ตอนที่ 4 คมพู่กัน กับบททดสอบกลางหอคอยแก้ว
ลมวสันต์ในเมืองหลวงยังคงแฝงด้วยความเย็นะเืของฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านพ้นไป หมอกยามเช้าโรยตัวปกคลุมจวนสกุลเหยาหนาตาจนมองเห็นเพียงยอดหลังคาสีเทาเข้มที่ซ้อนทับกันราวกับเกล็ดั รุ่ยเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในห้องพักขนาดเล็กที่อยู่ท้ายสุดของปีกตะวันออก แม้ห้องนี้จะดีกว่าคอกม้าในชนบทหลายเท่า แต่นางรู้ดีว่ามันคือ กรงทอง ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขัง เงา อย่างนางไว้ไม่ให้เห็นแสงตะวัน
นางลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้าที่เสี่ยวเถานำมาให้เมื่อคืน เป็ชุดผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่สะอาดตา รุ่ยเอ๋อร์มองกระจกทองเหลืองที่สะท้อนใบหน้าซูบผอมแต่ดวงตาคมกริบของตนเอง นางหยิบแท่งหมึกของท่านพ่อขึ้นมาฝนเบาๆ กับแท่นหิน กลิ่นหอมของไม้สนทำให้จิตใจของนางสงบลง
"คุณหนูรุ่ยเอ๋อร์ ฮูหยินใหญ่เรียกพบเ้าค่ะ" เสียงของเสี่ยวเถาดังขึ้นที่หน้าประตู น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
รุ่ยเอ๋อร์วางพู่กันลง
"ฮูหยินใหญ่? มิใช่คุณหนูเจินเจินหรือ?"
"เ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่ ฟางซื่อ นายหญิงตัวจริงของจวนนี้ ท่าน้าพบท่านที่ศาลาชมวสันต์เดี๋ยวนี้เลยเ้าค่ะ" เสี่ยวเถากระซิบ
"คุณหนูต้องระวังนะเ้าคะ ฮูหยินใหญ่ผู้นี้ ตาแหลมคมดั่งพญาอินทรี ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตานางไปได้"
รุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ นางซ่อนสัญญาไว้ในกระเป๋าลับใต้สาบเสื้อที่นางเย็บขึ้นเองอย่างประณีต ก่อนจะก้าวเดินตามเสี่ยวเถาออกไป
ศาลาชมวสันต์ตั้งอยู่กลางสระบัวที่ยังไม่มีดอกบัวผลิบาน มีเพียงใบบัวสีเขียวเข้มที่ลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำที่ใสกระจ่างราวกับกระจก ภายในศาลา หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์รำพันนั่งอยู่อย่างสง่างาม นางคือฟางซื่อ ฮูหยินใหญ่ผู้กุมอำนาจในเรือนหลังของจวนสกุลเหยา ข้างกายของนางมีเหยาเจินเจินนั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล
"มาแล้วหรือ หลานสาวที่มาจากชนบท" ฟางซื่อเอ่ยเสียงเรียบ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากถ้วยชาในมือ
รุ่ยเอ๋อร์ย่อกายคำนับตามธรรมเนียมอย่างไม่มีที่ติ ท่วงท่าของนางนุ่มนวลและสง่างามจนฟางซื่อต้องปรายตามองด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
"รุ่ยเอ๋อร์คำนับท่านป้าสะใภ้ใหญ่เ้าค่ะ"
"อืม ท่าทางใช้ได้ มิได้ดูซอมซ่ออย่างที่เจินเจินบอกไว้" ฟางซื่อวางถ้วยชาลง เสียงกระทบของเซรามิกกับโต๊ะหินดัง กริ๊ก ท่ามกลางความเงียบ
"ข้าได้ยินมาจากท่านลุงรองของเ้าว่า เ้ามีความสามารถด้านอักษรศาสตร์เกินวัย ถึงขนาดกล้าต่อรองขอเงินสิบตำลึงทองเป็ค่ามัดจำ"
เหยาเจินเจินแค่นเสียงเหยียดหยาม
"ท่านแม่ อย่าไปเชื่อนักเลยเ้าค่ะ นางก็แค่แอบอ่านตำรามาไม่กี่เล่ม จะไปเก่งกาจกว่าอาจารย์ที่ท่านพ่อจ้างมาได้อย่างไร"
ฟางซื่อยกมือปรามลูกสาว ก่อนจะหันมาทางรุ่ยเอ๋อร์
"ในเมืองหลวง ความเก่งกาจที่ไม่มีเครื่องพิสูจน์ ก็ไม่ต่างจากราคาคุย รุ่ยเอ๋อร์ เ้าเห็นกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นไหม?"
