บทที่ 159 แตกตื่น
หลังจากนักพรตทั้งหลายหายตื่นตระหนกและกลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง พวกเขาจับจ้องไปยังลู่หงิที่ยังคงปรุงโอสถด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนบนเวที ด้วยสายตาที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็เป็ถึงตระกูลที่มีประวัติความเป็มานับพันปี เขาหนิงชุยเฟิงป่าวประกาศอย่างเอิกเกริก ทั้งยังยังเปิดเผยหน้าตาของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่เพิ่งจะได้รับมาให้ทุกคนได้ยลโฉม เพียงเท่านั้นก็สร้างความตกตะลึงให้บรรดานักพรตทั้งหลายแล้ว
แต่พอเห็นตระกูลลู่ในยามนี้ ถึงได้กระจ่างแจ้งว่าสิ่งใดคือรากฐาน สิ่งใดคือการถ่อมตัว ก่อนหน้านี้ตระกูลลู่ตกต่ำอยู่นานหลายปี อีกทั้งสถานการณ์ยิ่งนานวันยิ่งเลวร้าย ขุมกำลังทั้งหลายในเทียนตู นักพรตผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายต่างก็คิดตรงกันว่าตระกูลลู่กำลังจะสูญหายไปจากครรลองสายตาของพวกเขาแล้ว เมื่อครั้งที่วางแผนกันว่าจะแบ่งสันปันส่วนเขตอำนาจตระกูลลู่อย่างไรดี พวกเขากลับผงาดขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง แม้แต่สมุนไพรวิเศษแห่งโลกา์ในตำนานก็ยังปรากฏตัวออกมาอย่างไม่คาดฝัน แล้วจะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงพรึงเพริดได้อย่างไร
เหล่าตัวแทนจากกองกำลังหลายแห่งกำลังใระคนสงสัย หากเป็กองกำลังลำดับต้นๆ ที่ฐานอำนาจมั่นคงก็แล้วไปเถอะ เพราะตระกูลของพวกเขาต่างก็มีความลับเป็ของตัวเอง ถึงจะไม่เคยเปิดเผยของล้ำค่าจำพวกสมุนไพรวิเศษแห่งโลกา์สู่โลกภายนอก แต่ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกต่างก็ทราบดีว่ารากฐานของพวกเขาล้ำลึกมากเพียงใด ทว่าตระกูลลู่กลับเปิดเผยรากฐานของตนเองอย่างเงียบเชียบไม่เอิกเกริก แต่เพียงเท่านี้ก็มากพอจะดึงดูดความสนใจของคนเหล่านี้ได้แล้ว
สมุนไพรวิเศษแห่งโลกา์มิใช่ผักกาดขาว[1] หากสมุนไพรระดับนี้อยู่จริง ไม่ว่าอย่างไรตระกูลลู่ก็จะไม่มีวันตกต่ำ!
เสิ่นตานเจวี๋ยกับหวันต่านเยวี่ยคิดตรงกันว่าตระกูลลู่ไม่มีทางนำของปลอมออกมาหลอกลวงผู้คน แต่ก็คงจะมีพวกใจคอคับแคบบางคนที่แอบคิดเช่นนี้ จึงมีคนะโถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ทุกคนทราบกันดีว่ามีเพียงเขาหนิงชุยเฟิงที่ได้ต้นอ่อนของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น แล้วกลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นของตระกูลลู่มาจากที่ใดเล่า?”
โดยทั่วไปแล้ว คำถามไร้หัวคิดเช่นนี้มักจะถูกผู้คนมองข้ามเสียส่วนใหญ่ แต่ยามนี้ฝูงชนจำนวนมากต่างมุ่งหน้ามาที่ตระกูลลู่เพื่อหวังจะซื้อโอสถในราคาถูก หรือมาเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว หากโอสถวิเศษที่ตระกูลลู่ปรุงออกมามิใช่ยาชิงหลิง วัตถุดิบที่ใช้ไม่ใช่กลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น หรือว่าท้ายที่สุดแล้วหากตระกูลลู่ไม่ยอมขายโอสถขึ้นมา แล้วจะให้พวกเขาทำอย่างไรเล่า?
