องเต้
เมื่อไม่มีาก็เต็มไปด้วยธุรกิจมืดทุกประเภท กำปั้นคือาา ผู้ที่แข็งแกร่งคือฮ่องเต้ที่แท้จริง
ทั้งสามอาณาจักรสร้างป้อมและกองทหารรักษาการณ์ที่เขตสนามรบซานถู ควบคุมการแลกเปลี่ยนทั้งหมดที่ชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันาที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ น่าเสียดายที่ในการป้องกันชายแดนตามลำดับของทั้งสามอาณาจักร เทียนหนิงเสียเปรียบด้วยภูมิประเทศ
“ซานชานกวาน” พรมแดนของเป่ยลี่เป็ด่านที่ป้องกันได้ง่ายที่สุดและยากต่อการโจมตี โดยพื้นฐานแล้วเป็ไปไม่ได้ที่จะข้ามซานถูเพื่อยึดชายแดนของเป่ยลี่ และชายแดนของซีโจวก็เป็พื้นทีู่เาเช่นกัน แม้ว่าภูมิประเทศจะไม่ดีเท่าของอาณาจักรเป่ยลี่ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะโจมตีชายแดน แต่ชายแดนของอาณาจักรเทียนหนิงนั้นเป็ที่ราบเรียบ
ที่นี่อาจกล่าวได้ว่าในบรรดาเขตแดนทั้งหมด อาณาจักรเทียนหนิงเป็พื้นที่ที่ป้องกันได้ยากที่สุดและเป็จุดที่อ่อนแอที่สุด แม้ว่าด้วยความพยายามของฮ่องเต้ของอาณาจักรเทียนหนิงที่ได้สร้างกำแพงเมืองใหญ่ที่เรียกว่า “กำแพงเมืองหนานถู” ไว้ที่นี่ แต่เมื่อเกิดาขึ้นจริงๆ กำแพงเมืองแห่งนี้ก็ไม่ใช่ศัตรูที่เก่งกาจของกองทัพเป่ยลี่อยู่ดี!
เทียนหนิงและซีโจว เป็พันธมิตรกันโดยการอภิเษก เพื่อที่จะใช้กำลังทหารของซีโจวร่วมกันป้องกันการรุกรานของเป่ยลี่
ตอนนี้ฮ่องเต้แห่งซีโจวได้ถอนกำลังกองทัพหนึ่งในสามออกจากกองทหารที่ประจำการในสนามรบซานถูไป และหลังจากที่องค์หญิงหรงเล่อกลับอาณาจักรไปไม่นานก็ตัดสินใจทำเช่นนี้ การกระทำนี้ มันหมายความว่าอย่างไร?
นี่คือการข่มขู่ของเด็กน้อยชัดๆ!
ฮ่องเต้เทียนฮุยโยนสาส์นออกไปอย่างรุนแรง ขุนนางหลายคนในห้องตำราหลวงก็คุกเข่าลงทันที รวมทั้งแม่ทัพมู่และมู่ชิงอู่
“บัดซบ! น่ารังเกียจจริงๆ!”
อารมณ์ของฮ่องเต้เทียนฮุยะเิออกมา เดิมทีเขาวางแผนมาอย่างดีแล้ว เมื่อกำหนดเื่การอภิเษกหลังปีใหม่เสร็จแล้ว เขา้าที่จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้แห่งซีโจวทันที เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารที่ชายแดนซานถู แลกเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ และการถ่วงดุลทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองอาณาจักรในระยะยาว
แต่ใครจะคิดว่ายังไม่ทันจะผ่านปีใหม่ไป ก็มีข่าวเศร้าเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว!
าเป็วิธีที่ดีที่สุดในการทดสอบความแข็งแกร่งของอาณาจักร
ั้แ่ฮ่องเต้เทียนฮุยขึ้นครองบัลลังก์เป็เวลาสิบกว่าปี สถานการณ์ของสามอาณาจักรค่อนข้างคงที่ แม้ว่าจะมีการสู้รบกันบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ถือว่าเป็ศึกใหญ่ ดังนั้นปัญหาท้องพระคลังที่ขาดแคลนและอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ล้าสมัยจึงยังไม่ได้เห็นชัดเจนมากนัก
สิ่งที่ฮ่องเต้เทียนฮุยกลัวที่สุดคือการต่อสู้ครั้งใหญ่ หากพูดให้ชัด สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือเื่ที่จะเกิดขึ้นในสนามรบซานถู
เป่ยลี่เฝ้ามองอาณาจักรเทียนหนิงอย่างละโมบอยู่เสมอ พร้อมที่จะเคลื่อนไหวและ้าที่จะฝ่าสมรภูมิสนามรบซานถู เจาะช่องโหว่ในแนวป้องกันของชายแดนทางเหนือของอาณาจักรเทียนหนิง ทันทีที่ฮ่องเต้เป่ยลี่ทราบข่าว เขาจะพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ไปอย่างง่ายดายได้อย่างไรกัน? แล้วจะไม่ให้ลงมือได้อย่างไร?