รุ่ยเอ๋อร์มองตาม บนโต๊ะมีกระดาษเซวียนจื่อแผ่นยาวที่เขียนบทกวีไว้ครึ่งหนึ่ง ลายมือนั้นดูอ่อนช้อยแต่ขาดพลัง
"นั่นคือบทกวีที่เจินเจินต้องส่งเข้าคัดเลือกในรอบแรก หัวข้อคือ ปฐมวสันต์ในวังหลวง แต่นางเขียนค้างไว้เพราะหาคำลงท้ายที่กินใจไม่ได้" ฟางซื่อหรี่ตาลง
"หากเ้าเก่งจริง จงเติมบทกวีนี้ให้สมบูรณ์ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป หากทำได้ ข้าจะถือว่าเงินสิบตำลึงทองนั้นคุ้มค่า แต่หากทำไม่ได้ เ้าจะต้องถูกโบยฐานหลอกลวง และส่งกลับชนบทในสภาพที่เดินไม่ได้อีกต่อไป"
เหยาเจินเจินยิ้มกริ่มอย่างสะใจ
"ท่านแม่ช่างปรานีนางนัก หัวข้อนี้ยากยิ่งนัก แม้แต่บัณฑิตในกรมพิธีการยังต้องใช้เวลาคิดเป็วัน"
รุ่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปที่โต๊ะ นางกวาดสายตามองบทกวีที่เหยาเจินเจินเขียนไว้:
'อรุณรุ่งส่องแสงอาบกำแพงแดง กลิ่นหอมเหมยจางหายวสันต์มาเยือน'
ช่างเป็บทกวีที่จืดชืดและไร้จิติญญา รุ่ยเอ๋อร์คิดในใจ แต่นางไม่ได้พูดออกมา นางหยิบพู่กันขนกระต่ายขึ้นมา จุ่มหมึกที่ฝนไว้จนข้นเข้ม
"เวลาเริ่มนับแล้ว" ฟางซื่อเอ่ยพลางจุดธูป
รุ่ยเอ๋อร์หลับตาลงชั่วครู่ ภาพของวังหลวงที่นางเคยเห็นในความทรงจำของโลกก่อน และความหนาวเหน็บที่นางเผชิญในโลกนี้หลอมรวมกัน นางลืมตาขึ้นและเริ่มตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว เสียงปลายพู่กันลากผ่านเนื้อกระดาษดัง สวบสาบ ราวกับเสียงใบไม้ไหวในสายลม
นางไม่ได้เขียนเพียงแค่คำที่สวยหรู แต่นางใส่ อารมณ์ลงไปในทุกฝีเข็มของน้ำหมึก
เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป รุ่ยเอ๋อร์ก็วางพู่กันลง
"เสร็จแล้วเ้าค่ะ"
ฟางซื่อขมวดคิ้ว
"เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เจินเจิน ไปดูซิว่านางเขียนอะไรลงไป"
เหยาเจินเจินเดินเข้าไปดูด้วยท่าทางดูแคลน แต่เมื่อนางกวาดสายตาอ่านตัวอักษรเ่าั้ ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลงทันที
"ยอดหญ้าชูคอรับหยาดน้ำค้าง... เงาอักษรจารึกไว้ใต้แสงจันทร์... แม้กิ่งหลิวเอนไหวตามลมพัด... แต่รากแก้วยังหยั่งลึกมิสั่นคลอน"
ฟางซื่อลุกขึ้นเดินมาดูด้วยตนเอง นางนิ่งเงียบไปนาน ตัวอักษรของรุ่ยเอ๋อร์นั้นทรงพลังดั่งัทะยานฟ้า ท่วงท่าการสะบัดหมึกแฝงไปด้วยความทะนงตนที่ไม่อาจปิดมิด ที่สำคัญคือคำว่า รากแก้วยังหยั่งลึกมิสั่นคลอน มันสื่อถึงความเข้มแข็งของตระกูลที่ฮ่องเต้ทรงอยากเห็น
"เ้า" ฟางซื่อเงยหน้าขึ้นมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"เ้าเรียนลายมือนี้มาจากใคร? นี่ไม่ใช่ลายมือของสตรีทั่วไป แต่มันคือลายมือของ นักปราชญ์ ผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน"
"ข้าเพียงแต่เขียนตามความรู้สึกเ้าค่ะท่านป้า" รุ่ยเอ๋อร์ตอบอย่างนอบน้อม
"ท่านพ่อเคยสอนว่า อักษรคือกระจกสะท้อนใจ หากใจเรามั่นคง อักษรย่อมมีพลัง"
ฟางซื่อพยักหน้าช้าๆ
"ดี! ดีมาก เจินเจิน เ้าเห็นหรือไม่? นี่คือสิ่งที่เ้าขาดหายไป ความลุ่มลึกที่ไม่ได้มาจากเครื่องแป้ง"
เหยาเจินเจินกำหมัดแน่นด้วยความอับอายและริษยา
"ก็แค่โชคช่วย! ท่านแม่ นางอาจจะแอบจำบทกวีของใครมาก็ได้!"