ดังนั้นคนที่เสียสละถามคำถามดังกล่าวออกไป นอกจากจะไม่ถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาสมเพชแล้ว ยังทำให้คนจำนวนไม่น้อยเบนสายตาระแวงปะปนความสงสัยไปทางคนตระกูลลู่ด้วย
ลู่เหว่ยจุนรักษาความสุขุมได้อย่างดี เขาคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเกิดเื่เช่นนี้ ปัจจุบันตระกูลลู่มีพลังแข็งแกร่งขึ้นยิ่งนัก ต่อให้เปิดเผยการมีอยู่ของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นก็ไม่นับว่าเป็ปัญหาใหญ่ ทว่าญาณจิตของเขากลับสั่นไหวเบาๆ ััได้ว่าลู่อวี่บุตรชายของเขากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เช่นนั้นแล้วเขาจึงไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไรอีกต่อไป
ลู่อวี่คาดว่าการปรุงโอสถของลู่หงิใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้เร่งรุดหน้ามายังสถานที่จัดงานชุมนุม คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อมาแล้วจะได้พบเจอกับเื่เช่นนี้ ถึงแม้ตัวแทนจากขุมกำลังใหญ่บนอัฒจันทร์จะไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แต่กลุ่มคนที่อยู่ด้านล่างกลับจ้องมองมาด้วยความเคลือบแคลง เขาจึงรู้ตัวว่าคงไม่อาจเฉยเมยต่อเื่นี้ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องถึงชื่อเสียงของตระกูลลู่ และการปล่อยให้ผู้อื่นเข้าใจผิดคงไม่ใช่เื่ดี
หลังจากใคร่ครวญเล็กน้อย เขาก็หันไปคุยกับความว่างเปล่าที่ด้านหลังของตนเอง “ผู้เฒ่าตู้ รบกวนท่านใช้วิธีเดิมทำให้ทุกคนที่นี่มองเห็นต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นของตระกูลลู่เสียหน่อย คนบางคนที่ได้ต้นอ่อนมาจะได้เลิกทำตัวหยิ่งผยอง ราวกับว่าตนเองยิ่งใหญ่นักหนาเสียที!”
ตู้เสวียนเฉิงที่เร้นกายอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ตอบกลับ แต่เมื่อลู่อวี่หมุนตัวกลับมา ห้วงอากาศเหนือสถานที่จัดงานก็ปรากฏกลุ่มแสงระลอกหนึ่งขึ้นมา ก่อนที่จอภาพความกว้างหลายสิบจั้งจะปรากฏออกมาต่อหน้าทุกคนในเสี้ยวพริบตาเดียว
“หา เหตุใดถึงสูงเพียงนั้นเล่า? นี่ใช่ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นแน่หรือ?”
เมื่อเห็นภาพของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่สูงหลายสิบจั้ง นักพรตหลายหมื่นคนก็หลุดอุทานด้วยความตกตะลึง
“พฤกษาต้นนี้อย่างน้อยก็ต้องมีอายุมากกว่าหมื่นปี ไม่รู้ว่ามันถูกปลูกไว้ที่หลังเขาตระกูลลู่นานเพียงใดแล้ว ไอ๊หยา เด็กสาวสองคนนั้นเป็ใครกัน?”