ท่ามกลางความเงียบ มู่ชิงอู่ประสานมือและพูดอย่างจริงจัง “ฮ่องเต้ ซีโจวรังแกผู้คนมากเกินไปแล้ว! ข้ายินดีที่จะรีบไปที่สนามรบซานถูทันที พร้อมกับส่งกองกำลังและเสบียงอาหารไป สาบานว่าจะปกป้องชายแดนจนชีวิตหาไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
มู่ชิงอู่มีความคิดเห็นอยู่เสมอเกี่ยวกับกลยุทธ์การป้องกันของสนามรบซานถู เทียนหนิงพึ่งพาซีโจวมากเกินไปและท้ายที่สุดจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกควบคุมโดยคนอื่นๆ สิ่งพื้นฐานที่สุดคือการมีกองกำลังของตัวเองที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม มู่ชิงอู่ยังเด็กเกินไป เขาจะไปเข้าใจความกังวลที่แท้จริงของฮ่องเต้เทียนฮุยได้อย่างไร แม้แต่แม่ทัพมู่ก็อาจไม่เข้าใจฮ่องเต้เทียนฮุยได้!
ฮ่องเต้เทียนฮุยชำเลืองมองมู่ชิงอู่ แววตาเต็มไปด้วยความหมดความอดทน หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ให้ทุกคนสั่งให้ทุกคนออกไป
“ฮ่องเต้ การเคลื่อนไหวของซีโจวที่ชัดเจนแบบนี้...”
มู่ชิงอู่ที่้าพูด แต่ฮ่องเต้เทียนฮุยกลับขัดจังหวะเขาด้วยความโกรธ “ออกไป!”
มู่ชิงอู่ที่ไม่ยอมแพ้ แต่แม่ทัพมู่กลับมองเขาด้วยสายตาดุร้ายและดึงเขาออกไป
“ท่านพ่อ หากฮ่องเต้ยอมประนีประนอมครั้งนี้ คราวหน้าจะไม่เป็เช่นนี้อีกหรือไร? อีกอย่าง ฉินอ๋องก็คงไม่เห็นด้วย! ถ้าเื่นี้ออกไป ฉินอ๋องจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ศักดิ์ศรีของอาณาจักรเทียนหนิงจะเอาไปไว้ที่ไหน?”
มู่ชิงอู่โกรธอย่างมาก เขารู้ว่าฮ่องเต้แห่งซีโจวตะวันตกทำเช่นนี้ เป็การมุ่งเป้ามาที่การอภิเษก เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวขององค์หญิงหรงเล่อ ฮ่องเต้แห่งซีโจวถือว่าความร่วมมือระยะยาวระหว่างทั้งสองอาณาจักรเป็เื่ตลกอย่างนั้นหรือ?
หรือฮ่องเต้แห่งซีโจวมีแิอื่นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างทั้งสองอาณาจักร และครั้งนี้เป็เพียงข้ออ้างเท่านั้น?
มู่ชิงอู่ไม่มีเวลาคิดมาก เื่เหล่านี้เป็เื่ที่กำลังพิจารณา เขารู้เพียงว่าหากฮ่องเต้ยอมประนีประนอมในครั้งนี้ จะเป็การแสดงความอ่อนแอต่อซีโจวอย่างไม่ต้องสงสัย!
“ชู่ว! พอได้แล้ว!” แม่ทัพมู่ขมวดคิ้ว ดึงมู่ชิงอู่ออกจากห้องตำราหลวง แล้วพูดว่า “ชิงอู่ เ้าต้องจำไว้ว่าเ้าเป็แค่ขุนนาง! อีกอย่าง ต่อไปอย่าพูดถึงฉินอ๋องต่อหน้าฮ่องเต้อีก!”
ทุกคนต่างรู้ว่าฮ่องเต้ไม่เพียงให้ความสำคัญกับฉินอ๋องเท่านั้น แต่ยังระมัดระัิอ๋องด้วย จวนแม่ทัพกุมอำนาจทางทหารไว้ และสิ่งที่ห้ามทำมากที่สุดคือการเข้าใกล้ฉินอ๋องมากเกินไป
“ท่านพ่อ ทำไมท่านถึง...”
ก่อนที่มู่ชิงอู่จะพูดจบ เขาก็หยุดกะทันหันและเห็นฉินอ๋องมาจากด้านข้าง เดินไปที่ห้องตำราหลวง
มู่ชิงอู่ที่กำลังจะตามไป แต่แม่ทัพมู่กลับพูดว่า “ฮ่องเต้ได้ตัดสินใจในใจแล้ว เกลี้ยกล่อมไปก็ไม่มีประโยชน์ กลับไป!”