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ลมแรงระลอกหนึ่งพัดผ่านศาลาชมวสันต์ ทำให้ชายเสื้อของรุ่ยเอ๋อร์สะบัดอย่างแรง รุ่ยเอ๋อร์พยายามรวบเสื้อไว้ แต่ด้วยความรีบร้อน ปลายสายสร้อยถักสีแดงที่ผูกติดกับ ป้ายหยกมู่เยว่ ก็หลุดร่วงออกมาจากสาบเสื้อและตกลงบนพื้นหินดัง แกร๊ง!
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วศาลาที่เงียบสงัด
ฟางซื่อก้มลงมองวัตถุสีเขียวมรกตที่ส่องประกายอยู่บนพื้น นางขมวดคิ้วและเอื้อมมือจะไปหยิบ
"นั่นอะไร?"
หัวใจของรุ่ยเอ๋อร์เต้นระรัวราวกับกลองรบ แย่แล้ว! หากฟางซื่อเห็นตราสลักดอกเหมยของมู่เยว่อ๋อง ความลับเื่การพบกันในคืนนั้นต้องถูกเปิดโปง และนางจะถูกตราหน้าว่าเป็ไส้ศึกทันที!
"หยุดก่อนเ้าค่ะ!" รุ่ยเอ๋อร์รีบทิ้งตัวลงคุกเข่า และใช้มือตะปบป้ายหยกนั้นไว้ก่อนที่มือของฟางซื่อจะถึง
"รุ่ยเอ๋อร์? เ้ามีท่าทางลนลานเช่นนี้ มีความลับอะไรซ่อนอยู่หรือ?" ฟางซื่อถามเสียงเ็า สายตาของนางจ้องจับผิดทุกการเคลื่อนไหว
"มิได้เ้าค่ะ เพียงแต่สิ่งนี้คือของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของท่านแม่ข้า" รุ่ยเอ๋อร์พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น นางกำป้ายหยกไว้แน่นในฝ่ามือจนขอบหยกบาดเนื้อ
"ท่านแม่สั่งไว้ว่าห้ามให้ใครแตะต้อง เพราะมันเป็หยกอัปมงคลที่ซินแสเคยบอกว่าหากคนนอกัั จะนำพาโชคร้ายมาสู่ผู้ ข้าเกรงว่าท่านป้าจะได้รับอันตรายเ้าค่ะ"
"หยกอัปมงคล?" ฟางซื่อเลิกคิ้ว
"เอามาให้ข้าดู" ขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือออกไป
"ท่านแม่! อย่าไปแตะเลยเ้าค่ะ" เหยาเจินเจินรีบแทรกขึ้นเพราะความกลัว
"นังเด็กนี่มาจากชนบท ของที่นางพกมาคงมีแต่เสนียดจัญไร ท่านแม่อย่าเอาตัวไปเสี่ยงเลยนะเ้าคะ"
ฟางซื่อชะงักมือ นางเป็คนหัวโบราณและเชื่อเื่โชคลางอย่างยิ่ง เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวอย่างจริงใจของรุ่ยเอ๋อร์ (ซึ่งเป็การแสดงที่แเีที่สุด) นางจึงยอมถอย
"เอาเถอะ ของอัปมงคลเช่นนั้นเ้าก็เก็บไว้ให้ดี อย่าให้มันออกมาเพ่นพ่านในจวนข้าอีก" ฟางซื่อสะบัดแขนเสื้อ
"วันนี้เ้าทำได้ดี ข้าจะให้คนจัดหาเครื่องเขียนชั้นดีไปให้ที่ห้อง และเ้า เจินเจิน ั้แ่วันนี้ไป เ้าต้องเรียนการวางตัวและอักษรศาสตร์กับรุ่ยเอ๋อร์ทุกวัน จนกว่าจะถึงวันคัดเลือก!"