ยามที่มีเสียงดังเซ็งแซ่ดังไปทั่วสถานที่จัดงาน ลู่อวี่และคนตระกูลลู่รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย พวกเขาตั้งใจจะสร้างความประหลาดใจให้พวกบ้านนอกที่ไม่รู้จักโลกกว้างสักหน่อย ทว่าจู่ๆ คนในงานก็พากันจ้องมองภาพฉายนั้นด้วยสายตาแปลกๆ แล้วยังพูดถึงเด็กสาวอะไรนั่นอีก ลู่อวี่พลันใจกระตุกวูบรีบหันหลังกลับไปมอง ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะมืดครึ้มอย่างทันควัน
อย่าว่าแต่ลู่อวี่เลย แม้แต่ตู้เสวียนเฉิง ยอดฝีมือที่สงบนิ่งไม่สะทกสะท้านแม้จะต้องเผชิญหน้ากับเื่ใดก็ตาม หลังจากได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่อยู่ในภาพฉายจากพลังเวทของตน ยังแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้เป็การใช้มหาเวทสะท้อนขึ้นไปในอากาศของตู้เสวียนเฉิง ซึ่งสิ่งที่ปรากฏในภาพฉายก็คือเขตต้องห้ามหลังเขาของตระกูลลู่ในยามนี้ สำหรับผู้ที่มีขั้นพลังยุทธ์ต่ำกว่าขั้นเกิดเทพเ้า การจะทำเื่เช่นนี้ได้นับว่ายากกว่าปีน์เสียอีก แต่สำหรับผู้ที่มีพลังยุทธ์อยู่เหนือกว่าขั้นเกิดเทพเ้า ถือเป็เื่ง่ายๆ ที่เพียงโบกมือครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีสิ่งใดขัดขวางถึงจะทำได้ง่ายดายเพียงนี้ มิฉะนั้นต่อให้พลังยุทธ์สูงส่งยิ่งกว่านี้ ก็จำเป็ต้องยืมพลังจากสมบัติวิเศษหรือเคล็ดวิชาลับบางประการมาช่วย!
ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่ปรากฏในภาพฉายกำลังผลิดอกบานสะพรั่ง เปล่งรัศมีและ ไอิญญาภายในหุบเขาแห่งนั้นเข้มข้นเสียจนกลั่นตัวเป็ไอน้ำ กลายเป็ม่านหมอกที่แผ่ปกคลุมและลอยละล่องไปรอบๆ หุบเขา ทำให้บรรยากาศของสถานที่ดังกล่าวสวยสดประหนึ่งแดน์
สิ่งนั้นไม่ถือว่าเป็ปัญหาใด เพียงแต่บริเวณใต้ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น ซึ่งสมควรจะเป็สถานที่บำเพ็ญเพียรของผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตระกูลลู่ ลู่ไท่ชังกับผู้าุโของตระกูลลู่ บัดนี้กลับมีเด็กสาวอายุสิบสามสองคนกำลังนั่งหันหน้าชนกันอยู่ ขาเล็กๆ ทั้งสองข้างของพวกนางลอยห่างจากพื้นประมาณครึ่งฝ่ามือ เลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่ด้วยการนั่งจิบชาและสนทนากันสองคน ดวงหน้างดงามจิ้มลิ้มของพวกนางฉายความพึงพอใจเด่นชัด ราวกับว่าเด็กสาวทั้งสองคนนี้บรรลุมรรคากลายเป็เทพเซียนแล้ว และกำลังเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชน
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจ คือเหตุใดเด็กสาวทั้งสองคนที่นั่งจิบชาอยู่เพียงพักเดียวก็ลุกขึ้นยืน เด็ดกลีบดอกจากต้นไม้จนเต็มมือแล้วโยนใส่ถ้วยชาของตนเอง? จากนั้นก็ดื่มต่อด้วยท่าทางเคลิบเคลิ้มเสียเต็มประดา? ปกติชาเขาดื่มกันเช่นนี้หรือ? แล้วกลีบดอกของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นมันไร้ค่าไร้ราคาถึงเพียงนี้เชียวหรือ? บัดนี้คนหลายหมื่นในเทียนตูที่กำลังนั่งรอโอสถวิเศษที่มีส่วนผสมของกลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นอย่างใจจดใจจ่อ พร้อมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อให้ได้โอสถมา เมื่อได้เห็นฉากที่อยู่เบื้องหน้านี้แล้วจะไม่ให้พวกเขาปวดใจระคนปวดเศียรเวียนเกล้าได้อย่างไร?