หลังจากพูดจบ เขาก็ออกแรงลากมู่ชิงอู่ออกไป
หลงเฟยเยี่ยเหลือบมองไปที่สองพ่อลูกตระกูลมู่ที่กำลังลากจูงอยู่ไม่ไกล และได้คำนวณทุกอย่างเอาไว้แล้ว เขาเดินเข้าไปในห้องตำราหลวงด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
ในห้องตำราหลวง สาส์นที่โยนไปยังคงวางอยู่บนพื้น ฮ่องเต้เทียนฮุยหันหน้าไปทางแผนที่อาณาเขตบนกำแพง สองมือไพล่หลังและสิบนิ้วประสานเข้าด้วยกัน
หลงเฟยเยี่ยหยิบสาส์นขึ้นมา ชำเลืองมอง โยนลงบนโต๊ะอย่างสบายๆ และพูดอย่างเฉยเมยว่า “เสด็จพี่เรียกข้ามามีเื่อะไรอย่างนั้นหรือ?”
“เ้าดูสาสน์นี่สิ” ฮ่องเต้เทียนฮุยพูดอย่างเ็า
“เห็นแล้ว” หลงเฟยเยี่ยตอบทันที
“เ้าคิดว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้เทียนฮุยถาม
“เื่สำคัญทางทหาร ท่านพี่ควรปรึกษากับแม่ทัพมู่และกระทรวงา ข้าไม่ค่อยเข้าใจเื่เหล่านี้หรอก” หลงเฟยเยี่ยยังคงสงบมาก
อย่างไรก็ตาม จู่ๆ ฮ่องเต้เทียนฮุยกลับยิ้มออกมา “ก็ใช่ ทำไมข้าถึงลืมไปว่า ฉินอ๋องไม่เคยมีส่วนร่วมในทางทหารั้แ่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน” หลงเฟยเยี่ยช่างกล้าพูดจริงๆ
แต่ใครจะรู้ ฮ่องเต้เทียนฮุยกลับพูดอย่างเฉยเมยว่า “เซวียกงกง ประกาศกฤษฎีกา!”
ประกาศกฤษฎีกา?
ประโยคนี้คุ้นมาก เมื่อครึ่งปีก่อนหน้านั้น ในห้องตำราหลวงและพวกเขาพี่น้องสองคน ฮ่องเต้เทียนฮุยสั่งให้เซวียกงกงอ่านพระราชกฤษฎีกาและเลือกวันอภิเษกให้เขากับหานอวิ๋นซี
วันนี้ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย
เซวียกงกงก้าวออกมาอย่างนิ่งสงบและอ่านพระราชกฤษฎีกา ครั้งนี้ฮ่องเต้เทียนฮุย้าให้หลงเฟยเยี่ยอภิเษกกับองค์หญิงหรงเล่อแห่งซีโจว ไม่เพียงให้หลงเฟยเยี่ยอภิเษก ทว่ายัง้าให้หลงเฟยเยี่ยตั้งขบวนไปซีโจวเพื่อขออภิเษกด้วยตัวเอง!
คำสั่งของฮ่องเต้ไม่สามารถขัดขืนได้ ยิ่งเป็พระราชกฤษฎีกาก็ยิ่งไม่อาจขัดขืนได้
สุดท้ายแล้วก็เป็เพียงอ๋องเท่านั้น เป็แค่ขุนนาง
การขัดขืนพระราชกฤษฎีกาถือเป็ความผิดที่ร้ายแรง!
หลังจากที่เซวียกงกงอ่านจบ ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ค่อยๆ หันกลับมาและมองหลงเฟยเยี่ยที่กำลังคุกเข่าข้างหนึ่ง พร้อมกับยกยิ้มอย่างเยาะเย้ย
หลงเฟยเยี่ย ในเมื่อเ้าสุราคำนับไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์[1] เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีเลย ในตอนที่อภิเษกกับหานอวิ๋นซีเ้าไม่มีทางเลือกและครั้งนี้เ้าก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน!
“ฉินอ๋อง เ้ายังไม่ทำตามกฤษฎีกาอีกหรือ?” ฮ่องเต้เทียนฮุยถามด้วยความสนใจ
แต่ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยกลับยืนขึ้นและพูดอย่างเ็าว่า “เสด็จพี่ ข้าทำไม่ได้!”
หากการอภิเษกกับหานอวิ๋นซีเป็การยอมประนีประนอม เช่นนั้นเขาก็ยินดีที่จะประนีประนอมเพียงครั้งเดียวในชีวิต!
---------------------------
[1] สุราคำนับไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ หมายความว่า พูดดีๆ ไม่ชอบ ต้องให้บังคับ