"ท่านแม่! จะให้ข้าเรียนกับนางเนี่ยนะเ้าคะ!" เหยาเจินเจินโวยวาย
"นี่คือคำสั่ง!" ฟางซื่อตัดบท ก่อนจะเดินออกจากศาลาไปพร้อมกับขบวนสาวใช้
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว รุ่ยเอ๋อร์ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม นางค่อยๆ แบมือออก เห็นฝ่ามือที่มีรอยเืซึมจากการกำป้ายหยกแน่นเกินไป ป้ายหยกสีเขียวยังคงเย็นเยียบและงดงาม แต่มันเกือบจะกลายเป็กิโยตินที่ตัดคอของนางเสียแล้ว
"มู่เยว่อ๋อง ท่านเป็ใครกันแน่ เหตุใดป้ายหยกของท่านถึงมีอำนาจกดดันข้าได้ถึงเพียงนี้" นางพึมพำ
ตกดึก รุ่ยเอ๋อร์นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้องพัก แสงเทียนวูบวาบสะท้อนเงาของนางบนผนัง นางกำลังใช้พู่กันจุ่มเืที่ซึมจากฝ่ามือผสมกับน้ำหมึก เขียนอักษรคำว่า อดทน ลงบนกระดาษแผ่นเล็ก
"คุณหนูเ้าคะ" เสี่ยวเถาเดินเข้ามาในห้อง
"ข้าสืบข่าวเื่น้องชายของท่านมาได้บ้างแล้วเ้าค่ะ"
รุ่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นทันที
"ว่าอย่างไร?"
"มีเด็กชายคนหนึ่งชื่ออาอัน ถูกขายเข้าไปในหอตำราของจวนอ๋องมู่เยว่จริงๆ เ้าค่ะ แต่" เสี่ยวเถามีสีหน้าลำบากใจ
"ที่นั่นขึ้นชื่อว่าเป็คุกที่ไม่มีกำแพง เด็กที่ถูกส่งเข้าไปรับใช้มักจะไม่ได้ออกมาเห็นโลกภายนอกอีกเลย เพราะอ๋องมู่เยว่ทรงรักความเป็ส่วนตัวมาก และทรงเกลียดชังความวุ่นวายที่สุด"
รุ่ยเอ๋อร์กำพู่กันแน่นจนด้ามไม้ส่งเสียงดัง เปรี๊ยะ
"เขาปลอดภัยดีใช่ไหม?"
"ข้าสืบได้เพียงว่าเขายังมีชีวิตอยู่เ้าค่ะ แต่ถูกใช้งานหนักในการจัดเรียงคัมภีร์โบราณในห้องใต้ดิน"
รุ่ยเอ๋อร์หลับตาลง ความสงสารและความแค้นที่สุมอยู่ในอกเริ่มประทุขึ้น
"อาอัน พี่สาวจะรีบไปช่วยเ้า รออีกนิดเดียวเท่านั้น"
นางรู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะเข้าถึงจวนอ๋องมู่เยว่ได้โดยไม่ถูกสงสัย คือการต้องมีตำแหน่งที่สูงส่งพอในวังหลวง หรือไม่ก็ต้องใช้ป้ายหยกใบนี้เป็ใบเบิกทางในยามที่จำเป็ที่สุด
ในขณะที่นางกำลังจะดับเทียน เสียงนกฮูกร้องดังขึ้นที่หน้าต่าง รุ่ยเอ๋อร์เดินไปเปิดหน้าต่างออก และพบว่ามีกระดาษแผ่นเล็กๆ ผูกติดกับกิ่งเหมยที่วางอยู่บนขอบหน้าต่าง
นางหยิบขึ้นมาอ่าน ข้อความในนั้นมีเพียงประโยคเดียวสั้นๆ แต่ทำให้นางถึงกับชาวาบไปทั้งตัว
อักษรของเ้าในวันนี้ ขาดความอ่อนโยนไปนิดนะ รุ่ยเอ๋อร์
รุ่ยเอ๋อร์รีบมองออกไปในความมืดมิดของสวนจวนสกุลเหยา แต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากเงาของต้นไม้ที่ไหวเอนตามลม
เขาแอบดูข้าอยู่ในศาลาชมวสันต์งั้นหรือ? มู่เยว่อ๋อง ท่านเป็ใครกันแน่ และท่าน้าอะไรจากคนอย่างข้า!
รุ่ยเอ๋อร์ขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งก่อนจะเผามันกับเปลวเทียน ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น
สมรภูมินี้เพิ่งจะเริ่มต้น และนางจะไม่ยอมเป็เพียงหมากในกระดานของใครทั้งนั้น