ลู่เหว่ยจุนเห็นเด็กสาวสองคนยืนเด็ดกลีบดอกจากต้นไม้ด้วยท่าทางเงอะงะก็เกือบจะหลุดขำออกมา ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นของตระกูลลู่มีอายุกว่าหมื่นปีเชียวเล่า ถึงจะถูกลู่อวี่เตะจนดอกบางส่วนหลุดร่วงลงมา แต่หากไม่สังเกตดูดีๆ ย่อมมองไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังนั้นแล้ว ถึงเด็กสาวสองคนนั้นจะเด็ดกลีบดอกจากต้นไม้อย่างไม่รู้จักทะนุถนอมสักนิด แล้วยังนำมาชงชาดื่มอย่างมั่วซั่วเช่นนั้นอีก เขาก็ไม่คิดว่ามันเป็เื่ใหญ่ร้ายแรงอะไร เพราะหากเทียบกับลู่อวี่แล้วคงเหมือนพ่อมดเล็กเจอพ่อมดใหญ่[2]ก็ไม่ปาน
เพราะอย่างไรเสีย หนึ่งในสองคนนั้นก็เป็หลานสาวของผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่ง ผู้เป็องค์หญิงน้อยของตระกูลลู่อย่างแท้จริง ส่วนอีกคนก็เป็ศิษย์เอกของนายน้อยลู่อวี่ นอกจากจะอายุยังน้อย พร้อมด้วยนิสัยอ่อนหวานน่าเอ็นดูแล้ว ยังมีหน้าตาสวยสดงดงาม เป็สตรีจำพวกที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในตระกูลลู่ บุคคลระดับสูงในตระกูลล้วนเอ็นดูพวกนางไม่น้อย ขอเพียงไม่ใช่เื่ที่ผิดทำนองคลองธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งสองคนนี้ก็สามารถทำตามอำเภอใจได้แทบทุกสิ่งอย่าง
ลู่อวี่ส่ายหน้าอย่างจนใจ พื้นที่หวงห้ามหลังเขาแห่งนั้นเป็ของลู่ไท่ชังผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตระกูลลู่ หากเขาไม่อนุญาต อย่าว่าแต่สตรีน้อยทั้งสองเลย แม้แต่ประมุขตระกูลกับผู้เฒ่าทั้งหลายก็ไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไป การที่เด็กสาวทั้งสองสามารถเข้าไปข้างในและนั่งดื่มชาใต้ต้นไม้อย่างสบายอกสบายใจได้ แปลว่าท่านผู้เฒ่าสูงสุดยอมให้พวกนางเข้าไปด้วยความเต็มอกเต็มใจ ส่วนเื่ความเสียหายที่เกิดจากดอกไม้เพียงไม่กี่กลีบนั้น ตระกูลลู่ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจแม้แต่นิดเดียว
ดอกไม้ที่ผลิบานบนต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นน่ากลัวว่าจะมีนับพันนับหมื่นดอก แล้วยังมีดอกตูมที่รอการผลิบานอยู่อีกจำนวนไม่น้อย ดอกไม้เพียงไม่กี่กลีบที่ถูกเด็กสาวทั้งสองเด็ดเล่นก็เป็เพียงขนเส้นเดียวบนวัวเก้าตัว[3]
คนทั้งหมดที่อยู่ในงานชุมนุมถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เสิ่นตานเจวี๋ยกับหวันต่านเยวี่ยจากเขาหนิงชุยเฟิงคิดว่าต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นจะสูงเท่าตัวคนดังเช่นของพวกเขา ทว่าพอเอามาเทียบกับต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นของตระกูลลู่แล้วช่างดูน่าสงสารเหลือเกิน ดังนั้นตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรจนกลายเป็จุดสนใจของผู้คนจะดีกว่า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงนั่งเงียบไม่พูดไม่จา เซินหยวนชิงและลูกศิษย์คนที่เหลือแทบอยากจะหนีออกไปจากตรงนี้ สมุนไพรวิเศษแห่งโลกา์ที่เขาหนิงชุยเฟิงโอ้อวดนักหนา ในสายตาของตระกูลลู่กลับเป็เพียงต้นไม้ที่สตรีน้อยทั้งสองสามารถเด็ดไปชงชาดื่มเล่นได้ตามใจชอบ พวกเขารู้สึกอับอายจนไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นฟ้าอีกแล้ว
“ตระกูลลู่เก็บซ่อนความลับได้มิดชิดยิ่งนัก ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่ใหญ่โตเช่นนี้เกรงว่าจะอายุมากกว่าหมื่นปีแล้วกระมัง ก่อนหน้านี้กลับไม่มีข้อมูลหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย! รากฐานของตระกูลเก่าแก่นับพันปีมิอาจดูเบาได้จริงๆ!”
นักพรตจำนวนมากที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อยาชิงหลิงจากเขาหนิงชุยเฟิง ยามที่เห็นกลีบดอกไม้ในมือของเด็กสาวทั้งสองคน พวกเขาก็พลันหยิบยาชิงหลิงที่ตนเองเพิ่งซื้อมาไม่นานออกมาจากอกเสื้อ ด้วยความรู้สึกสับสนปนเปจนแยกไม่ออกว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี!
มีคนที่ค่อนข้างสนิทสนมกับตระกูลลู่กล่าวขึ้นว่า “เด็กสาวทั้งสองคนนั้นฐานะมิใช่ธรรมดา ลู่หนานเป็หลานสาวของผู้เฒ่าใหญ่ตระกูลลู่ ส่วนจีชิงรั่วเป็ศิษย์เอกที่สืบทอดวิชาปรุงโอสถจากนายน้อยตระกูลลู่! สำนักจิ่วติ่ง และการที่พวกนางได้ไปนั่งดื่มชาอยู่ในเขตหวงห้ามหลังเขาของตระกูลลู่ได้ แปลว่าต้องเป็ผู้ที่มีความสำคัญต่อตระกูล! น่าเสียดายกลีบดอกของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นพวกนั้น ถึงจะเอาไปดื่มเป็ชาก็ไม่ควรจะโยนลงไปในถ้วยชาโดยตรงเช่นนี้ ช่างสิ้นเปลืองโดยแท้ เสียของอะไรเยี่ยงนี้!”
ลู่หนานกับจีชิงรั่วที่อยู่ด้านหลังเขาของตระกูลลู่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเข้ามาในเขตหวงห้ามแห่งนี้ได้ง่ายๆ แล้วยังไม่มีใครสนใจพวกนางอีก โดยเฉพาะตอนที่มองเห็นโต๊ะและเก้าอี้หินที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า กับต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่สูงใหญ่และงดงาม พวกนางก็หลงลืมทุกสิ่งอย่างจนหมดสิ้น วิ่งะโโลดเต้นเข้าไปด้วยความยินดี คราแรกยังตกตะลึงอยู่ แต่หลังจากเดินวนรอบต้นไม้อยู่หลายครั้งจนหมดความสงสัยและสมหวังดั่งใจแล้ว พวกนางจึงนั่งลงที่โต๊ะหินดังกล่าว
“ชิงรั่ว เ้าดูสิ พวกเราเข้ามาที่นี่ได้เห็นหรือไม่? หือ ตรงนี้ยังมีกาน้ำชากับถ้วยชาอยู่ด้วย ก่อนหน้านี้ได้ยินพี่ชายบอกว่ากลีบดอกของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นหากนำไปต้มกับวารีอะไรสักอย่างจะให้รสชาติที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก พวกเราไม่มีวารีวิเศษอะไรนั่น แต่ก็ยังลิ้มรสของกลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นได้นะ!”
“ลู่หนาน ที่นี่เป็เขตหวงห้ามของตระกูลลู่ พวกเราระมัดระวังหน่อยจะดีกว่า นั่งเล่นที่นี่สักพักก็ควรจะกลับกันได้แล้ว มิฉะนั้นหากอาจารย์ทราบขึ้นมาจะเป็เื่เอาได้!” ขณะที่กล่าวเช่นนั้น นางก็ชะเง้อคอมองไปทางหุบเขาลึกด้วย เห็นได้ชัดว่านางหวาดกลัวผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตระกูลลู่ ลู่ไท่ชังที่พำนักอยู่ในหุบเขาแห่งนี้มากกว่า
ลู่หนานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องกังวลไป พวกเราเพียงนั่งดื่มชาเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย พี่ชายมีสิทธิ์อะไรมาโกรธพวกเราเล่า? ส่วนท่านผู้เฒ่าสูงสุดยิ่งไม่ต้องกังวลใจ เขาเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ตลอดเวลาคงจะเหงาน่าดู พวกเรามาเยี่ยมเยือนเช่นนี้ เขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ!”
[1] เปรียบเทียบถึงสิ่งของที่ไม่มีมูลค่า
[2] หมายถึงการนำคนหรือสิ่งของมาเทียบกัน แล้วสิ่งหนึ่งสู้อีกสิ่งหนึ่งไม่ได้เลย
[3] หมายถึงเล็กน้อยจนไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ
